ข่าว

'ประยุทธ์'สั่งเด้ง'ปลัดท่องเที่ยว'

'ประยุทธ์'สั่งเด้ง'ปลัดท่องเที่ยว'

25 มิ.ย. 2558

'ประยุทธ์' สั่งเด้ง 'ปลัดท่องเที่ยว' ย้ำไม่ขึ้นค่าแรง 'ดาวดิน' ผิดวันไหน-ดำเนินคดี ระบุ 'คำรณวิทย์' ถูกจับ ดำเนินการตามขั้นตอน

 
                     25 มิ.ย. 58  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2558 เรื่อง แต่งตั้งและให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดํารงตําแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อื่น 
 
                     ตามที่มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบและการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว ลงวันที่ 15 พ.ค. 2558 โดยที่ต่อมาหน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ตรวจสอบได้เสนอรายงานเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติม จึงจําเป็นต้องประกาศรายชื่อบุคคลเพิ่มเติม ตามความในข้อ 5 ของคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 ประกอบกับจําเป็นต้องแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการบางตําแหน่งเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของงานอันเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปราชการแผ่นดิน
 
                     อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้ 
 
                     1. ให้นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปดํารงตําแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ สํานักนายกรัฐมนตรี 2. ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 1 ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการในตําแหน่งเดิม เป็นการชั่วคราว และไปปฏิบัติราชการในตําแหน่งประจําสํานักงานปลัดกระทรวงที่สังกัดโดยไม่ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิม และให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐมนตรีเจ้าสังกัดมอบหมาย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะมีคําสั่งให้ผู้นั้นไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐเป็นการชั่วคราวก็ได้
 
                     3. ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดํารงตําแหน่งอยู่เป็นการชั่วคราว โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน 4. ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 5 ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ไปช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัด ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นตั้งอยู่หรือสถานที่ราชการอื่นตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกําหนด แต่ต้องมิใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่เดิม โดยไม่ต้องมีคําร้องขอ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นผู้บังคับบัญชามีอํานาจมอบหมายให้ผู้นั้นปฏิบัติงานตามความเหมาะสม ในกรณีนี้ มิให้บุคคลดังกล่าวได้รับเงินประจําตําแหน่งและสิทธิ์เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราว ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. 2555 อันเนื่องจากการไปช่วยราชการตามคําสั่งนี้ นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีแล้วแต่กรณี อาจมีคําสั่งหรือมติเปลี่ยนแปลงคําสั่ง ตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 ได้ตามที่เห็นสมควร คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 
 
 
ย้ำไม่ขึ้นค่าแรง ขอสื่ออย่าเอาข้อเรียกร้องมากดดัน
 
 
                     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ถึงกรณีที่ตัวเเทนผู้ใช้แรงงานเรียกร้องขอปรับขึ้นค่าแรงจาก 300 บาท / วัน เป็น 360 บาท / วัน ว่า ยังไม่สามารถขึ้นได้ แต่สื่อก็ไปเขียนให้เป็นประเด็น ตนเคยบอกแล้วว่าแรงงานต้องผ่านการคัดกรองที่กระทรวงแรงงาน ผ่านการประเมินความสามารถ ที่แรงงานไม่ได้ใช้แรงงานอย่างเดียว ซึ่งจะมีค่าแรงตามขั้นตอนให้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ทำกัน
 
                     "ผมถามหน่อยว่าแรงงานทั้งประเทศมีเท่าไหร่ ถ้าขึ้นค่าแรงจะต้องใช้อีกเท่าไหร่ ต้องช่วยผมบ้าง ช่วยกันทำความเข้าใจ ไม่ใช่เอาข้อเรียกร้องมากดดัน พอผมไม่ให้ก็ไปกดดันแรงงาน สุดท้ายก็ตีกันอยู่อย่างนี้ จะทำอย่างอื่นหรือไม่ ถ้าขึ้นค่าแรงแล้วอย่างอื่นก็เลิกไม่ต้องทำ เอาไหม แล้วก็มาบอกว่าไม่เห็นใจเขา ที่ทำทุกวันนี้เพราะเห็นใจ ทุกเรื่องจะต้องสร้างกรอบให้เข้มแข็งถึงจะขึ้นกรอบในได้ ไม่ใช่กรอบในทำไปส่งเดชใช้เงินเท่าไหร่ก็ช่างมัน แล้ววันหน้าจะทำอะไรได้หรือไม่ ถามว่าวันนี้ความเข้มแข็งเกิดหรือไม่ ลงทุนอะไรได้บ้าง ความเข้มแข็งของประเทศมีไหม แล้วมาโวยวายกันว่ารายได้ตกต่ำ การเกษตรขายไม่ออก ถามว่าเพราะอะไร เพราะเราไม่ได้ทำโครงการเหล่านี้มาก่อน ที่ผ่านมาแก้ปัญหาเฉพาะกาล เฉพาะฤดู เฉพาะเรื่อง ผมไม่ได้โทษใคร เดี๋ยวจะหาว่าไปว่าคนโน้นคนนี้อีกรำคาญ"
 
 
 
'ดาวดิน' เคลื่อนไหวมีความผิดวันไหนก็ต้องดำเนินคดี
 
 
                     พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาที่หน้า สน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า ก็ช่างเขา ก็เคลื่อนไหวไป ถ้าผิดวันไหนก็วันนั้นนั่นแหละ อย่ายั่วกันไปกันมาเลย เพราะมันเป็นปัญหาโลกแตกอยู่แล้ว สื่อก็ถามผมทุกวัน ไอ้พวกนั้นก็สู้ทุกวัน ก็ซักวันหนึ่งละ ก็ขอร้องว่าที่อื่นอย่าไปร่วมมือ เพราะวันนี้ต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ประเทศชาติอยู่ในห้วงเวลาอะไร วันนี้เรากำลังแก้ปัญหาอะไรกันบ้าง ไปดูซิว่าผมแก้อะไรอยู่ จะมาเรียกร้องเอาอะไรกันนักหนา ถามเขาซิ ทำเช่นนี้ ทำให้พ่อแม่เดือดร้อนหรือไม่ ต้องมีคดีความ ต้องถูกถอดออกจากการเป็นนักศึกษา แล้วอนาคตจะว่าอย่างไร ทำแล้วมันได้อะไรขึ้นมา ประเทศชาติเสียหายหรือเปล่า และที่มาบอกว่าผมควบคุมอำนาจ ผมไม่เคยบอกว่าผมทำถูก แต่ผมทำเพื่อให้เกิดความชัดเจนกับประเทศนี้ ทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อคนไทยที่เห็นด้วยและลำบากอีก 60 กว่าล้านคน แต่จะให้เห็นด้วยทุกคนมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว จะให้คิดเหมือนผมมันคงไม่ได้ แต่อะไรที่ดีและเกิดประโยชน์ ก็ช่วยกันอธิบายความถูกต้องให้ทุกคนได้รับทราบบ้าง ไม่ใช่เอาเรื่องทางนี้ไปบอกทางนั้น แล้วเอาเรื่องทางนั้นมาบอกทางนี้ มันก็ตีกันทุกวันอยู่แบบนี้
 
 
 
5 นศ.ที่ถูกรวบที่ปากีฯ กลับไทยแล้ว เข้าสู่กระบวนการ
 
 
                     พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของนักศึกษาไทย 5 คน ที่ถูกจับกุมที่สนามบินละฮอร์ ปากีสถาน เนื่องจากพกพาอาวุธปืน ว่า วันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ 5 นักศึกษาไทย ได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศแล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะมีการแถลงรายละเอียดอีกครั้ง สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำ คือ การติดตามการที่นักศึกษาถูกจับกุมที่ปากีสถานได้รับรายงานว่าเดินทางถึงประเทศไทยแล้ว จากนี้ไปก็จะมีการดูแล ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะกลับไปอีกได้ แต่ต้องอยู่ในขั้นของการดำเนินคดีของต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ตนทำ และทำแบบเงียบๆ เพราะเป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งในสิ่งที่ผิดกฎหมายของประเทศปากีสถาน ไม่ใช่ทำแบบสื่อที่เขียนกันโครมครามว่าจะต้องไปนำตัวกลับมาให้ได้ แต่อย่าลืมว่าเราเป็นคนที่กระทำความผิด เรื่องพวกนี้ไม่ต้องไปประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่าทำผิดที่นี่ พกปืนที่นู้น ถามว่ามันดีตรงไหน ทุกอย่างก็ต้องดำเนินคดีไปตามขั้นตอน การต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมก็ทำไป รัฐบาลก็อำนวยความสะดวกให้ เมื่อทำความผิดก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน มันจะอะไรกันนักหนา
 
                     เมื่อถามว่า การดำเนินการเช่นนี้เป็นกรณีเดียวกับการช่วยเหลือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น. ที่ต้องคดีที่ประเทศญี่ปุ่นขณะนี้ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ไหนก็เหมือนกัน ทำไม ผู้สื่อข่าวจะต้องมาถามซักไซร้เช่นนี้ เมื่อตนพูดอย่างนี้ก็ต้องเข้าใจกันแล้ว
 
                     "สื่อจะต้องมาถามเซ้าซี้หรือไง จะเอาไปพาดหัวหรืออย่างไร ว่า เรื่องของคนนั้นคนนี้ จะต้องปลดคนนั้นสนามบินนี้ ปลดให้หมดเลย อีกหน่อยก็ไม่มีคนทำงาน เครื่องบินก็ไม่มีบิน นักบินต้องเลิกทั้งหมด เพราะคนถูกปลดกันหมด ตำรวจก็ต้องเลิก ไม่ต้องทำงานกลายเป็นอนาธิปไตย รบกันเอง ไม่มีกรรมการก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตามผมก็ต้องขอโทษ บางครั้งก็เสียงดังไปบ้าง อะไรไปบ้าง"
 
 
 
อย่าตื่นตระหนกก่อน 'EASA' ประกาศท่าทีมาตรฐานบินไทย
 
 
                     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึง กรณีสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหภาพยุโรป (EASA) จะมีการประกาศท่าทีต่อมาตรฐานการบินของประเทศไทย ว่า ไม่มี ทำไมจะให้เขามีอะไร เขายังไม่ประกาศ ถ้าประกาศก็แย่นะสิ ถ้าเขายังไม่ประกาศก็อย่าเพิ่งไปตื่นตระหนก ก็แก้กันต่อไป จะทำอะไรได้ ก็ผิดกติกาเขา ต้องยอมรับความผิดบ้าง ซึ่งเวลานี้รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาอยู่ และก็แก้มามากกว่าทุกคนที่แก้มา แต่ขึ้นอยู่กับเขาจะให้หรือไม่ อย่าเพิ่งไปตีโพยตีพาย เขาอาจจะให้เป็นใบเหลืองต่อไปก็ได้ ทำไมต้องไปคิดในแง่ร้าย ใครเป็นคนให้ ใช่ตนหรือเปล่า
 
                     "ในเมื่อเราผิดกติกาก็ต้องแก้ไขปัญหาไม่ใช่ว่ากันไปกันมาจนแย่ไปกว่าเดิม การใช้จ่ายรัฐแย่กว่าเดิม การลงทุนแย่กว่าเดิม พูดกันแต่เรื่องแบบนี้ ถามว่าได้อะไรขึ้นมา การลงทุนที่จะมาลงทุนก็เลิกทั้งหมด ขอถามว่าใครจะรับผิดชอบแทนผม นั้นแหล่ะผมขอสื่อแค่นี้ วันนี้เขียนโจมตีผมนู้นนี่เยอะไปหมด แต่ผมไม่ได้กลัวอยู่แล้ว อยากเขียน ก็เขียนไป แต่ต้องให้ความเป็นธรรมผม ซึ่งผมจะไปถามคนทั้งประเทศสิ ว่าเขาจะว่าอย่างไร หลายคนเขาก็ไม่ชอบเขียนแบบนี้ ทำไมต้องเขียนแบบนั้น เขียนว่าผมไปกดดันไม่ให้พูด ทำไมท่านมีอำนาจเหนือผมตรงไหนว่ะหะ กลายเป็นผมผิดหมด เออสื่อต้องมีอำนาจพิเศษ ถามได้ทุกอย่าง ก็เป็นเรื่องของนายกฯ อยากตอบก็ตอบ ไม่อยากตอบก็อย่าตอบ คุณต้องกลับไปถามกันเองบ้าง เรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องคุณก็อย่าถามผม สิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ได้มีสิทธิ์เหนือกว่า ผมเป็นประชาชนเท่ากัน ทุกคอลัมน์ทุกหนังสือพิมพ์เขียนตลอดว่านายกฯ อารมณ์เสีย"
 
                     นายกฯ กล่าวต่อว่า อะไรต่างๆ ที่มันหงุดหงิดไม่ใช่ผมอยากหงุดหงิด และผมไม่เคยดูถูกท่านซักคน เพียงแต่เวลาท่านถามขอให้ดูอารมณ์ผมนิดหนึ่ง ผมจะตอบผมก็ดูอารมณ์ของผม และดูอารมณ์ท่าน ผมไม่ใช่ศัตรูท่าน แต่ทำไมมันจองล้างจองผลาญกันหนัก ผมไม่เข้าใจ มันก็เป็นสื่อเลือกข้างเหมือนเดิมนั้นแหล่ะ ไม่อยากจะพูด อยากให้ทุกคนใจเย็นกันบ้าง ถ้าทุกคนใจร้อนหมด ผมก็ใจร้อน ซึ่งผมใจร้อนกว่าท่านอยู่แล้ว เวลาผมจำกัด ผมเริ่มทุกอย่างให้ได้เป็น 100 เรื่องโดยจะเริ่มทำส่วนที่ 1 ขณะส่วนที่ 2 ที่ทำไม่ได้จะส่งต่อให้รัฐบาลหน้า
 
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้เห็นแถลงการณ์ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็แถลงไป เวลาอย่างนี้เล่นงานผม เวลาพวกคุณทำความผิด ไอ้สมาคมทำอะไรให้ตนบ้าง มีไหม เมื่อถามว่า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ ฯ แถลงข่าวปฏิเสธ ไม่ใช่เรื่องจริงจากกรณีที่นายกฯ ระบุว่า นักข่าวได้รับใบสั่งให้เขียนถึงรัฐบาลในทางที่ไม่ดี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ตนเห็นแล้ว แล้วทำไมไปทำนองนั้น ซึ่งวิธีการเขียน มันเขียนแบบนั้น เอาหล่ะไม่ได้โกรธกันอยู่แล้ว เพียงแต่มีอารมณ์บ้างเป็นธรรมดา ก็ต้องคิดงานอะไรต่างๆ เยอะเพื่อขับเคลื่อนคนทั้งประเทศ สั่งการทั้งประเทศไม่ใช่นั่งฟังเขาเสนอมาแล้วอนุมัติอย่างเดียว ทั้งริเริ่มแล้วเอาข้อเสนอมาตัดสินใจจากที่นู้นที่นี่ มีทั้งงานฟังก์ชั่นและงานนโยบาย 20 กว่าเรื่อง งานวาระแห่งชาติอีก รวมถึงต้องแก้ปัญหาที่หมักหมมมายาวนาน ที่พูดมาทั้งหมดกี่เรื่องแล้วมาหาว่า ตนไม่ทำอะไรเลยเป็นธรรมกับผมหน่อย หนังสือพิมพ์เขียนก็ไม่รู้ ใครพูดก็ไม่รู้ ไปหามา เอามาวัดกันที่ผ่านมากับที่ผมทำวันนี้ทำอะไรไปบ้าง อย่ามาพูดเปล่าๆ
 
                     เมื่อถามว่า สื่อที่เป็นมิตรกับนายกฯ ก็มีเยอะ นายกฯ กล่าวว่า เป็นมิตรทุกสื่อ ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับท่าน แต่ไม่ใช่มีอำนาจเหนือผม ไม่ใช่ ผมไม่มีอำนาจเหนือท่าน และท่านไม่มีอำนาจเหนือผมแค่นั้นเอง เราต้องร่วมกันทำให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าให้ได้ ให้ต่างชาติเขาให้เกียรติเรา ให้ต่างชาติมองว่าประเทศไทยคลี่คลายความขัดแย้งได้ในเวลานี้ ทำไมไม่เขียนทำนองนี้ ถ้าเขียนแบบทุกวันนี้การค้า การลงทุนก็ไม่มา การท่องเที่ยวก็จะถอยออกไป สิ่งที่ผมพูดทุกวันนี้เป็นทั้งอนาคตและทุกวันนี้ทำไมไม่เอามามองบ้าง ว่ามันจะดีขึ้นเดี๋ยวนายกฯ คนนี้ก็ไปแล้ว แล้วไปคาดหวังกับคนหน้าที่จะมาทำต่อเขียนอย่างนี้สิ อย่างอื่นก็กระเซ้าเย้าแหย่ธรรมดา ผมไม่ได้โกรธ แต่เขียนในเชิงที่ว่าผมไม่ได้ทำอะไรเลย และเรื่องการเมืองอยู่นั้นแหล่ะ ซึ่งวันนี้การเมืองยังไม่เกิด ยังไม่มี เดี๋ยวค่อยไปทะเลาะกันตอนมีการเมืองก็แล้วกัน ผมไม่ทะเลาะกับใครอยู่แล้วคนจะเป็นจะตายน้ำท่าก็ไม่มี คิดอยู่ทำอย่างไรจะให้มีน้ำ มีรายได้ให้เกษตรกร
 
                     เมื่อถามว่า อยากจะคุยกับบรรณาธิการบริหารแต่ละสำนักพิมพ์อีกครั้งหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เอา ทำไมต้องคุย เขาขึ้นตรงบังคับบัญชากับตนหรืออย่างไรก็ไม่ได้ขึ้น ซึ่งตอนเข้ามาใหม่ๆ คุยไปแล้วก็ไม่เห็นดีขึ้น ก็ไม่คุยแล้วขี้เกียจคุย แต่ถ้าคุยแล้วก้าวหน้าก็จะคุย ถ้าคุยแล้วเหมือนเดิมไม่คุย พอแล้วเสียเวลา ต้องให้เกียรติกันบ้างสิแค่นั้น ซึ่งตนก็ให้เกียรติสื่ออยู่แล้ว แต่อย่ามาก้าวก่ายสิทธิ์ของตน วันนี้ที่เชิญผู้บริหารสื่อมาคุยก็ดีหมด ครับๆ ผม พี่ เดี๋ยวเราคุยกันนอกรอบ วันรุ่งขึ้น 3 วันด่าใหม่ แล้วตนจะไปคุยทำไม โอเคนะ ขอบคุณทุกคน เสียงดังไปบ้างก็ขอโทษ
 
 
 
แจงหลักการเปิดจุดผ่านแดนพิเศษ เน้นค้าขายไม่เกี่ยวปักปันเขตแดน 
 
 
                     พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ครั้งที่ 3/2558 โดยมีรัฐมนตรีและข้าราชการกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นต้น
 
                     โดยภายหลังการประชุมนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้สั่งการในที่ประชุมว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเชื่อมโยงจากภายในประเทศไปยังต่างประเทศ โดยเริ่มจากชุมชนก่อนและตนได้อธิบายสิ่งที่ได้คิดมาและที่ประชุมเห็นชอบ คือ เศรษฐกิจชุมชนที่มีอยู่หลายอย่าง ซึ่งทุกที่มีการค้าขายธุรกิจห้างร้าน ตนต้องการให้ภาคประชาชนเข้มแข็งและให้มีการจัดตั้งธุรกิจที่เรียกว่าโซเชียล บิซซิเนส คือ ธุรกิจเพื่อสังคมไม่หวังผลกำไรที่เริ่มต้นจากสหกรณ์ที่เข้มแข็ง สามารถรวมกลุ่มขึ้นมารัฐก็ทำหน้าที่ในการส่งเสริมเรื่องงบประมาณ เงินทุน เงินกู้เพื่อซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ถ้าเป็นอะไรที่ง่ายหน่อยอาจจะมีการแปรรูป โดยใช้โรงสีขนาดเล็ก จะได้ถ่วงดุลกับธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ผลผลิตมีราคาสูงขึ้นไม่ใช่ต่างคนต่างถ่วง อีกอย่างคือการลดภาระที่เกี่ยวข้องกับพ่อค้าคนกลาง แต่ทั้งหมดเป็นเขตเศรษฐกิจเสรี เราคุมมากกว่านี้ไม่ได้แล้วก็ต้องสร้างความเข้มแข็งในภาคการเกษตรมากขึ้น สร้างการเชื่อมโยงไปสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีการพูดถึงเขตเศรษฐกิจในระยะที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย 6 จังหวัด ซึ่งวันนี้จะต้องเกิดความชัดเจนขึ้นว่าจะเกิดอะไรที่ไหนอย่างไร จะมีการลงทุนตรงไหนบ้าง จุดใดเป็นภาคนิคมอุตสาหกรรมทำ จุดใดเป็นภาคเอกชนให้เช่าพื้นที่
 
                     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการพูดถึงเขตเศรษฐกิจตอนใน ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ คือสิ่งที่เราต้องการสร้างความเข้มแข็งของประเทศ เช่น พื้นที่ที่เป็นรับเบอร์ซิตี้ พื้นที่ที่เป็นแหล่งประกอบชิ้นส่วน เป็นห่วงโซ่กับธุรกิจรถยนต์ที่วันหน้าอาจนำไปสู่การทำรถยนต์ไฟฟ้า เราต้องสร้างตั้งแต่วันนี้
 
                     "อีกเรื่องคือเขตเศรษฐกิจชายแดนที่มีการค้าขายแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องดูแลให้อยู่ในกติกา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความสุข ไม่เกิดความขัดแย้ง โดยต่อไปจะมีการเชื่อมโยงไปยังธุรกิจข้ามชาติกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเรามีช่องทางจุดผ่านแดนกว่าร้อยแห่ง บางจุดเปิดในลักษณะถาวรไม่ได้ และหลักการของรัฐบาลนี้ให้กำหนดเป็นจุดผ่านแดนพิเศษ เพื่อการค้าขายไปมาสามารถทำได้ แต่ระบุไว้ว่าจะไม่มีผลต่อการปักปันเขตแดนในอนาคต เพราะการหารือของคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย กัมพูชา (เจบีซี) ยังไม่จบ เราก็เว้นไว้ก่อนยังไม่ต้องทำ แต่ต้องไม่มีความขัดแย้ง และทำให้ประชาชนมีการค้าขายไปมาและไม่เป็นของใคร ส่วนใครจะอ้างสิทธิ์ก็ให้เขาอ้างไป เราตกลงกันอย่างนี้ และไม่เสียอะไรสักอย่าง ประชาชนก็หากินได้"
 
                     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องการสร้างการรับรู้กับประชาชนในหลักการและเหตุผลของการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งประเทศเรามีอุตสาหกรรมการเกษตรค่อนข้างน้อย จะทำอย่างไรให้เกิดในท้องถิ่นให้ได้ ฉะนั้นในปีนี้ระยะแรกพื้นที่ 5 จังหวัดบวก 1 จะมีการลงทุนในระยะแรกเท่าที่จำเป็นเพราะใช้เงินเยอะ และข้อสำคัญคือจะส่งเสริมกิจการที่มีศักยภาพในพื้นที่ เพื่อเป็นเครือข่ายไปยังเศรษฐกิจพิเศษใหญ่ อีกอย่างทำให้เกิดโซเชียล บิซซิเนส สำหรับสิ่งที่เกิดผลกระทบต่อการประกาศพื้นที่ต้องได้รับการดูแลเยียวยา จะต้องทำให้ครบทั้งระบบและต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์อยู่แล้ว ทุกเรื่องไม่มียกเว้น ต้องขอความร่วมมือจากประชาชนด้วย ถ้าเข้าใจไม่ตรงกัน ก็จะเกิดปัญหาในอนาคตและทำอะไรไม่ได้สักอย่างประเทศก็อยู่ไม่ได้
 
                     นอกจากนี้มีการอนุมัติหลักการในการดำเนินการในเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษในเฟส 2 ในปี 2559 อีก 4 จังหวัดในภาคอีสานและภาคกลาง จากเดิมในเฟส 1 ที่มีอยู่ 6 แห่งและพื้นที่ที่มีศักยภาพกำหนดเป็นเมืองอุตสาหกรรมและต้องเข้าใจตรงกันเพื่อเกื้อกูลในอนาคต และกิจการใดที่จะสนับสนุนก็ต้องขึ้นอยู่กับศักยภาพของพื้นที่ด้วย รวมถึงการแก้ปัญหาแรงงานที่เข้ามาในพื้นที่ตอนใน สินค้าเกษตรที่ไหลเข้ามาเราต้องดักไว้ข้างนอกทั้งหมด ทั้งนี้ส่วนที่มีพื้นที่ศักยภาพตอนในจะตั้งขึ้นเพื่อรองรับแรงงานที่มีคุณวุฒิและจะเป็นโรงงานที่ไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก มีความทันสมัย เหล่านี้จะสามารถดูแลในเรื่องค่าแรงได้ ทั้งแรงงานทั่วไปและที่ผ่านการคัดกรอง มันจึงจะมีความแตกต่าง ถ้าเราไม่แก้ไขเลยและให้เพิ่มอย่างเดียวก็จะไปไม่ได้ ประเทศนี้ล้มละลายแน่นอน
 
                     ส่วนกรณีที่ดินราคาสูงขึ้นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งหมดมีราคาประเมินอยู่ แต่เมื่อมีการขึ้นค่าแรงกันเองจะให้ตนไปประกาศห้ามได้หรือเปล่า แต่วันนี้มีทางเลือกที่ในพื้นที่มีการประกาศกฎหมายออกไปกลับมาเป็นพื้นที่ของรัฐหมด ฉะนั้นจะไปซื้ออะไรเพิ่มไม่ได้ในพื้นที่ที่ร่างไว้แล้ว แต่นอกพื้นที่ตนไปคุมไม่ได้ เป็นเรื่องของการค้าขายทั้งหมดและขอร้องนายทุนอย่าไปกว้านซื้อเลย ตนไม่ได้เอื้อใคร ทุกอย่างที่ทำวันนี้ทำบนพื้นฐานความไว้เนื้อเชื่อใจ ลดความหวาดระแวงและมีผลประโยชน์ที่เท่าเทียม เรากับต่างประเทศและประชาชนต้องเข้าใจกัน