ข่าว

อาณาจักร 'ฝิ่น' (ตอน 2) ผืนสุดท้ายประเทศไทย

อาณาจักร 'ฝิ่น' (ตอน 2) ผืนสุดท้ายประเทศไทย

28 มิ.ย. 2558

เรื่องเล่าข่าวดัง : อาณาจักร 'ฝิ่น' (ตอน 2) ผืนสุดท้ายประเทศไทย : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม

 
                      ตลอดแนวเทือกเขาถนนธงชัยซึ่งทอดผ่าน 7 จังหวัดภาคเหนือ คือ จ.เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงราย น่าน กำแพงเพชร และแพร่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเกินกว่า 800 เมตร ซึ่งด้วยลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของฝิ่น พืชเสพติดสำคัญ ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน
 
                      ในอดีตไทยเคยมีปัญหาการแพร่ระบาดของฝิ่นอย่างหนัก พื้นที่ป่าบนดอยสูงทางภาคเหนือถูกบุกรุกแผ้วถางกลายเป็นแปลงฝิ่นนับแสนไร่ ช่อดอกฝิ่นที่ดูสวยงามยามเบ่งบานแปรเปลี่ยนสภาพไปเป็นยางฝิ่นหลังการกรีด และยางเหนียวก้อนสีดำที่เรียกกันว่ายางฝิ่นนั้น ถูกส่งเข้าโรงงานผลิตเปลี่ยนสภาพไปเป็นเฮโรอีน จำนวนมหาศาลถูกส่งออกไปทั่วโลก และยิ่งรวมเนื้อที่กับพื้นที่ปลูกฝิ่นในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นรอยต่อของไทย ทั้งพม่าและลาวแล้ว ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ผลิตยาเสพติดได้มหาศาล ครองอันดับสอง พื้นที่ผลิตยาเสพติดแหล่งใหญ่ของโลก ที่รู้จักในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ"
 
                      ในไทยมีความพยายามลดปริมาณพื้นที่ปลูกฝิ่นซึ่งประสบผลสำเร็จด้วยดีเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปใช้ปฏิบัติกลายเป็นโครงการหลวงหลายโครงการที่เข้าไปพัฒนาพื้นที่บนยอดดอย มีการสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่สูงเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะพืชเมืองหนาว มีตลาดรองรับที่แน่นอน ทำให้ประชาชนมีรายได้และมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
 
                      แปลงฝิ่นนับแสนไร่ค่อยๆ หายไป พร้อมๆ กับต้นกล้าของพืชเศรษฐกิจที่ค่อยๆเจริญเติบโตขึ้นมาทดแทน เหลือเนื้อที่ปลูกฝิ่นอยู่หลักร้อยไร่ในพื้นที่ห่างไกลการเดินทางยากต่อการเข้าถึง พื้นที่ที่ว่านี้อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และ ตาก รู้จักกันในนาม “ดอยเปเปอร์” 
 
                      แต่ระยะหลังๆ มานี้พบว่าพื้นที่ห่างไกลบนดอยสูงที่ว่ากลับมีแนวโน้มการขยายตัวของพื้นที่ปลูกฝิ่นที่มากขึ้นเป็นราว 1,300 ไร่ มีกำลังผลิตฝิ่นได้ราว 5 ตันต่อปี 
 
                      “ราว 1,300 ไร่ ที่เหลืออยู่ถือว่าเป็นแหล่งสุดท้ายของพื้นที่ปลูกฝิ่นในไทย ซึ่ง ป.ป.ส.ภาค 5 และ ป.ป.ส.ภาค 6 กำลังเร่งมือหาทางกำจัดฝิ่นให้หมดไปจากพื้นที่นี้ หากทำได้ก็หมายความว่าไทยจะปลอดจากพื้นที่ปลูกฝิ่น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะจากข้อมูลที่มีอยู่ในเวลานี้พื้นที่ปลูกฝิ่นมีแนวโน้มขยายตัวเพราะมีผู้เสพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ที่เสพฝิ่นเพราะเห็นพฤติกรรมของคนรุ่นเก่า ที่สำคัญวิธีการเสพฝิ่นมีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปจากเดิมเคยเสพด้วยการสูบเอาควันเข้าร่างกายแต่ขณะนี้กลับใช้ฝิ่นดิบต้มไฟใช้หลอดฉีดยาฉีดเข้าเส้น ทำให้สารเสพติดเข้ากระแสเลือดโดยตรงส่งผลให้ออกฤทธิ์เร็วขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้สูงหากเกินขนาด” นายประสงค์ รัตนพันธ์ ผอ.ส่วนประสานพื้นที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 6 บอกถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของฝิ่น 
 
                      ข้อมูลของ ป.ป.ส.ภาค 6 พบว่า เฉพาะ 13 หย่อมบ้านในพื้นที่รับผิดชอบคือ บ้านเลอตอ บ้านห้วยขนุน บ้านห้วยโป่ง บ้านวะเบยเด บ้านวะกะเลโค๊ะ บ้านตะหย่าเด บ้านเกร๊ะมอคี บ้านทุ่งต้นงิ้ว บ้านเลผะสุคี บ้านกล้อหล่อเบลอ บ้านทีวะเบยทะ บ้านห้วยสินาคี และบ้านห้วยน้ำเย็น อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งมีประชากรทั้งหมดรวมกันราว 3,000 คน เกินกว่าครึ่งตกเป็นทาสของฝิ่น
 
                      “ฝิ่นที่ปลูกได้บริเวณนี้ มักอาศัยพื้นที่ ร่องเขา หุบเขา และ เหลี่ยมเขา ที่ยากต่อการเข้าถึงทั้งทางบกและทางอากาศเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปตัดทำลาย โดยในอดีตเขาจะปลูกกันรอบเดียวคือราวเดือนกันยายนถึงตุลาคม เก็บเกี่ยวได้ราวเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ แต่หลังๆ มานี้ มีการปลูกเพิ่มนอกฤดูมากขึ้นราวปีละ 3-4 รอบ โดยการติดสปริงเกลอร์ให้น้ำช่วยหล่อเลี้ยงฝิ่นให้เจริญเติบโตได้เช่นเดียวกับฝิ่นในฤดู” นายชลัยสิน โพธิเจริญ ผอ.ป.ป.ส. ภาค 6 ให้ข้อมูล
 
                      ประชากรที่อาศัยอยู่บนยอดดอยรอยต่อ จ.ตาก แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ ราว 2,000-3,000 คน ยังคงเสพฝิ่น แต่ปริมาณฝิ่นที่ปลูกได้ในพื้นที่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของผู้เสพแล้วยังไม่เพียงพอกับปริมาณที่ผู้เสพต้องการใช้ ฝิ่นจำนวนหนึ่งจึงถูกนำเข้าจากแหล่งปลูกในรัฐฉาน และคะฉิ่น ของพม่า ที่ยังคงมีเนื้อที่เพาะปลูกฝิ่นอยู่ราว 3.6 แสนไร่ และย่านซำเหนือ เชียงขวาง ของลาว ที่มีพื้นที่ปลูกฝิ่นอยู่ราว 3.8 หมื่นไร่
 
                      ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าฝิ่นจากยอดดอยของไทยส่วนมากถูกใช้ในพื้นที่ มีบางส่วนที่ยังคงต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน วิธีการแก้ปัญหา นอกจากการปิดกั้นไม่ให้ฝิ่นจากนอกพื้นที่เข้าถึงผู้เสพ รวมถึงการเร่งกำจัดฝิ่นในพื้นที่เพาะปลูกภายในประเทศแล้ว การบำบัดรักษาผู้เสพเป็นเรื่องสำคัญหากสามารถลดจำนวนผู้เสพฝิ่นให้ลดน้อยถอยลงกระทั่งหมดไปได้ ฝิ่นก็ไม่เป็นที่ต้องการต่อไป
 
                      “เห็นหน้าครอบครัวแล้วสบายใจ เมื่อก่อนเขาเป็นทุกข์กันมาก เงินแทบทุกบาทที่หาได้หมดไปกับการซื้อฝิ่น ผมดีใจที่ตัดสินใจเลิกมัน หลังจากนี้ผมจะเริ่มชีวิตใหม่” พะตี โกโต หนึ่งในผู้เสพฝิ่นที่ผ่านการบำบัดรักษาจนหายจากอาการติดยา หลังเข้าร่วมโครงการบำบัดผู้ติดฝิ่นที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและกระทรวงสาธารณสุขจัดขึ้นในพื้นที่สูงรอยต่อ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก
 
                      พะตี โกโต เป็น 1 ใน 3 ราย ที่หายจากอาการติดยา หลังเข้าร่วมโครงการนี้ เขาใช้เวลากว่า 2 เดือน จึงสามารถเลิกฝิ่นได้ ซึ่งเขากำลังเป็นกรณีตัวอย่างให้ผู้ติดฝิ่นอีกกว่า 100 คน ที่อยู่ระหว่างการบำบัดรักษาตามโครงการนี้
 
                      “ทุกคนมีโอกาส หากรู้จักแสวงหา” พะตี มักพูดกับเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการเสมอ
การบำบัดรักษาอาการผู้ติดฝิ่นตามโครงการนี้ใช้เมทาโดน ซึ่งออกฤทธิ์เช่นเดียวกับฝิ่นเป็นสารทดแทน แต่ผู้เข้าบำบัดรักษาจะถูกควบคุมปริมาณของสารโดยบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจะค่อยๆ ลดปริมาณเมทาโดนลงเรื่อยๆ จนไม่มีความจำเป็นต้องใช้อีก
 
                      “กระบวนการบำบัดระยะหลังเราใช้เมทาโดนให้เป็นสารทดแทน เพื่อให้คนหยุดใช้ฝิ่นได้โดยไม่มีการลงแดงแล้วค่อยๆ ฟื้นฟูจนสู่ปกติ จนกระทั่งหยุดใช้ยาได้ ในทางการแพทย์ คงใช้คำว่าเลิกไม่ได้แต่ยาเสพติดมันไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ที่สำคัญอยู่ที่ตัวของผู้เข้ารับการบำบัดที่ต้องควบคุมตัวเองให้ได้" รศ.ดร.มานพ คณะโต ผอ.เครือข่ายพัฒนาวิชาการและข้อมูลสารเสพติด กล่าว
 
                      ความพยายามในการบำบัดรักษาผู้ที่ติดฝิ่นในพื้นที่ปลูกฝิ่นแหล่งสุดท้ายของไทย ให้ลดน้อยถอยลงไปให้ได้มากที่สุดจนกระทั่งไม่หลงเหลืออยู่ มีเจตนาลดความต้องการใช้ฝิ่นให้น้อยลงเป็นเงาตามตัว ซึ่งหากสามารถทำได้จริงนั่นคือความหวังราว “แสงสว่างตรงปลายอุโมงค์” นับจากนี้อีกไม่นาน “อาณาจักรฝิ่นผืนสุดท้ายของประเทศไทย” จะกลายเป็นเพียงเรื่องในตำนาน
 
 
 
 
---------------------
 
(เรื่องเล่าข่าวดัง : อาณาจักร 'ฝิ่น' (ตอน 2) ผืนสุดท้ายประเทศไทย : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม