
สานฝันปั้นเซรามิกชิ้นเดียวในโลกเจาะกลุ่มสุนทรีย์ราคาเป็นมิตร
สานฝันปั้นเซรามิกชิ้นเดียวในโลก เจาะกลุ่มสุนทรีย์-ราคาเป็นมิตร : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ช่างภาพ...อดิศร
ชายหนุ่มผู้หลงใหลในงานศิลปะใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานแวดวงเซรามิกมานานกว่า 20 ปี ก่อนจะก้าวออกมาสร้างแบรนด์ของตัวเองและมุ่งมั่นจะผลิตผลงานที่มีชิ้นเดียวในโลก ตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมทั้งสะท้อนความเป็นตัวตนของตัวเองแบบไม่แคร์ตลาด และเขายังวาดฝันที่จะมีสตูดิโอเพื่อถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้แก่เด็กๆ ได้เรียนกันฟรีในอนาคต
"ภาสวร ศรีตระกูล" หรือ อาร์ท เจ้าของแบรนด์เซรามิก Clay Maker เล่าว่า หลังจากทำงานประจำตามโรงงานเซรามิกมานานกว่า 20 ปี จนคิดว่าถึงจุดอิ่มตัว ไม่มีความท้าทายใหม่ๆ อีกแล้ว จึงคิดออกมาสร้างแบรนด์ของตัวเองและลงมือทำงานศิลปะที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างจริงจัง ซึ่งเขายอมรับว่าการออกมาทำธุรกิจของตัวเองนั้น "ยาก" กว่าการทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงาน เพราะจากการทำงานที่มีหน้าที่ชัดเจน คืออยู่ฝ่ายผลิตก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับงานด้านการตลาดหรืองานขาย จึงไม่มีแรงกดดันมากนัก แต่เมื่อเป็นเจ้าของก็ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการหาตลาด โดยเฉพาะการขายสินค้าที่เรียกว่ายากมาก จนทำให้บางครั้งเหมือนเจอทางตัน แต่ก็ยังไม่ท้อ ฮึดสู้เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักตามเป้าหมายให้ได้
อาร์ท เล่าว่า ก่อนจะลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจของตัวเอง ได้ตั้งโจทย์กับตัวเองว่า "อยากทำอะไร" สุดท้ายก็จบลงที่ความถนัดในงานปั้น จึงคิดต่อไปว่าอยากทำงานศิลปะที่มีชิ้นเดียวในโลก เพราะเคยทำงานที่เหมือนๆ กันมานับพันชิ้นซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่ตอนนั้น ดูเหมือนว่า เป้าหมายที่วางไว้จะยิ่งใหญ่มากเกินไปจึงเป็นได้แค่คิด ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ กอปรกับยังขาดเงินลงทุนอีกต่างหาก จนเพื่อนๆ ให้ข้อคิดว่าการที่คิดหรือพูดอย่างเดียว ไม่ลงมือทำ คงไม่รู้หรอกว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ทำให้สุดท้ายจึงตัดสินใจลองเดินตามฝันดูสักตั้ง จึงคิดออกแบบทดลองผลิตชิ้นงานออกมาโดยอาศัยช่วงที่ว่างจากการทำงานในโรงงาน โดยเริ่มต้นด้วยการทำแจกันอย่างเดียว แต่เป็นแจกันที่ออกแบบแตกต่างกันคอนเซ็ปต์คือ แจกันสวยแล้วไม่จำเป็นต้องใส่ดอกไม้เยอะแค่ดอกเดียวก็พอให้เอาไปตั้งโชว์มากกว่า ซึ่งเมื่อลงมือทำไปเรื่อยๆ ของก็เยอะขึ้นจาก 1 เป็น 10 และเป็น 100 ชิ้น แต่ละชิ้นก็จะมีชิ้นเดียวในโลก
"ตอนนั้นคิดไปไกลว่าอาจมีโอกาสโด่งดังในอนาคต เลยใส่แบรนด์ Clay Maker พร้อมทำเลขซีรีส์กำกับด้วย ซึ่งของที่ผลิตซีรีส์แรกๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าอยากให้คนชอบศิลปะไม่ต้องซื้องานศิลปินดังๆ ราคาแพงๆ หันมาซื้องานเราในระดับราคาพันบาทก็ได้ เท่านี้ก็สามารถเสพงานศิลปะได้แบบง่ายๆ"
เมื่อผลิตชิ้นงานออกมาเป็น 100 ชิ้น ก็ต้องเริ่มมองหาที่ระบายของ แต่ตอนนั้น "อาร์ท" บอกว่า แทบไม่รู้จักตลาดเลย ไม่รู้จะขายที่ไหน จึงไปปรึกษาเพื่อนๆ จนได้รับการชักชวนให้นำไปวางขายที่ร้านกาแฟแถวรัชโยธิน ปรากฏว่าขายไม่ได้และหาสาเหตุไม่ได้ด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นเพื่อนปิดร้านกาแฟ จึงเอาแจกันไปฝากขายร้านเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง แต่ก็ยังขายไม่ได้เช่นเดิม
"รู้สึกล้มเหลวมากขนของกลับมาหมด แต่สุดท้ายก็ต้องตั้งสติ และพยายามคิดใหม่ว่าทำไมถึงขายไม่ได้ เพราะของไม่สวย หรือราคาแพงไป อย่างแจกันขาย 1,500 บาท ในแง่ของงานศิลปะถือว่าไม่แพง เพราะทำยากโรงงานทำไม่ได้ ต้องประดิดประดอยทีละชิ้น แต่กลับขายไม่ได้" อาร์ทกล่าว
อาร์ท เล่าว่า ในช่วงนั้นไปปรึกษาคนรู้จักซึ่งเก่งด้านงานขาย ก็ได้รับคำแนะนำให้ไปฝากขายที่ร้านเรือนงามแถวสวนลุมที่เน้นขายงานให้ต่างชาติ พอไปดูก็รู้สึกชอบ เพราะเป็นร้านที่สวยมากเหมือนแกลเลอรี่ วางขายเฉพาะแจกันเซรามิกทั้งหมด เมื่อได้พูดคุยและเอาสินค้าไปให้ทางร้านดูเจ้าของร้านชอบมากยินดีรับฝากขาย จึงนำของทั้งหมดไปลงที่ร้าน โดยไม่ได้สนใจเรื่องการตั้งราคาด้วยซ้ำ เพราะดีใจมากที่มีร้านรับวางสินค้า และปรากฏว่ายังขับรถกลับไม่ถึงบ้าน เจ้าของร้านก็โทรมาบอกว่าขายแจกันใบแรกได้แล้วในราคา 2,000 บาท
"ตอนนั้นเลยเริ่มมีสติว่าสินค้าจะขายได้ต้องอยู่ถูกที่ถูกทาง"
หลังจากวันนั้น "อาร์ท" ก็ยึดพื้นที่ร้านเรือนงาม เป็นแหล่งวางขายสินค้า มีรายได้เข้ามาเดือนละนับหมื่นบาทเป็นรายได้เสริมจากเงินเดือนประจำ ถือเป็นช่วงที่ดีมากและเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แต่ก็เกิดปัญหาทางการเมือง มีการปิดถนนจนไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าร้าน ทำให้เจ้าของร้านต้องย้ายไปอยู่สวนจตุจักร ซึ่งยอดขายลดลงไปเกือบครึ่ง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะลูกค้าที่มาเดินจตุจักรเป็นคนละกลุ่มกับคนที่เดินสวนลุม
"ทำให้มีโจทย์ใหม่เกิดขึ้น ตลาดนี้อาจไม่ใช่เป้าหมาย และเริ่มเสียความมั่นใจอีกครั้ง ต้องมานั่งคิดว่าเป็นเพราะสถานที่หรือสินค้าของเราไม่สวยงาม หรือตั้งราคาแพงเกินไป ล้วนเป็นคำถามที่วนเวียนตามประสาคนขายของไม่เป็น" อาร์ท บอก
ในขณะที่เจ้าของร้านแนะนำว่า ให้ลองทำสินค้าแนวอื่นดูบ้าง เพราะแจกันที่ทำไปวางขายตั้งแต่ชิ้นแรกซีรีส์ 001 จนเกือบ 300 ชิ้นนั้น จะเป็นแนวไม่สดใส เน้นสีขาว เทา ดำ เป็นหลัก เพราะเห็นว่าเป็นสไตล์ที่ชาวต่างชาติชื่นชอบ จึงมานั่งคิดว่าตัวเองชอบศิลปะแนวไหน นึกย้อนกลับไปสมัยเรียนก็พบว่าเป็นแนวเพ้อฝัน มีจุดเด่นที่สัญลักษณ์ต่างๆ จึงเอาความชอบส่วนตัวมาใส่มากขึ้น เช่น รูปหัวใจ กากบาท เพิ่มความสดใสให้แก่ชิ้นงานมากขึ้น เป็นแนวแฟนตาซีมากขึ้น สื่อสารกับผู้คนได้ง่ายขึ้น เช่น ดอกไม้ดูแล้วสะท้อนถึงความสดชื่น สีรุ้ง เป็นตัวแทนของคนบางกลุ่ม เป็นต้น ผลที่ออกมาคือ กลายเป็นว่าผลงานชุดใหม่มีผลตอบรับดีเกินคาด
"ตอนนั้นมุ่งมั่นทำแจกันอย่างเดียว เหตุที่เลือกแจกันเพราะป็นคนยึดติด พยายามต่อสู้กับความสำเร็จ และต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าสร้างแบรนด์ Clay Maker ขึ้นมาจากแจกันได้แต่ตอนหลังพอเริ่มตันๆ ก็มองหาสินค้าแบบอื่น” อาร์ท กล่าวและว่า เมื่อเปลี่ยนสไตล์แนวศิลปะไป สินค้าก็กลับมาขายได้ดีจึงคิดว่าสถานที่ก็มีความสำคัญแต่รูปแบบของสินค้าที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายน่าจะสำคัญกว่า และยังปรับราคาลงมาด้วย แต่ทำมาระยะหนึ่งก็ถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เพราะเจ้าของร้านหมดสัญญาเช่าที่จตุจักร เปลี่ยนไปเปิดร้านที่เอเชียทีค ทำให้สินค้ามีโอกาสทำตลาดได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม ปรากฏว่าสินค้าขายดิบขายดี โด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมียอดขายกลับมาเป็นหลักหมื่นบาทต่อเดือนอีกครั้ง
ในช่วงนั้นจึงเริ่มออกแบบงานศิลปะแตกไลน์ไปยังของใช้อื่นๆ โดยที่ยังเน้นคอนเซ็ปต์เป็นงานศิลปะที่ "เสพง่าย" แต่มีฟังก์ชันการใช้งานได้จริง เช่น นาฬิกาเซรามิกที่ยังใช้ดูเวลาได้ หรือโคมไฟรูปแบบประหลาดๆ ที่ให้แสงสว่างได้จริง แต่ก็ยังคงเน้นตั้งโชว์ความสวยงามมากกว่า หรืออย่างแก้วกาแฟที่ก่อนจะผลิตออกมาก็จะถามคนที่ซื้อแก้วว่าคิดอย่างไร และเลือกซื้อแบบไหนก็จะได้ตำตอบว่าส่วนใหญ่เลือกซื้อแบบแปลกๆ เพื่อไม่ให้ซ้ำปะปนกับใคร เลยคิดว่าหากทำเป็นแก้วที่มีชื่อติดไว้เลยน่าจะมีคนสนใจ จึงกลายเป็นที่มาของการรับทำแก้วที่มีชื่อ โดยเริ่มทำช่วงปลายปีก่อนก็ประสบความสำเร็จค่อนข้างดี มีลูกค้าโทรเข้ามาสั่งสินค้าจำนวนมากทั้งเอาไปใช้เอง เอาไปแจกญาติพี่น้อง หรือมอบเป็นของขวัญวันเกิดในหมู่เพื่อน แม้จะมีราคาแค่ใบละ 200 บาท แต่ก็เป็นของที่มีใบเดียวในโลก ซึ่งให้คุณค่าทางใจอย่างมาก
“ไม่ว่าจะสั่งกี่ใบผมก็รับทำหมด แม้แค่ใบเดียวก็ทำ และจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ให้ด้วย แต่ต้องใจเย็นอาจต้องใช้เวลาบ้าง ถ้าถามว่าทำแบบนี้ คุ้มไหมบอกได้เลยว่าไม่คุ้มแต่อยากทำให้ เพื่อเป็นการตอบแทนคนที่มาชอบงานของผม”
อาร์ท บอกว่า เมื่อเริ่มมีช่องทางทำเป็นธุรกิจจริงจังก็เริ่มคิดที่จะทำตลาดเพื่อให้คนรู้จักแบรนด์ของเขามากขึ้น อยากออกไปสู่โลกภายนอกมากขึ้น เพราะคนอาจจะชอบสินค้า แต่ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้าง ทำให้ปีก่อนเริ่มไปออกงานแสดงสินค้าของตกแต่งบ้านที่ไบเทค ซึ่งก็ได้ลูกค้าที่สั่งให้ทำสินค้ากลับมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งแจกัน นาฬิกา แก้วน้ำ เรียกว่าหากมีลูกค้าในลักษณะนี้สัก 20 คนก็คงอยู่ได้ และตอนนี้จะได้ลูกค้าจากการบอกกันปากต่อปากมากกว่า และบางคนจะตั้งชื่อให้ว่าเป็นเซรามิกอารมณ์ดี ประมาณว่าเห็นแล้วต้องยิ้มออกมา
ล่าสุด อาร์ท ได้นำสินค้าไปร่วมในงานสถาปนิกฯ ยิ่งทำให้คนเริ่มรู้จักมากขึ้น จนลูกค้าเวลานี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มคนชื่นชอบการตกแต่งบ้านและมีบ้านหลายหลัง ก็จะซื้อของไปแต่งบ้านเรื่อยๆ กับกลุ่มสถาปนิกที่จะสั่งของไปตกแต่งบ้านก็จะสั่งสินค้าลอตละ 50-100 ชิ้น แต่ตอนนี้ยอมรับว่า จำนวนลูกค้ายังไม่มากนัก ขณะเดียวกันก็ยังไม่อยากมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เพราะนอกจากต้องรับผิดชอบมากขึ้นแล้วอาจจะดูแลไม่ทั่วถึงอีกด้วย เนื่องจากต้องออกแบบและผลิตงานทุกชิ้นเอง แต่หากมีการสั่งของจำนวนมากก็จะอาศัยพันธมิตรในโรงงานที่เคยทำงานมาก่อนให้ช่วยเอาแบบไปขึ้นรูปหรืออาศัยใช้เตาเผาขนาดใหญ่เพื่อทำได้ครั้งละมากๆ เพราะไม่อยากผิดนัดเวลารับสินค้า หากเป็นสินค้าที่ออกแบบไว้แล้วก็จะทำเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าต้องออกแบบใหม่หมดก็จะนานกว่า คือประมาณ 1 เดือน
แน่นอนว่างานที่คิดออกแบบเองย่อมถูกนำไปก๊อบปี้บ้าง ซึ่งเจ้าตัวไม่ได้ซีเรียส แถมบอกว่า "ไม่กลัว แต่น่าภูมิใจ" เสียอีกแสดงว่างานสวย อาร์ท ยังบอกอย่างมั่นใจว่าสามารถคิดแบบใหม่ได้เรื่อยๆ อย่างตอนนี้กำลังสนุกกับการทำลิ้นชักเก็บของเซรามิก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยังมีลูกเล่นให้ทำได้อีกมาก
นอกจากงานศิลปะที่เขาชื่นชอบแล้วทุกวันนี้อาร์ทยังไปเป็นครูพิเศษแทนรุ่นพี่ สอนศิลปะการปั้นเซรามิกให้เด็กๆ ที่โรงเรียน รู้สึกชอบที่ทำให้เด็กๆ ได้สนุก จนอยากถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเองให้คนอื่นต่อ ตอนนี้จึงรับสอนเป็นคอร์สสั้นๆ หลังจากที่มีงานเข้าคือ ร้านอาหารติดต่อให้ไปสอนแบบสนุกๆ และมีบริษัทติดต่อเข้ามาเหมือนกัน แต่จะเป็นคอร์สสั้นๆ วันเดียวจบมากกว่า เช่น สอนการเพ้นท์ การใช้ลูกกลิ้ง การออกแบบ โดยจะให้ความรู้เรื่องศิลปะก่อน จากนั้นให้คิดแบบอย่างเป็นระบบและสุดท้ายให้เอาเทคนิคที่รู้มาใช้ในงานได้จริง
“ในอนาคตอยากมีบ้านเป็นสตูดิโอสอนการปั้นเซรามิกให้คนที่สนใจมาหาความรู้ หาประสบการณ์ เริ่มแรกอยากจะสอนเด็กๆ แถวนี้ก่อน อาจจะสอนฟรีอาทิตย์ละวัน หากใครจะเรียนแบบจริงจังเป็นงานศิลปะขั้นสูงก็อาจจะเปิดเป็นคอร์สพิเศษ ซึ่งตรงนี้มาจากปมในใจที่อยากเป็นครูเหมือนคุณแม่ แต่เป็นไม่ได้วุฒิทางการศึกษาไม่ถึง พอมีประสบการณ์เยอะก็อยากปล่อยพลังอยากเอาประสบกาณ์ 20 ปีมาถ่ายทอดต่อให้คนรุ่นหลัง” อาร์ท กล่าวทิ้งท้าย



