
ผลตรวจบิ๊กแจ๊ดไม่ตั้งใจเอาปืนขึ้นเครื่อง
ผลตรวจบิ๊กแจ๊ดไม่ตั้งใจเอาปืนขึ้นเครื่อง ส่งพิสูจน์ความรุนแรงและมีทะเบียนหรือไม่
จากกรณีที่พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.58 ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ ทีจี 640 เวลา 21.00 และถูกตรวจจับอาวุธปืนได้ที่สนามบินนาริตะ ขณะจะเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 22 มิ.ย. 2558
26มิ.ย.2558 ผู้สื่อข่าวคมชัดลึก ได้ประสานงานไปยังแหล่งข่าวระดับสูง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงพล.ต.ท.คำรณวิทย์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทราบจากตำรวจญี่ปุ่นว่า ในวันที่พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเครื่องบินที่ ทีจี 640 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้มีกระเป๋าสะพายเดินผ่านช่องตรวจบุคคล เพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย ระหว่างการตรวจค้นตัวของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ พบว่าไม่มีสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด แต่กระเป๋าสะพายและสัมภาระบางส่วนที่จะนำขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่จุดตรวจค้นที่ทำหน้าที่ดูกระเป๋าสัมภาระที่จะถือขึ้นเครื่องผ่านเครื่องเอ็กซเรย์
ได้พบความผิดปกติภายในกระเป๋าสะพายของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ๆดูเครื่องเอ็กซเรย์ พบความผิดปกติมีสิ่งของขนาดเล็กอยู่ในกระเป๋าบรรจุยาจึงเรียกพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ให้มาเปิดกระเป๋าดู พบว่า ภายในกระเป๋ายานั้นเมื่อหยิบออกมาเป็นอาวุธปืนขนาด.22 ที่ถูกบรรจุกระสุนจำนวน 5 นัด โดยเบื้องต้นพล.ต.ท.คำรณวิทย์มีสีหน้าที่ตกใจและจากการสอบถามผ่านล่าม ซึ่งเป็นไกด์ที่พาคณะไปดูงาน ได้แปลเป็นภาษาไทยว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ อ้างว่า ไม่ได้มีเจตนานำอาวุธปืนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งอาวุธปืนกระบอกนี้เป็นอาวุธปืนที่ตนเองกำลังหาอยู่ แต่ไม่คิดว่าจะอยู่ในกระเป๋ายา ทางตำรวจญี่ปุ่นจึงควบคุมตัวสอบสวน ซึ่งการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า การเดินทางออกจากประเทศไทย กระเป๋ายาได้อยู่ในกระเป๋าสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องบิน หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ก่อนกลับประเทศไทย ได้นำกระเป๋ายามาใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายและไม่ได้เปิดดู โดยไม่คิดว่าจะมีอาวุธปืนที่ตนเองหาอยู่ๆในกระเป๋ายาใบนี้
อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวระดับสูง เปิดเผยอีกว่า ทางตำรวจญี่ปุ่นได้นำอาวุธปืนนอร์ธอเมริกัน .22 นำส่งไปยังสำนักงานพิสูจน์หลักฐานของตำรวจญี่ปุ่น เพื่อทำการทดสอบว่าอาวุธปืนดังกล่าวมีอานุภาพความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และอาวุธปืนดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายไทยหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลการตรวจสอบทั้งหมดสรุปเสนอให้อัยการญี่ปุ่นพิจารณาประกอบสำนวนว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง
แหล่งข่าวระดับสูง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศญี่ปุ่นคนเดิม กล่าวอีกว่า ในประเทศญี่ปุ่นกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืนมีโทษหนัก ประชาชนของญี่ปุ่นไม่สามารถที่จะพกพาหรือมีไว้ในความครอบครองของอาวุธปืนพกสั้นได้ แต่จะอนุญาตให้ประชาชนในบางจังหวัดของประเทศญี่ปุ่นมีไว้ในความครอบครองได้ คืออาวุธปืนประเภทปืนยาวที่ใช้สำหรับการล่าสัตว์และใช้ฤดูกาลล่าสัตว์เท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะสามารถครอบครองอาวุธปืนประเภทนี้ได้ต้องอายุเกิน 20 ปีขึ้นไปและต้องมีการตรวจสุขร่างกายและสภาพจิตใจอีกครั้ง ต้องเข้ารับการอบรมตามกฎหมายและเมื่อก่อนถึงฤดูกาลล่าสัตว์จะต้องถูกอบรมทุกครั้ง นอกจากนี้ประชาชนชาวญี่ปุ่นสามารถครอบครองอาวุธปืนได้อีกประเภทหนึ่งคือ เป็นอาวุธปืนที่ใช้สำหรับการกีฬาเท่านั้นถึงจะสามารถครอบครองได้ ส่วนกรณีของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ถึงแม้ว่าจะอ้างไม่มีเจตนาและลืมไว้ แต่การพกพาเข้าไปในเขตท่าอากาศยานและอยู่ระหว่างการเตรียมตัวที่จะขึ้นเครื่องบินกลับถือว่าเป็นเรื่องที่รุนแรงสำหรับประเทศญี่ปุ่น
มีรายงานว่าวันนี้นายตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง หรือโบว์ลิ่ง ลูกชาย พล.ต.ท.คำรณวิทย์พร้อมทนายความได้เดินทางเข้าเยี่ยมพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่ถูกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ในกรุงโตเกียว โดยพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้บอกกับบุตรชายว่า สบายดีไม่ต้องเป็นห่วงและได้บอกถึงเจ้าหน้าที่มูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง และคลินิกแพทย์แผนไทยกับผู้ป่วยที่มารักษาแพทย์ทางเลือก ได้บอกเจ้าหน้าที่ให้ดูแลผู้ป่วยให้ดี และไม่ต้องเป็นห่วง
รายงานข่าวระบุว่าอาวุธปืนนอร์ธอเมริกัน . 22 ที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ครอบครองไว้และอ้างว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของเพื่อนที่ให้มาล่าสุด พล.ต.ท.คำรณวิทย์ มอบหมายให้ผู้ใกล้ชิดติดต่อหาเพื่อนคนดังกล่าว เพื่อนำเอกสารการครอบครองและหมายเลขทะเบียนปืนดังกล่าวมามอบให้กับผู้ใกล้ชิดแล้วนำมาที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานแล้วนำมาแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น เพื่อนำมาเป็นพยานหลักฐานว่าอาวุธปืนขนาดดังกล่าวเป็นปืนที่ถูกต้องตามกฏหมายของประเทศไทย
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ มีอาการของโรคความดันโลหิตสูง จึงจำเป็นที่จะต้องพกพายารักษาโรคติดตัวไว้เวลาเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ



