
"กรณ์"รับข้อเสนอเอกชนเชียงใหม่-เร่งดันโครงการศูนย์ประชุม
"กรณ์"ยาหอมพร้อมรับข้อเสนอภาคเอกชนเชียงใหม่ เร่งผลักดันโครงการศูนย์ประชุมเชียงใหม่ เขานรับแผนผลักดันรถไฟรางคู่เหนือ-ใต้ แต่ยอมรับไม่สามารถกำหนดเวลาชัดเจนได้ เตรียมเรียกแบงก์ในสังกัดหารือแก้ไขปัญหาหลังเอกชนร้องเข้าถึงสินเชื่อยาก พร้อมลงพื้นที่ลำพูน ติด
(17ก.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการประชุม "คลังสัญจร ปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 " ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐในสังกัดกระทรวงการคลัง และภาคเอกชน - เกษตรกรในจ.เชียงใหม่ - ลำพูน ร่วมประชุมเมื่อช่วงบายวันนี้ (17 ก.ค.) ว่า เป็นวันที่คุ้มค่าในการเดินทางมารับฟังภาครัฐ - เอกชนในจ.เชียงใหม่ และพร้อมรับประเด็นต่างๆที่ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลหาทางช่วยเหลือ บางประเด็นยอมรับว่าต้องใช้เวลา และบางประเด็นจะรับไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้
สำหรับประเด็นของภาคเอกชนเร่องผลักดันศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจ.เชียงใหม่นั้น จะกลับไปดูว่ามีขั้นตอนใดบ้างที่เป็นปัญหา แต่คิดเป็นว่าเรื่องสมเหตุสมผลที่จ.เชียงใหม่ต้องมีศูนย์ประชุม ปัจจุบันการสร้างศูนย์ประชุมของจ.ภูเก็ตอยู่ในแผนไทยเข้มแข็งของรัฐบาลแล้ว สำหรับจ.เชียงใหม่ทราบว่ามีการตั้งบประมาณไว้แต่อาจไม่เพียงพอและมีปัญหาบางประการ แต่รับจะไปแก้ปัญหาเพื่อให้จ.เชียงใหม่มีศูนย์ประชุม
ส่วนข้อเสนอเรื่องการพัฒนาเครือข่ายคมนาคม ทั้งระบบโลจิสติกส์ ระบบรถไฟรางคู่ รัฐบาลเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชนของภาคเหนือในการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายหลักจะพัฒนาระบบรถไฟรางคู่เหนือ - ใต้ เมื่อเดือนก่อนนายกรัฐมนตรีมีโอกาสเดินทางไปจีนและหารือเรื่องนี้กับรัฐบาลจีนเพื่อขอให้ร่วมลงทุน แต่ยังติดปัญหาเพราะรัฐบาลจีนมองว่าอาจไม่คุ้มทุน จึงไม่สามารถยืนยันเรื่องกรอบเวลาที่ชัดเจนได้ว่าจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อใด
นายกรณ์ กล่าวต่อไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อของภาคเอกชน ว่า จะเร่งแก้ปัญหาการบริการงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกล่งขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เพราะรัฐบาลมองว่าการทำงานของเอสเอ็มอีแบงก์ยังมีปัญหาไม่สามารถขับเคลือนนโยบายของรัฐบาลได้เต็มที่ นอกจากนี้จะเชิญสถาบันการเงินในสังกัดของกระทรวงการคลังมาหารือร่วมกันที่กระทรวงการคลังเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นในการสนองตอบนโยบายของรัฐบาล
"ต่อไปจะให้ธนาคารออมสินเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยจะออกโปรดัสที่ตอบสนองภาคธุรกิจเอสเอ็มอี โดยกระทรวงฯกำลังหารือกับธนาคารออมสิน ในการจัดสรรงบ 2.5 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.1% โดยจะให้แบงก์เอกชนร่วมสมทบอีก 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.1%"นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นเรื่องซอฟท์โลนที่ภาคเอกชนเสนอ ต้องหาองค์กรมาสวมแทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจาก พ.ร.บ.ของ ธปท.ฉบับใหม่ได้ลดบทบาทเรื่องนี้ไป ส่วนประเด็นขอพักชำระหนี้ที่สภาอุตสาหกรรมจ.เชียงใหม่เสนอ ขอกลับไปหารือในรายละเอียดก่อน ซึ่งยอมรับว่ามาตรการของภาครัฐหลายด้าน จึงต้องกลับมานั่งวิเคราะห์ใหม่เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงงานขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อข่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยววงเงิน 5,000 ล้านบาท เดิมมีเงื่อนไขช่วยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากการบินสนามบิน แต่ล่าสุด ครม.ได้ยกเลิกแล้ว
ส่วนประเด็นขอใช้น้ำมันราคาเดียวกัน ขอกลับไปหารือกับนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่เข้าใจว่าเอกชนในต่างจังหวัและส่วนกลางมีต้นทุนราคาน้ำมันต่างกัน จึงเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ กำลังหาวิธีการโดยอาจให้เอกชนในส่วนกลางจ่ายน้ำมันแพงขึ้นเพื่อช่วยผู้ประกอบการในต่างจังหวัด แต่เรื่องนี้ต้องคิดให้รอบรอบอีกครั้ง ซึ่งยอมรับว่าเรื่องการขนส่งระหว่างผู้ประกอบการมีส่วนต่างอยู่มาก เพราะเราใช้ระบบรางเพียง 2% เท่านั้น สำหรับประเโนภาษีมุมน้ำเงินจะเร่งกำลังไปพิจารณา เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็เร่งรัดมาเช่นกัน
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับข้อเสนอขอภาคเกษตาเรื่องราคาผลผลิต โดยเฉพาะลำไยที่เป็นผลไม้สำคัญของภาคเหนือ ในวันพรุ่งนี้(18 ก.ค.) จะเดินทางไปจ.ลำพูนเพื่อติดตามมาตรการต่างๆที่ดำเนินการไปหลังคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) อนุมัติเงินไป 500 ล้านบาท แต่ปรากฎว่าราคาลำไยยังต่ำกว่ากว่าราคาที่รัฐบาลตั้งไว้
"กรณ์"มอบดอกไม้ให้กำลังใจตร.เหยื่อม็อบ9นาย
หลังเสร็จสิ้นการประชุมที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายกรณ์ ได้สอบถามอาการของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 9 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายม็อบเสื้อแดง พร้อมมอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจ ก่อนเดินทางกลับที่พัก
สำหรับเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่มีขึ้น พ.ต.อ.มนตรี สัมบุณณานนท์ รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง ทำหน้าที่หัวหน้ากองร้อยปราบจราจล ระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมีการกีดขวางการจราจรซึ่งถือว่าละเมิดกฏหมาย ตำรวจพยายามเจรจาให้ยุติและสลายการชุมนุม แต่ กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยอมปฏบัติตามจนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ ถนน ตำรวจจึงต้องเข้าผลักดันเพื่อให้แยกย้าย ซึ่งการปฏิบัติเป็นไปตาม ขั้นตอนอย่างถูกต้อง และไม่มีการทำร้ายผู้ชุมนุมแต่อย่างใด
ศาลให้ประกัน"ดีเจแหล่"วางโฉนด3ล้านเป็นหลักทรัพย์
ขณะที่คดีการจับกุมนายนิยม เหลืองเจริญ หรือ "ดีแจแหล่" หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 หลังพกอาวุธปืนพกสั้นเข้าไปในท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ค. ระหว่างที่นายกรณ์ เดินทางมาถึง โดยพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้นำตัวส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ใช่วงเช้าวันที่ 17 ก.ค. มีรายงานว่าในวันเดียวกัน แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้นำโฉนดที่ดินตีมูลค่าหลักทรัพย์ 3 ล้านบาท ขอประกันตัวที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งศาลได้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีหลักประกันตามคำร้องขอ
ขณะที่นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ยืนยันว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เป็นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้รับการสนับสนุนของ ส.ส. พรรคเพื่อไทย แต่อย่างใด ขณะที่หลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันก็มาจากสมาชิกคนเสื้อแดงที่มีน้ำใจหยิบยื่นให้ ส่วนการสลายการชุมนุม ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.สมคิดบุญถนอม ผบช.ภาค 5 เคยรับปากว่าจะจัดพื้นที่ให้ชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย แต่กลับมีการสลายการชุมนุมเกิดขึ้นซึ่งนับเป็นความผิดพลาดของตำรวจ เพราะการชุมนุมเป็นการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ ซึ่งหลังจากนี้ไปกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 จะลดระดับความสำคัญกับตำรวจให้น้อยลง



