ข่าว

ทสภ.โชว์ภาพ‘บิ๊กแจ๊ด’สแกนขึ้นเครื่อง

ทสภ.โชว์ภาพ‘บิ๊กแจ๊ด’สแกนขึ้นเครื่อง

25 มิ.ย. 2558

ทสภ.โชว์ภาพ‘บิ๊กแจ๊ด’สแกนขึ้นเครื่อง ยันตรวจปกติไม่พบปืนเหตุเล็กเกิน อ้างCTXสัญญาณจับได้เเค่ไอระเบิด

               เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 มิ.ย.2558 นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เป็นผู้แถลงข่าวร่วมกับ พล.ต.ต. สุวิชญ์พล อิ่มใจรัชต์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และนางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น บริษัท การบินไทย จำกัด แถลงข่าวการชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีพลตํารวจโทคํารณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผบช.น.นําปืนออกนอกประเทศจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพลตํารวจโทคํารณวิทย์ให้การร่วมมือเป็นอย่างดีที่อาคารสำนักงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (อาคาร AOB) ห้อง AOB 1 ชั้น 5

                นายศิโรตน์ กล่าวว่า พล.ต.ท คำรณวิทย์ ได้เดินทางมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยได้นำกระเป๋าติดตัวมาทั้งหมด 3 ใบ ซึ่งนำติดตัวขึ้นเครื่อง 2 ใบ และโหลดใต้ท้องเครื่อง 1 ใบ ซึ่งทางผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบอดีต ผบช.น อย่างละเอียดแล้ว ทั้งการตรวจสัมภาระ รวมถึงร่างกาย ซึ่งได้ให้ความร่วมมืออย่างดี ด้านการตรวจสอบเครื่อง CTX ที่เป็นเครื่องในการตรวจสัมภาระนั้นผ่านมาตราฐานของระบบ TSA จากประเทศสหรัฐอเมริกา และ OST จากประเทศออสเตเลีย ซึ่งมีมาตราฐานการตรวจสอบเหมือนกันทั่วโลก พร้อมยืนยันเครื่องมือในการตรวจสอบนั้น ไม่มีข้อบกพร่องใดๆ 
 
                นายศิโรตน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ไม่ได้มีการประสานไปยังประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ได้มีการประสานมาแต่อย่างใด มีเพียงทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ติดต่อขอข้อมูลกับท่าอากาศยานเท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า อาวุธปืนดังกล่าวที่ไม่ถูกตรวจพบนั้น อาจไม่ได้นำออกจากประเทศไทย หลังจากนี้มาตราฐานการการตรวจสอบจะตั้งคณะทำงานกรรมการขึ้นมาตรวจสอบให้รัดกุมยิ่งขึ้น 
 
                ด้านนางอุษณีย์ กล่าวว่า หากจะมีการนำอาวุธปืนขึ้นเครื่องนั้น จะต้องทำเอกสารขออนุญาตล่วงหน้าก่อนการเดินทาง และบอกถึงสาเหตุการนำออกนอกประเทศ เพื่อจะได้ประสานไปยังสนามบินปลายทางว่า มีอาวุธเข้าประเทศ และจะต้องแยกกระสุนปืนและตัวเครื่องออกจากกัน ก่อนจะนำโหลดลงใต้เครื่อง อย่างไรก็ตาม ทางสนามบินจะสามารถตรวจสอบดินปืนได้ตั้งแต่ 300 มิลกรัมขึ้นไป 
 
                "เครื่อง CTX นั้นสามารถเก็บฐานข้อมูลกระเป๋าไว้ได้เพียง 3 วันเท่านั้น สำหรับข้อมูลที่ไม่พบความผิดปกติ จึงไม่สามารถนำมาตรวจสอบภายหลังได้ ในส่วนของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบนั้น พนักงานทุกคนจะต้องผ่านการอบรมมาอย่างน้อยกว่า 6 เดือน จนชำนาญการก่อนจะนำมาปฏิบัติงาน จึงเป็นไปไม่ได้ว่าพนักงานจะละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีการผลัดเปลี่ยนเวรกันอยู่ตลอด เพื่อป้องกันการเมื่อยล้าของพนักงาน รวมทั้งเครื่อง CTX พร้อมใช้งานทุกเครื่อง

 

ยันตรวจปกติไม่พบปืนเหตุเล็กเกิน

               ก่อนหน้านี้นายเพ็ชร ชั้นเจริญ รอง ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ เอฟเอ็ม97เมกะเฮริทซ์ กรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผบช.น.พกปืนเเละโดนจับกุมที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่นเเละมีข้อสังเกตผ่านการตรวจสอบจากสนามบินสุวรรณภูมิได้อย่างไรว่า ระบบการตรวจสอบของสนามบินสุวรรณภูมินั้น ประกอบด้วย 2 ระบบ คือ ระบบเอ็กซ์เรย์ ตรวจคนและสิ่งของที่ติดอยู่กับคน และระบบซีทีเอ็กซ์ สำหรับสแกน กระเป๋าขึ้นเครื่อง

               นายเพ็ชร กล่าวว่า กรณีของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ในเบื้องต้นเดินผ่านจุดเอ็กซ์เรย์ ตามตกปกติ ซึ่งให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยถอดเสื้อ /ถอดรองเท้า /สิ่งอะไรต่างๆ ในส่วนนี้เรียกว่า ผ่านระบบเอ็กซ์เรย์ ทุกอย่างไม่มีปัญหาผ่านหมด เครื่องไม่มีการแจ้งเตือน

               ส่วนกรณีกระเป๋าสัมภาระของพล.ต.ท.คำรณวิทย์เมื่อเช็คอินเสร็จ ก็จะโหลดเข้าใต้ท้องเครื่อง ลำเลียงไปตามระบบกระเป๋าสัมภาระ เพื่อเข้าไปสู่ระบบซีทีเอ็กซ์ แต่ระบบซีทีเอ็กซ์ของเรา จะแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ ถ้าหากกระเป๋าเคลียร์ ไม่มีวัตถุระเบิด หรือว่าไอของดินระเบิด เพราะว่าเครื่องซีทีเอ็กซ์ของเราตามมาตรฐานของอเมริกา จะมุ่งไปเรื่องของวัตถุระเบิดและการทำลายอากาศยาน แต่กระเป๋าของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไม่มีสัญญาณเตือนอะไร และในกรณีของเครื่องซีทีเอ็กซ์หากมีสัญญาณเตือน จะมีการส่งกระเป๋าใบนี้ไปที่ห้องเพื่อวิเคราะห์ภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้วิเคราะห์ภาพ เเละจะมีภาพอยู่ในจอ ถ้าพบว่ากระเป๋าสัมภาระไม่มีวัตถุต้องสงสัย หรือ วัตถุระเบิดเจ้าหน้าที่จะกดปุ่มเคลียร์เเละส่งไปทำงานตามปกติ แต่ถ้ามีสัญญาณเตือนขึ้นมา เช่น อาจจะมีไอวัตถุระเบิด หรือว่าสิ่งที่มันมีส่วนที่จะไปทำลายอากาศยาน เครื่องจะแจ้งเตือนทันที จากนั้นมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบพบว่าเป็นวัตถุอันตรายเราต้องดำเนินการในส่วนของเรา

               เมื่อถามว่า กรณีกระเป๋าของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ แสดงว่า ผ่านจากเครื่องซีทีเอ็กซ์แล้ว เครื่องบอกว่าเคลียร์ ไม่พบสาร หรือวัตถุระเบิดมันก็จะส่งให้เจ้าหน้าที่ ขนขึ้นเครื่องบินไป นายเพ็ชร กล่าวว่า ก็จะเหมือนกระเป๋าปกติเหมือนผู้โดยสารทั่วๆไป คือตรวจพบแล้วไม่มีวัตถุอันตราย

               เมื่อถามว่า แต่กรณีนี้มีการพกพาอาวุธปืน ซึ่งพอผ่านซีทีเอ็กซ์แล้วไม่ได้จับปืนหรือโลหะต่างๆ นายเพ็ชร กล่าวว่า ถ้าหากเป็นแท่งโลหะ สมมุติว่าเครื่องจะจับภาพแท่งโลหะ เครื่องจะบอกเลยว่าไม่เป็นอันตราย ตามมาตรฐาน ของอเมริกาจะให้ข้อมูลว่า โลหะนี้อยู่ใต้ท้องเครื่อง ผู้โดยสารไม่สามารถลงมาใต้ท้องเครื่องหยิบโลหะชนิดนี้ มาก่ออันตรายหรือก่อวินาศกรรมอะไร

               เมื่อถามว่า หมายความว่า ระบบซีทีเอ็กซ์ที่ซื้อจากสหกรัฐฯ เป็นระบบในการตรวจค้นเรื่องของวัตถุระเบิดเป็นด้านหลัก นายเพ็ชร กล่าวว่า ถูกต้อง เครื่องนี้ตรวจเรื่องไอวัตถุระเบิด เป็นหลัก

               เมื่อถามว่า ถ้ามีผู้โดยสารซุกปืน เข้าไปที่กระเป๋าใหญ่ เเล้วซีทีเอ็กซ์ จะไม่รู้เป็นไปได้หรือนายเพ็ชร กล่าวว่า“ ถ้าซุกปืนในกระเป๋าใหญ่ แต่ถ้าเครื่องสามารถจับได้ และมีการเตือน ว่าเป็นวัตถุที่มวลสารมันเข้มข้น มันจะปรากฎที่ภาพ ”

               เมื่อถามว่า มวลสารเข้มข้น หมายถึงดินระเบิด หรืออะไร นายเพ็ชร กล่าวว่า เป็นวัตถุ

               เมื่อถามว่า หมายถึงวัตถุระเบิดหรือว่าอะไร นายเพ็ชร กล่าวว่า เป็นโลหะ เป็นมวลของโลหะที่มีปริมาณมาก โดยเครื่องมันจะมองเห็นเป็นเพียงโลหะ

               เมื่อถามว่า ขณะที่ผ่านระบบซีทีเอ็กซ์ มันมีคลื่นเอ็กซ์เรย์เห็นของภายในกระเป๋าด้วยหรือไม่ นายเพ็ชร กล่าวว่า “วัตถุประสงค์หลักของเครื่องซีทีเอ็กซ์ จะเน้นเรื่องไอระเบิด แต่ขณะเดียวกันถ้ามีวัตถุที่มันผ่าน เครื่องมันจะเตือนด้วย เรื่องรายละเอียดต่างๆ ผมอาจจะให้รายละเอียดข้อมูลที่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ”

               เมื่ิถามว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์มีกระสุนปืน 5 นัด กระสุนมีดินระเบิดอยู่ในตัวกระสุน เเต่เครื่องไม่มีการแจ้งเตือน นายเพ็ชร กล่าวว่า เข้าใจว่า มันเป็นเพียงจำนวน น้อย คือเราต้องมองถึงเรื่องของการทำลาย หรือการก่อวินาศกรรมเกี่ยวกับอากาศยาน วัตถุประสงค์ของเครื่องจะเป็นแบบนี้

               เมื่อถามว่า กรณีพกพาอาวุธ พล.ต.ท.คำรณวิทย์อาจจะอ้างว่าลืม ความผิดของสนามบินกรณีแบบนี้ มีฐานความผิดใด นายเพ็ชร กล่าวว่า ต้องดำเนินตามกฎหมาย เป็นหน้าที่ของตำรวจ