ข่าว

'วอร์รูม'รุกสู้ภัยแล้ง

'วอร์รูม'รุกสู้ภัยแล้ง

26 มิ.ย. 2558

'วอร์รูม'รุกสู้ภัยแล้ง : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2558

              มีความหวังเล็กๆ เกิดขึ้นจากประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ให้ระวังพายุฝนที่พัดพาดผ่านไปในบริเวณ จ.ราชบุรี และกาญจนบุรี ในท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังคุกคามพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศตั้งแต่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ด้วยเหตุที่ จ.กาญจนบุรี เป็นที่ตั้งของเขื่อนใหญ่ 2 แห่ง คือเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนจุฬาลงกรณ กับอีก 1 เขื่อนชลประทานคือเขื่อนแม่กลอง ซึ่งเหลือน้ำอยู่ในอ่างเก็บน้ำเกินครึ่งอ่างไม่มากนัก ถ้าหากมีน้ำท่าเติมลงในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในระดับอันน่าพึงพอใจ ก็จะเป็นทางออกที่แหล่งน้ำนี้จะสามารถใช้แก้ไขวิกฤติการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในกรณีฝนทิ้งช่วงยาวนานออกไปอีกนับเดือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้่ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่เหือดหายไปจากลุ่มน้ำเจ้าพระยามาก่อนแล้ว

              ก่อนหน้านั้น มีคำประกาศของกรมชลประทาน งดปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เพื่อใช้ในการเกษตรอันเป็นผลมาจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงอย่างมาก ขณะที่น้ำท่าที่จะไหลเข้ามาเติม กลับมีปริมาณน้อยจนเข้าขั้นวิกฤติ ซึ่งจากการตรวจสอบล่าสุดระดับน้ำ ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2558 จากข้อมูลของศูนย์ประสานและติดตามสภานการณ์น้ำ กรมชลประทาน พบว่า มีน้ำอยู่ในอ่างเก็บน้ำ 4,096 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 30% ของความจุอ่าง สามารถใช้การได้จริง 296 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 2% ของความจุอ่าง ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำอยู่ในอ่าง 3,409 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 36% ใช้การได้จริง 559 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 6% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 126 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 13% สามารถใช้การได้จริง 83 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 9% เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีน้ำเหลืออยู่ในอ่างเพียง 70 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 7% ของความจุอ่าง สามารถใช้การได้จริง 67 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 7%

              กล่าวโดยรวมสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ ดำเนินมาถึงขั้นวิกฤติรุนแรงจนอาจเรียกได้ว่าสายเกินไปและป่วยการที่จะพูดถึงการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ไปเพื่อเกษตรกรรม เพราะลำพังน้ำดิบในอ่างเก็บน้ำภาคตะวันตกของประเทศ ที่เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งยังพอเหลืออยู่ก็ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่งสำหรับการบริหารจัดการเพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคไม่เพียงเฉพาะในพื้นที่ 7 จังหวัดรายรอบเท่านั้น หากยังหมายรวมถึงโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ของการประปานครหลวง (กปน.) อีกด้วย ขณะเดียวกัน การระบายน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศโดยเฉพาะสำหรับผลักดันน้ำเค็มจากอ่าวไทยไม่ให้รุกคืบเข้ามาจนสร้างปัญหาให้การผลิตน้ำประปาก็มีความจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะถึงอย่างไร ย่อมไม่มีใครยอมปล่อยให้เมืองใหญ่ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ขึ้นมาจริงๆ

              ถึงวันนี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องจัดตั้งคณะทำงานชุดพิเศษขึ้นมาในลักษณะ "วอร์รูม" เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดชนิดวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำดิบที่เหลืออยู่ให้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะลำพังการรอรับรายงานจากหน่วยงานต่างๆ นั้นอาจจะสายเกินไปที่จะรับมือก็เป็นได้ บทเรียนจาก เหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 น่าจะย้ำเตือนทุกฝ่ายได้ว่า การตั้งอยู่ในความประมาท ทำงานเชิงรับจากรายงานเพียงอย่างเดียวนั้น ท้ายที่สุด สถานการณ์ก็ลุกลามใหญ่โตจนสายเกินแก้