ข่าว

‘น้ำตาย’ไม้ตายแก้วิกฤติภัยแล้ง

‘น้ำตาย’ไม้ตายแก้วิกฤติภัยแล้ง

25 มิ.ย. 2558

‘น้ำตาย’ไม้ตายแก้วิกฤติภัยแล้ง

              คำประกาศของกรมชลประทานงดปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เพื่อใช้ในการเกษตรอันเป็นผลมาจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงอย่างมาก ขณะที่น้ำท่าที่จะไหลเข้ามาเติม กลับมีปริมาณน้อยจนเข้าขั้นวิกฤติ ทำให้บางคนอาจจะสงสัยว่า ภาวะวิกฤติที่ว่านี้ วัดจากอะไร และจะสามารถคลี่คลายได้เมื่อไร

              ลองมาพิจารณาระดับน้ำ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2558 ภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลกันก่อน จากข้อมูลของศูนย์ประสานและติดตามสภานการณ์น้ำ กรมชลประทาน พบว่า มีน้ำอยู่ในอ่างเก็บน้ำ 4,105 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 30% ของความจุอ่าง สามารถใช้การได้จริง 305 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 2% ของความจุอ่างเท่านั้่น

              ในทำนองเดียวกัน ยังมีอีก 3 เขื่อนหลักที่โดยปกติจะระบายน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในหลายๆ ในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาและภาคกลางหลายจังหวัด ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำอยู่ในอ่าง 3,431 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 36% ใช้การได้จริง 581 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 6% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีน้ำในอ่างเก็บน้ำ 128 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 14% สามารถใช้การได้จริง 85 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 9% และสุดท้ายคือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำเหลืออยู่ในอ่างเพียง 72 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 8% ของความจุอ่าง สามารถใช้การได้จริง 69 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 7%

              จากตัวเลขดังกล่าวข้างต้นนี้จะเห็นว่า ไม่เพียงเฉพาะเขื่อนภูมิพลเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่อยู่ในภาวะวิกฤติหากแต่อีก 3 เขื่อนหลักก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

              สถานการณ์เช่นนี้ เคยมีผู้คาดการณ์กันว่า ท้ายที่สุดแล้ว เขื่อนทั้ง 4 แห่งอาจจะต้องดึง "น้ำตาย" หรือ dead storage ในอ่างเก็บน้ำออกมาใช้แก้ปัญหา ในกรณีที่ฝนเกิดทั้งชวงไปนานอีกเป็นเดือน และระดับน้ำในเขื่อนลดลงต่ำมากจนไม่สามารถระบายออกได้

              แต่ตามหลักวิชาการแล้ว "น้ำตาย" จะไม่นำออกมาใช้ เพราะเป็นระดับสำหรับควบคุมตะกอน หรือเป็นระดับกำหนดที่กำหนดให้ตะกอนสะสมถึงระดับน้ำในช่วงระยะเวลาการใช้งานของเขื่อน

              ในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายมาก ที่กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะนำ "น้ำตาย" ออกมาใช้สอยหรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับการตัดสินใจในช่วงโมงนั้น

              สำหรับปริมาณ "น้ำตาย" หรือน้ำระดับกักเก็บตะกอนของเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ระดับ 3,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ระดับน้ำตายอยู่ที่ 2,850 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีน้ำตาย 43 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำตายอยู่ที่ระดับ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร

              จากตัวเลขน้ำตายในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนทั้ง 4 แห่ง เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำกักเก็บ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2558 พบว่า ยังมีปริมาณพอเพียงไปอีกระยะหนึ่ง หรือสรุปอีกอย่างหนึ่งก็คือ ณ ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องงัดเอาไว้ "ไม้ตาย" โดยการนำ "น้ำตาย" ออกมาใช้

              เมื่อมีคำสั่งงดระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลไปใช้เพื่อการเกษตร ก็เท่ากับจะเหลือน้ำเพื่อการอื่น โดยเฉพาะการรักษาระบบนิเวศเอาไว้พอสมควร และอาจจะเพียงพอที่จะช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ต่อไปได้

              ทั้งนี้ ดัชนีสำคัญที่น่าจะใช้ชี้วัดคุณภาพของระบบนิเวศจากการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องของค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย เพราะถ้าหากน้ำท่าจากเขื่อนระบายลงมาน้อยหรือไม่ระบายมาเลย ก็จะทำให้น้ำทะเลหนุนสูง

              อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) ได้ลงพื้นที่ตรวจความเค็มของน้ำดิบที่บริเวณสถานีสูบน้ำสำแล ต.บ้านกระแชง อ.เมือง จ.ปทุมธานี พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด

              ธนศักดิ์ บอกว่า เนื่องจากวันนี้ (24 มิ.ย.) เป็นวันที่ระดับน้ำทะเลลดระดับมาที่สุดวันหนึ่ง จึงได้ตรวจวัดค่าความเค็มของน้ำพบว่าน้ำมีค่าลิ่มความเค็ม 0.13 กรัมต่อลิตร ซึ่งค่าความเค็มได้ลดลงจากเดิมที่เคยวัดค่าไว้อยู่ที่ 0.16 กรัมต่อลิตร เนื่องจากมีฝนตกลงมาจึงทำให้น้ำเจือจางลง ซึ่งหากอยู่ที่ระดับ 0.25 กรัมต่อลิตร จะถือว่าเค็มมาก โดยที่ผู้บริโภคจะยังไม่รู้สึกถึงความเค็ม เพราะตามหลักวิชาการแล้ว คนเราจะสามารถรับรู้ถึงความเค็มได้ที่ระดับความเค็มที่ 0.4-0.5 กรัมต่อลิตร

              ระดับน้ำหน้าสถานีสูบน้ำดิบสำรองอยู่ที่ระดับ 35.72 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากปกติจะอยู่ที่ระดับ 36.8 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ถือว่าระดับน้ำลดลดเพียงเล็กน้อย เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกลงมาบ้าง ธนศักดิ์ บอกว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลว่า การประปาจะไม่มีน้ำให้ท่านใช้ เนื่องจากการประปายังสามารถผลิตน้ำประปาได้อย่างปกติ เพียงแต่ว่าหากน้ำลดระดับลงไปมากกว่านี้คุณภาพของน้ำประปาจะเปลี่ยนไปบ้าง คือน้ำจะมีรสชาติกร่อย จึงอยากให้ประชาชนใช้น้ำกันอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด หากฝนตกลงมาจนระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับปกติ การประปาก็จะสามารถผลิตน้ำได้อย่างปกติ

              โดยภาพรวม แม้เขื่อนภูมิพลจะงดปล่อยน้ำเพื่อการเกษตร และน้ำกักเก็บลดต่ำสุดในรอบ 51 ปี ขณะที่เขื่อนอีก 3 แห่งก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันนั้น หากตรวจสอบระดับน้ำสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภค ทั้งกรณีต้องใช้ "น้ำตาย" หรือการดึงน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ที่เหลือน้ำอยู่ในอ่างอีก 68% ก็พอเชื่อได้ว่า ประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

              เว้นเสียแต่ว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้าฝนฟ้ายังไม่ตกต้องตามฤดู และเขื่อนศรีนครินทร์เข้าสู่ภาวะ "หมดสภาพ" ถึงตอนนั้น ต้องเรียกว่า อภิมหาวิกฤติอย่างแท้จริง