
'วิโรจน์'เชื่ออดีต248ส.ส.รอด'ถอดถอน'
26 มิ.ย. 2558
สนช.นัดแถลงเปิดคดีถอดถอนอดีต 248 ส.ส. 15-16 ก.ค.นี้ ไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มพยานหลักฐาน 'วิโรจน์' เชื่อรอด หากไม่สองมาตรฐาน 'สมคิด' ชี้ เป็นเรื่องการเมือง
26 มิ.ย. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภามีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระเรื่องด่วน ดำเนินการกระบวนการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 248 คน ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (ตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 149) โดยเป็นการกำหนดวันแถลงของ ป.ป.ช.และอดีต 248 ส.ส. และพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา
นายสุรชัย แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ป.ป.ช.ได้พิจารณาแยกสำนวนคดีตามฐานความผิดออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ส.ส.จำนวน 237 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. รวมทั้งพิจารณา และลงมติในวาระ 1 วาระ 2 โดยเฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 116 ที่มีผลทำให้ ส.ว.ที่พ้นวาระแล้ว สามารถกลับมาลงสมัครได้ทันที และวาระ 3 โดยถือว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
กลุ่มที่ 2 ส.ส.จำนวน 1 คน ที่ลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ พิจารณา และลงมติในวาระ 2 และวาระ 3 ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 อนุ 1 วรรคหนึ่ง
กลุ่มที่ 3 ส.ส.จำนวน 10 คน ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พิจารณา และลงมติในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 โดยถือว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 อนุ 1 วรรคหนึ่ง
ทั้งนี้ ในกลุ่มที่ 1 มีสมาชิก 2 คน ประกอบด้วยนายทองดี มนิสสาร และนายตุ่น จินตะเวช ได้ถึงแก่กรรม จึงไม่ต้องนำมาพิจารณาตามข้อบังคับ พร้อมกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนคดีของ ป.ป.ช.และอดีต ส.ส. 248 คน ในวันที่ 15 - 16 ก.ค. เวลา 10.00 น. และสมาชิกสามารถยื่นญัตติข้อซักถามได้ถึงวันที่ 20 ก.ค.นี้ ภายในเวลา 12.00 น.
จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา โดยได้เชิญนายวิชัย วิวิตเสวี ตัวแทนกรรมการ ป.ป.ช. และตัวแทนผู้ถูกกล่าวหา นำโดยนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เข้าห้องประชุม นายสามารถ ชี้แจงว่า ป.ป.ช.ได้อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่าพวกตนเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญระงับยับยั้ง ทั้งที่การดำเนินการเอาผิดตามมาตรา 68 จะต้องไปยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อให้ อสส.ตรวจสอบพฤติกรรมก่อน เพราะโทษตามมาตรา 68 นั้นหนัก นอกจากนี้ไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนและพวกได้ยื่นคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน 6 รายการ โดย 3 รายการแรก เป็นเอกสารที่ยื่นให้กับ ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช.ไม่ได้รับเข้าไปในสำนวน และอีก 3 รายการที่เป็นเรื่องใหม่ คือ คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 74/2557 และคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่ 53-58/2557 ที่วินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 กระทั่งมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 57 ขึ้นมา จนศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดลงแล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาจึงได้จำหน่ายคดีออกไป และถ้าจะใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ดังนั้นก็ต้องผูกพัน ป.ป.ช.ด้วย และรายการสุดท้ายเป็นรายงานการประชุมของ สนช.เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 58 ที่ประชุมลงมติไม่ถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ซึ่งเป็นฐานความผิดเดียวกับ อดีต ส.ส. 248 คน
ด้านนายวิทยา บุรณศิริ อดีต ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนในการขอเพิ่มพยานหลักฐานในกลุ่มที่ 2 โดยเป็นคำขอที่ 2 - 6 ซึ่งหลักฐานที่ขอเพิ่ม คือ รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการรัฐสภา ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 111 - 114 ซึ่งเป็นการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา
นายวิชัย ชี้แจงว่า ป.ป.ช.ขอคัดค้านทุกคำขอของผู้ถูกกล่าวหา โดยในส่วนของคำขอของนายสามารถ ในเอกสาร 3 รายแรกนั้น มีอยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช.อยู่แล้ว สามารถตรวจสอบได้ ส่วนอีก 3 รายการ คือ รายการที่ 4 และ 5 แม้ไม่มีอยู่ในสำนวนคดี แต่ ป.ป.ช.เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี เนื่องจากสำนวนนี้เป็นอำนาจของ สนช.ว่าจะถอดถอนหรือไม่ เมื่อ สนช.รับเรื่องแล้ว ก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุด ไม่มีปัญหาในเรื่องของอำนาจอีกต่อไป ส่วนรายการที่ 6 ที่เป็นบันทึกผลการลงมติในการประชุมของ สนช.ที่มีมติไม่ถอดถอนอดีต 38 ส.ว.นั้น แม้จะเป็นเรื่องเดียวกันแต่ก็เป็นคนละกระบวนการกัน
ส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการรัฐสภาฯ นั้น มีอยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช.เรียบร้อยแล้ว โดยนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นผู้ร้องได้ยื่นมาแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา และคำคัดค้านของ ป.ปช.เสร็จสิ้นแล้ว นายสุรชัย ได้ขอมติที่ประชุมว่า จะอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหา เพิ่มเติมพยานหลักฐานทั้งหมด 6 คำขอ 7 รายการ หรือไม่ ในที่สุดที่ประชุมมีมติไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มพยานหลักฐานทั้งหมด และได้สั่งปิดประชุมในเวลา 13.27 น.
'วิโรจน์' เชื่อรอด หากไม่สองมาตรฐาน
พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีถอดถอนอดีต ส.ส. 248 คน ออกจากตำแหน่งกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ว่า เท่าที่ตนได้ติดตามเห็นว่าคดีนี้มีหลักการเดียวกันกับกรณีถอดถอน ส.ว.ออกจากตำแหน่ง ดังนั้นหากไม่มีสองมาตรฐาน อดีต ส.ส.ทั้ง 248 คน ก็ไม่ควรจะถูกถอดถอน ยืนยันว่า อดีต ส.ส.ทำตามหน้าที่โดยสุจริต จึงอยากให้ สนช.พิจารณาในเนื้อหาสาระอย่างตรงไปตรงมา
ด้านนายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเดินทางมาของอดีต ส.ส.วันนี้ เพื่อร้องขอใช้สิทธิ์ชี้แจง เพราะเป็นสิทธิ์ของพวกเรา ถ้าหาก สนช.ไม่ให้อดีต ส.ส.ที่ถูกกล่าวหา 248 คน แล้วจะตัดสินออกมาได้อย่างไร วันนี้พรรคเพื่อไทยขอสู้ตายตามกติกาที่มีอยู่ ขอสู้ตามกติกาเท่าที่สู้ได้ เพื่อให้สังคมได้เห็นว่า คนที่ถูกแต่งตั้งมาจะมาถอดถอนคนที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนอย่างนั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นก็สวัสดีประเทศไทย
ทั้งนี้ถ้าพิจารณาตามข้อกฎหมายประเด็น ส.ว.ที่ สนช.เคยพิจารณาไว้แล้ว เมื่อ ส.ว.รอดได้ จะมาบอกอดีต ส.ส.ทั้ง 248 คน ควรรอดไม่น่าจะใช่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง สุดท้ายขอให้เป็นดุลพินิจของมติ สนช.ว่าจะออกมาว่าอย่างไร ถ้าไม่รอดก็ไม่เป็นอะไร ไม่ได้ซีเรียส ในเมื่อคนอีก 65 ล้านคนอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ให้ได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้ คสช.ช่วยผ่อนคลายให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคได้พูดคุยปรึกษาหารือกันได้ ที่ผ่านมาสมาชิกพรรคอยู่ในกติกาตลอด รับรองไม่ไปชุมนุม หรือทำอะไร ขอให้ คสช.นำเวลาที่จะมาห่วงคนในพรรคเพื่อไทย ไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และภัยแล้งดีกว่า



