ข่าว

ปากท้องนักข่าว

ปากท้องนักข่าว

25 มิ.ย. 2558

ปากท้องนักข่าว : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

              เมื่อแรกตั้งหลัก ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม คุ้มครองสวัสดิภาพ อนุกรรมาธิการซึ่งผมรับชวนไปร่วมถกแถลงด้วยนั้น ได้รวมคำว่า สวัสดิการสื่อมวลชน เข้าไว้เป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย

              ต่อมา 4 องค์กรสื่อ ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้ยื่นหนังสือขอให้ทบทวน และตัดคำว่า สวัสดิการ ออก ด้วยเห็นว่า การกำหนดให้รัฐต้องจัดการ ดูแลเรื่องสวัสดิการสื่อมวลชน เป็นหลักการที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล ผู้ร่างกฎหมายเห็นด้วย และตัดออก

              กระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเรียกกันว่า เป็นองค์กรร่มใหญ่ที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลเรื่องจริยธรรมสื่อมวลชน จึงไม่มีการพิจารณาเรื่องของสวัสดิการเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปสื่อ

              เพราะสวัสดิการของสื่อมวลชน เป็นความรับผิดชอบของเจ้าของผู้ประกอบการ เป็นเรื่องการจัดการธุรกิจ ซึ่งหากเจ้าของดูแลเรื่องค่าตอบแทน สวัสดิการโดยไม่เป็นธรรม ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของสหภาพแรงงานสื่อมวลชนกลาง ที่จะเป็นตัวแทนเรียกร้องตามสิทธิที่พึงได้รับ

              และหากสหภาพแรงงานกลางยังไม่สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สื่อมวลชนที่ถูกกดบีบด้วยอำนาจทุนได้ ก็ต้องทำให้มันเข้มแข็ง

              ในบรรดาวิชาชีพทั้งหลาย ผมคิดว่า สื่อมวลชนควรจะต้องดำรงตนด้วยความสมถะ พออยู่พอกิน ไม่เอาอำนาจการสื่อสารที่ตนเองมีไปแสวงหาเงินหรือผลประโยชน์ที่ไม่ควรมีควรได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรสำคัญผิดว่า อาชีพสื่อ จะมีอภิสิทธิ์เหนืออาชีพอื่นๆ ที่ต้องได้ประโยชน์มากกว่าคนอื่น ได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น

              มายาคติในเรื่องความมีอภิสิทธิ์ของสื่อมวลชน ถูกปลูกฝังในสังคมนี้มายาวนาน ในอดีตเรามี 18 อรหันต์ เรามีนักการเมืองรุ่นโบราณหลายคนที่คบหานักข่าว หรือคนข่าวที่มีชื่อเสียง เพื่อหวังว่าจะได้ประโยชน์จากการเสนอข่าว หรือปกปิดความชั่วร้ายของตน

              หรือแม้กระทั่งตำรวจ ข้าราชการระดับสูงบางคน ก็ทำตัวสนิทชิดเชื้อกับนักข่าว เพราะหวังว่านักข่าวจะช่วยในการผลักดันให้มีการแต่งตั้ง โยกย้ายในตำแหน่งที่ดีๆ ได้

              อดีตนายตำรวจใหญ่คนหนึ่งเคยบอกผมว่า เขาจ่ายเงินเป็นรายเดือนให้แก่นักข่าวสายอาชญากรรมหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่ง เพื่อให้เสนอข่าวที่เป็นประโยชน์กับหน้าที่การงานของตนเอง และสามารถสั่งข่าวได้ ฝากข่าว ฝากภาพได้

              นั่นอาจเป็นเพียงคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานยืนยันว่านักข่าวรายนั้นจะยอมตนเป็นลูกน้องตำรวจคนนั้นจริง แต่ในแวดวงนักข่าวอาชญากรรม เรื่องนี้ก็อาจเป็นที่รับรู้กันเป็นปกติ สุดแท้แต่ว่าใครจะรับหรือไม่รับ หรือใครจะมีหลักจริยธรรมในการทำงานเข้มข้นกว่ากันเท่านั้น

              มีความเข้าใจผิดอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ คำว่า ฐานันดร 4 ซึ่งนักข่าวหลายรุ่นอาจไม่ได้สนใจบริบทที่มาของคำว่า ฐานันดร 4 แต่ก็ยินดีที่จะเชื่อความเป็นฐานันดร 4 เพราะนั่นแปลว่า เขาจะมีสิทธิเหนือคนอื่นๆ

              ในการประชุมรัฐสภาอังกฤษ คราวหนึ่ง เอ็ดมันด์ เบิร์ก สมาชิกสภาคนหนึ่ง เห็นนักข่าวนั่งอยู่ในที่ประชุมด้วย เขาได้แถลงในที่ประชุมว่า

              “ในขณะที่เราทั้งหลาย ผู้เป็นฐานันดรใดฐานันดรหนึ่งทั้ง 3 กำลังประชุมกันอยู่นี้ เราพึงคำนึงไว้ด้วยว่า บัดนี้ได้มีฐานันดรที่ 4 เกิดขึ้นแล้ว และฐานันดรนั้นกำลังมานั่งฟังการประชุมของเราอยู่ ณ ที่นี้ด้วย”

              ฐานันดรในรัฐสภาอังกฤษ ประกอบด้วย

              ฐานันดรที่ 1 ประกอบด้วย สภาขุนนางอันมี พวกขุนนางสืบตระกูล

              ฐานันดรที่ 2 ประกอบด้วย บรรพชิต พระราชาคณะ

              ฐานันดรที่ 3 ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคนธรรมดาได้เลือกตั้งให้เป็นแทนตนเข้าไป

              ในบริบทสังคมขณะนั้น น่าจะเป็นการเสียดเย้ยนักข่าว มากกว่ายกย่อง เพราะไม่ปรากฏหลักฐานอื่นๆ อีกว่า สื่อมวลชนในอังกฤษมีฐานะทางสังคมเหนือกว่าคนโดยทั่วไป

              ผมเชื่อว่า เรื่องปากท้อง หรือฐานะความเป็นอยู่ของนักข่าวที่สุจริต ทำงานตรงไปตรงมาส่วนใหญ่ ก็เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่า ไม่อาจสร้างฐานะให้ร่ำรวยได้ ยกเว้นนักธุรกิจสื่อที่เป็นเพียงชนกลุ่มน้อยในสังคมใหญ่

              เราอาจจะเรียกร้องสวัสดิภาพได้ เพราะสวัสดิภาพของนักข่าว โดยเฉพาะในยามที่เกิดการเผชิญหน้าในสังคมรัฐก็ต้องดูแล เยียวยาความเสียหายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

              แต่เรื่องสวัสดิการ ผลตอบแทนในรูปแบบอื่นๆ นั้น เป็นความรับผิดชอบของนายจ้าง

              ใครจะเป็นคนต่อสู้เรื่องนี้ ก็ต้องเป็นเรื่องของคนคนนั้นเอง เพราะเมื่อเราเรียกร้องความเป็นธรรมให้คนอื่นได้ทั่วบ้าน ทั่วเมือง แต่กับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เรียกร้องไม่ได้ ก็สมควรลาออกไปทำอาชีพอื่น