ข่าว

ประชามติต้อง'เปิดกว้าง'

ประชามติต้อง'เปิดกว้าง'

26 มิ.ย. 2558

ประชามติต้อง'เปิดกว้าง' : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

             หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็จะเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไข ได้กำหนดให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการทำประชามติ

              น่าสนใจยิ่ง เพราะการทำประชามติถือเป็นประชาธิปไตยทางตรงที่ให้ประชาชนมีโอกาสในการกำหนดอนาคตด้วยตัวเอง ซึ่งการทำประชามติที่ดีจะต้องให้ประชาชนมีอิสระในการตัดสินใจ มีอิสระในการรณรงค์ในสิ่งที่ตัวเองเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

              การปิดโอกาสในการเสนอความเห็น ให้ความรู้ รณรงค์ ชักจูง ก็เท่ากับเป็นการล็อกผลประชามติแบบกลายๆ และยังอาจกลายเป็นจุดด่างพร้อยได้ เช่นเดียวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เต็มไปด้วยการรณรงค์ให้ออกไป “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะครั้งนั้นคนที่มีอำนาจในการให้ความรู้และรณรงค์หลักคือ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ”

              ครั้งนี้ก็ทำท่าจะมีปัญหาตั้งแต่ยังไม่ได้ออกตัวเช่นกัน เมื่อคนที่มีหน้าที่จัดการทำประชามติอย่าง กกต. โดย “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้ระบุว่า “กกต.จะกำหนดให้มีการจดแจ้งองค์กรหรือกลุ่มที่ประสงค์จะรณรงค์ในการประชามติครั้งนี้ ซึ่งจะต้องเสนอรูปแบบการรณรงค์ที่ชัดเจน อาทิ รูปแบบของกิจกรรม เว็บไซต์ แผ่นพับ และใบปลิว และงบประมาณที่จะใช้ในการรณรงค์ เป็นต้น”

              แปลง่ายๆ ว่าในการทำประชามติครั้งนี้หากใครจะรณรงค์ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจดแจ้งกับ กกต.เสียก่อน มิเช่นนั้นถือว่าหมดสิทธิ์ และอาจจะเลยเถิดถึงเป็นความผิดตามกฎหมาย

              ถ้าฟังเร็วๆ เหมือนจะเข้าท่า เพราะจะได้ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง แต่เอาเข้าจริงน่าจะไม่ใช่อย่างนั้น เพราะการรณรงค์ไม่ว่าจะให้ “รับ” หรือ “ไม่รับ” นั้นควรจะเป็นความเสรี จะเกิดอะไรขึ้นหากประชาชนคนหนึ่งอยากจะไปเชิญชวนให้คนแถวบ้าน “รับ” หรือ “ไม่รับ” เขาคนนั้นก็จะถูก กกต. ตัดสินว่าไม่ได้เป็นองค์กรที่ลงทะเบียนไว้ และไม่มีสิทธิ์กระทำเช่นว่า

              ยิ่งกว่านั้น การรณรงค์มิควรจะทำได้เฉพาะองค์กรใหญ่ๆ เท่านั้นหากแต่ควรเป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่สามารถกระทำได้ เพราะเป็นสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน

              นอกจากนี้ “สมชัย” ยังระบุอีกด้วยว่า “กลุ่มที่จะสามารถจดแจ้งได้นั้นจะต้องเป็นกลุ่มที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง และมีผลงานเชิงประจักษ์” เท่ากับหากทำเช่นว่าจริง กกต.จะถือเป็นผู้กุมอำนาจกำหนดว่าจะให้ใครเป็นผู้ที่รณรงค์ได้

              จะเกิดอะไรขึ้นหาก กกต. เลือกที่รักมักที่ชัง ให้เฉพาะกลุ่มที่ตัวเองพึงพอใจมีสิทธิในการรณรงค์ หรือหากเลือกแบบไม่เป็นกลาง ฝั่งหนึ่งให้องค์กรที่มีความเข้มแข็งมีศักยภาพเป็นผู้รณรงค์ แต่อีกฝั่งกลับให้แต่องค์กรที่ไม่มีความพร้อมเป็นผู้รณรงค์ หากเป็นอย่างนี้ก็คล้ายการล็อกสเปกผลประชามตินั่นเอง

              ประชามติที่ยุติธรรม และน่าเชื่อถือที่สุดคือ ประชามติที่ทุกคนมีส่วนร่วม เปิดกว้างให้ทุกคนแสดงความเห็นและรณรงค์ได้ การประชามติที่จำกัดการแสดงความเห็น จำกัดการรณรงค์ ก็มิอาจเรียกว่าการทำประชามติได้เต็มปาก หากแต่เป็นเพียงกระบวนการหาความชอบธรรมให้ผลลัพธ์ที่จะออกมาเท่านั้น

              น่าคิดว่า กกต. เข้าใจคำว่า “ประชาธิปไตย” และ “ประชามติ” แค่ไหน...!