
ความเป็นส่วนตัวอยู่ตรงไหน
27 มิ.ย. 2558
เวิลด์วาไรตี้ : ความเป็นส่วนตัวอยู่ตรงไหน
ในภาพยนตร์ ไมนอริตี้ รีพอร์ท ที่ ทอม ครูซ แสดงนำเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษต่อต้านการก่ออาชญากรรมที่จะเกิดในอนาคต มีอยู่หลายฉากที่เป็นเครื่องสะท้อนถึงอนาคตของมนุษยชาติที่จะต้องเผชิญในชีวิตจริง รวมทั้งการที่มนุษย์กลายเป็น "คนรู้จัก" ของป้ายโฆษณาสินค้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แม้กระทั่งประตูอาคาร ที่อ่านอัตลักษณ์ของบุคคลผ่านการตรวจม่านตาของคนคนนั้นที่เดินผ่านไป
ป้ายโฆษณาเหล่านั้นก็จะเอ่ยชื่อ และนำเสนอสินค้าต่างๆนาๆมาให้คนที่เดินผ่าน แถมยังนำรูปของคนคนนั้นมาประกบเข้ากับสินค้าของตนโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งเสียงเชิญชวน นำเสนอ สินค้ากันอื้ออึง
ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในอนาคต "ความเป็นส่วนตัว" ของเราจะอยู่ ณ จุดใด
เรื่องนี้มีการถกเถียงกันระหว่างกลุ่มเอกชนที่ต้องการปกป้องสิทธิส่วนบุคคล ที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนมากเกินไป รัฐบาลสหรัฐ ในฐานะหน่วยงานที่ออกกฎหมายที่ต้องเป็นกลางมากที่สุด กับกลุ่มบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการบ่งบอกตัวตนเพื่อใช้ในการเพิ่มยอดขายสินค้า
แม้รัฐบาลสหรัฐจะพยายามตรากฎหมายออกมาควบคุมการใช้เทคโนโลยีนี้ แต่ดูเหมือนว่ายังไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายประชาชนที่ต้องการปกป้องสิทธิส่วนบุคคล
ขณะที่ฝ่ายต่อต้านการใช้เทคโนโลยีนี้อย่าง นายอัลวาโร เบโดยา แห่งศูนย์กฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ ทาวน์ ในกรุงวอชิงตัน ให้เหตุผลในการต่อต้านเทคโนโลยีนี้ว่า ถ้ามีการนำมาใช้จริง โลกนี้ก็จะไม่มีคำว่าไร้ตัวตนอีกต่อไป เช่นเมื่อ นาย ก. เดินเข้าไปในโชว์รูมขายรถเป็นครั้งแรก บรรดาเซลส์แมนก็จะรู้จักชื่อ นามสกุล และเงินรายได้ต่อปีของเขา และสามารถเตรียมนำเสนอรถยนต์ที่เหมาะกับรายได้ และความต้องการของคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนได้
นายเบโดยา ยืนยันว่า ตนเองไม่ต้องการใช้ชีวิตอยู่ในโลกแบบนั้น
ที่สำคัญเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้านั้นมีความพร้อมที่จะนำมาใช้แล้วในปัจจุบัน บริษัทผู้จำหน่ายสินค้ามีความต้องการที่จะนำมาใช้แล้วด้วยเช่นกัน เช่นกรณีของบริษัท เฟซ เฟิร์สท์ ในแคลิฟอร์เนีย ที่บอกว่า เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าจะทำให้ยอดขายสินค้าสูงขึ้นมาก จากการที่ผู้ขายสามารถตรวจจับและรู้จักกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงที่เดินเข้ามาในร้านได้ทุกครั้งไป
นอกจากนั้น อย่างบริษัท เชอร์ชิค ที่ผลิตระบบตรวจจับใบหน้าสำหรับสถานที่ทำพิธีการทางศาสนา เช่น โบสถ์ ก็นำเสนอว่า ระบบของตนสามารถตรวจจับความถี่ของการเข้าโบสถ์ของผู้ที่นับถือได้ทุกครั้งโดยอัตโนมัติ เพียงป้อนข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เข้าโบสถ์เข้าไปเพียงครั้งเดียว
ซึ่งคำอ้างของเชอร์ชิค ยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่าความเป็นส่วนตัวของผู้คนจะหมดไป เพราะแม้แต่โบสถ์ ที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนายังต้องการรู้ข้อมูลของผู้ที่เข้าโบสถ์ด้วยความสมัครใจ
นายเบโดยาย้ำว่า บริษัทการตลาดทั้งหลายพร้อมที่จะให้คนแปลกหน้าติดตั้งกล้องตรวจจับใบหน้าเพื่อระบุตัวตนของผู้บริโภค ผู้ใช้บริการ เพื่อการระบุตัวตนที่อาจจะเป็นการล้วงลึกข้อมูลที่บุคคลทั่วไปไม่ต้องการเปิดเผย อย่างเช่นการออกเดทเพื่อคบหาใครสักคน ที่ปกติแล้วจะเป็นความลับส่วนตัวของบุคคลทั้งคู่
แม้แต่เฟซบุ๊กเองก็ยังถูกฟ้องในกรณีที่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน ทั้งพฤติกรรมการเช็กอิน การแสดงความเห็น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีผลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะโดยที่ตนเองไม่ยินยอมอยู่
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใกลตัวคนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ อีกต่อไป หากแต่ควรตัดสินใจว่า ท่านจะยอมเปิดเผยตัวตนโดยไม่ตั้งใจได้หรือเปล่า เท่านั้น



