ข่าว

ฎีกายืนรอลงอาญา'โอ๋สืบ6'

ฎีกายืนรอลงอาญา'โอ๋สืบ6'

25 มิ.ย. 2558

ศาลฎีกาพิพากษายืน รอลงอาญาโทษจำคุก 2 ปี 'โอ๋ สืบ 6' ละเว้นหน้าที่ไม่จับคนรุมทำร้าย 'พธม.' ตะโกนไล่ 'แม้ว' ปี 49 ชี้ หลักฐานวีซีดีบันทึกภาพชัด

 
                     25 มิ.ย. 58  เมื่อเวลา 10.00 น.  ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ.2314/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 และผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ถูกทำร้าย ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.อก.สพฐ.ตร. ชื่อเดิม ฤทธิรงค์ เทพจันดา ฉายา “โอ๋ สืบ 6” เป็นจำเลย ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสร้างความเสียหายให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาร่วมกันกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 , 200 ประกอบมาตรา 83 และ 90
 
                     ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 50 บรรยายความผิดจำเลย สรุปว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 49 เวลากลางวัน ขณะเกิดเหตุ จำเลยดำรงตำแหน่ง ผกก.สส.บก.น.6 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หรือจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายอาญา มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงฯ โดยจำเลย ร่วมกับนายจรัล จงอ่อน , นายชัยสิทธิ์ ลอม๊ะห์ และนายสุเมธ บุญยรัตพันธุ์ เข้าไปรุมใช้กำลังประทุษร้าย นายฤทธิรงค์ ลิขิตประเสริฐกุล และนายวิชัย เอื้อปิยาพันธุ์ ผุ้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ตะโกนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ที่ไปร่วมงานบริเวณห้างเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซ่า ย่านปทุมวัน โดยจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่จับกุม นายจรัลกับพวกมาดำเนินคดี เหตุเกิดที่แขวง-เขตปทุมวัน กทม.
 
                     โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 51 ว่า จำเลยมีความผิด ตาม ม.157 ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท แต่ไม่เคยปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน ขณะที่จำเลยได้ประกอบคุณงามความดีด้วยการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อประเทศชาติด้วยดีตลอดมา และหลังจากเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยถูกลงโทษทางวินัยให้ไล่ออกจากราชการ อันทำให้จำเลยหมดอนาคตในชีวิตราชการ นับได้ว่าจำเลยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในหน้าที่การงานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำเลยคงสำนึกในการกระทำของตน ถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรปรานี และเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
 
                     ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้พิพากษายกฟ้อง โดยต่อสู้ว่าไม่เคยรู้จักกับนายจรัล กับพวกมาก่อน และการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดจำเลยไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 54 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยจำเลยฎีกาต่อสู้อีกว่า การกระทำของจำเลย ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามมาตรา 157
 
                     ศาลฎีกา ตรวจสำนวน และประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ที่จำเลยต่อสู้ว่านายต่อตระกูล ยมนาค อนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.กระทำการขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2550 และระเบียบของ ป.ป.ช.ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ. 2547 กรณีที่นายต่อตระกูล นำแผ่นวีซีดีที่บันทึกภาพเหตุการณ์ที่จะเป็นหลักฐานไปให้กับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีนั้น เห็นว่า การนำวีซีดีหลักฐานไปให้กับโจทก์ร่วมและสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีนั้นได้กระทำก่อนที่นายต่อตระกูลจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการไต่สวน กรณีของนายต่อตระกูล จึงไม่ใช่ประเด็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะขัดต่อระเบียบการไต่สวนของ ป.ป.ช. ขณะที่จำเลยก็ไม่ได้ต่อสู้โต้แย้งในประเด็นนี้ตั้งแต่แรก และในการไต่สวน ป.ป.ช.ได้เปิดโอกาสให้จำเลยนำเสนอพยานหลักฐานเข้าต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ขณะเกิดเหตุจำเลยยังเป็นนายตำรวจยศ พ.ต.อ. จึงยากที่ใครจะมากลั่นแกล้ง
 
                     ขณะที่การไต่สวนในชั้น ป.ป.ช.ก็มีหลักฐานที่เป็นแผ่นวีซีดีบันทึกภาพและเสียงขณะที่มีการสนทนาของจำเลยและกลุ่มนายจรัล ซึ่งจำเลยอยู่ในเหตุการณ์โดยมีการพูดคุยกับนายจรัลและนายสุเมธจริงตามภาพบันทึกเหตุการณ์ในแผ่นวีซีดี โดยเมื่อพิจารณาคำพูดในแผ่นวีซีดีแล้ว จำเลยเคยรู้จักและมีอำนาจสั่งการเหนือนายจรัลและนายสุเมธมาก่อน เชื่อได้ว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็น เพราะอยู่ในพื้นที่และสถานการณ์เดียวกัน การที่นายจรัลและนายสุเมธซึ่งไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีทำร้ายผู้เสียหาย โดยที่จำเลยไม่เข้าไประงับเหตุการณ์ ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ต้องจับกุมผู้กระทำผิด แต่กลับละเลยไม่กระทำการดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม จึงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสร้างความเสียหายให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามมาตรา 157 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน
 
                     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว พล.ต.ต.ธนายุตม์ ก็ได้เดินทางกลับโดยทันที พร้อมกับลูกน้องและคนใกล้ชิดที่วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจกว่า 10 คน ซึ่ง พล.ต.ต.ธนายุตม์ หรือ โอ๋ สืบ 6 ได้เดินทางออกจากศาลโดยหลบเลี่ยงช่างภาพและผู้สื่อข่าวที่ดักรอสัมภาษณ์
 
 
 
 
---------------------------
 
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)