
นายกฯสั่งผบ.ตร.หยุดจ้อปมกาสิโน
24 มิ.ย. 2558
นายกฯ สั่ง ผบ.ตร. หยุดพูดปมกาสิโน เหตุเป็นจนท.รัฐ แจงไม่เกิดง่ายๆ ฉุนข่าวใบสั่ง พล.อ. จ้างหนุน ชี้จับ คำรณวิทย์ พกปืนที่ญี่ปุ่นไม่กระทบ ไอเคโอ
24 มิ.ย.58 เวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคิดเห็นที่ยังไม่ตรงกันในเรื่องการเปิดบ่อนกาสิโน และเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ว่า ที่ตนระบุว่าไม่อยากให้มีการพูดถึงเรื่องกาสิโนอีกแล้วนั้น เพราะไม่อยากให้ทุกคนไปให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก ถ้าฟังโดยผิวเผินก็เป็นเพียงเรื่องหนึ่ง เหมือนกับการทำธุรกิจบางอย่าง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “แต่เขาจะทำอย่างไร ผมยังไม่รู้เลย ที่เขาพูดกันขึ้นมา เขาจะเอาอย่างไร บางคนก็พูดว่าจะเป็นในเรื่องเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเอ็นเตอร์เทนกันอย่างไร บางคนก็มาพูดถึงต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์และประเทศอื่นๆ ผมเลยบอกว่าขอให้ฟังให้จบก่อนว่าเขาจะเอาอย่างไร อย่าเพิ่งไปให้ความสำคัญว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิด เพราะอย่างไรมันก็ยังไม่เกิดหรอกในวันนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ไม่มีใครพูดถึง แต่เมื่อมีการยกประเด็นกันขึ้นมา ก็ว่ากันไป วันนี้ผมก็ได้แจ้งไปยังพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (ผบ.ตร.) แล้วว่า ให้หยุดพูด เพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทางผบ.ตร.ก็ชี้แจงกลับมาว่าที่เขาอึดอัดก็เป็นเรื่องของบ่อนภายในประเทศ มันมีปัญหามาก โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์และอะไรต่างๆ ทำให้ต้องเสียตำรวจดีๆ ไปเยอะ เพราะเขาต้องปลดออก เนื่องจากมีการลักลอบเล่นกันในพื้นที่ เมื่อสังคมไม่ยอมรับก็ต้องปลด ต้องย้ายออกไป บางคนได้ผลประโยชน์หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ สอบสวนยังไม่ได้ก็ต้องย้ายออกนอกพื้นที่ไปก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เสียคนออกไป เรื่องเหล่านี้ก็ต้องไปช่วยกันหาทางว่าจะทำอย่างไร ทาง ผบ.ตร.ต้องการเพียงแค่นั้น ผมเลยบอกไปว่า พอแล้ววันนี้อย่าพูดอีกเลย ให้คนอื่นเขาไปว่ากันมา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องในส่วนของการปฏิรูปก็ได้ ก็ให้ไปว่ากันมาว่าจะทำแบบไหน อย่างไร แต่ถ้าจะบอกว่าจะให้มีการเปิดบ่อนสำหรับให้คนทั่วไปเข้าไปเล่นก็คงยังรับไม่ได้มั้ง คนไทยยังรับไม่ได้ แต่ถ้าเป็นลักษณะของเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์นั้น ไม่ได้เน้นในเรื่องกาสิโนเป็นหลัก แต่เน้นเรื่องการประชุม การท่องเที่ยวและสิ่งต่างๆ มากกว่า เท่าที่ผมได้ศึกษามา ซึ่งผมก็ต้องมาดูว่าแต่ละประเทศเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง แต่ผมยังไม่ตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น เพราะยังไม่ถึงเวลา คนทั้งประเทศเองก็ต้องฟังดูเช่นกัน ว่าเกิดหรือไม่เกิดประโยชน์หรืออย่างไร และสามารถจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ถ้าจะทำเรื่องคอมเพล็กซ์ก็ให้ว่ามา ว่าคนไทยเห็นด้วยหรือไม่ แต่เท่าที่ฟังดูตอนนี้มีการนำเรื่องของต่างประเทศเข้าเป็นเล่นล้วนๆ มาพูดกัน แต่ผ่อนภายในประเทศ ส่วนตัวผมว่ามันยังเกิดไม่ได้”
ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ประเมินสถานการณ์แล้ว เรื่องกาสิโนยังไม่สามารถเปิดในสมัยนี้ได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังหรอก เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ต้องใช้เวลานาน ถ้าจะทำ เพราะฉะนั้นก็ต้องหารือกันต่อไป และถ้าจะมีการดำเนินการก็ต้องมีการศึกษา ทำวิจัย แต่จะไปทำแค่โพลคงไม่ได้ เพราะคนทำโพลก็ไม่ได้มีส่วนมารับผิดชอบอะไร การทำโพลมันไม่ใช่กฎหมาย กฎหมายที่คนใช้ได้คือการทำประชามติ เพราะ โพลใครจะทำก็ได้ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของตน
เมื่อถามว่า แต่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ามีนายทหารยศพลเอกคนหนึ่งเป็นผู้จุดประเด็นและให้เสนอความคิดนี้ออกมาในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ไปหามา พลเอกไหน ผมไม่เห็นมีพลเอกที่ไหนสักคน มันก็อ้างไปเรื่อย เดี๋ยวจะเรียกมาสอบไปหาหลักฐานมาว่าพลเอกที่ไหน จะมีหรือ ใครจะให้เงินหมื่นล้าน จะพูดจาอะไรก็ขอให้มีหลักฐาน ถ้าไม่มีหลักฐาน ผมก็ขี้เกียจฟัง เบื่อที่จะไปทะเลาะด้วย”
เมื่อถามว่า จะมีการมอบหมายให้หน่วยงานใดศึกษาในเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มอบหมายให้ใครทำทั้งสิ้นเพราะเขามีหน้าที่กันอยู่แล้ว สปช.เขาทำในทุกเรื่องอยู่ คนส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้าพูดชัดเจนว่าควรจะมีหรือไม่มี แต่ถ้าจะทำเหมือนที่สิงคโปร์ทำ ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติมาเล่นกันทั้งสิ้น และคนที่จะเข้ามาเล่นต้องมีการกำหนดว่าต้องมีรายได้เท่าไหร่ ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนจึงจะเข้าไปเล่นได้ ถ้าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แค่ผ่านประตูก็เข้าไปไม่ได้แล้ว ซึ่งเราก็ต้องพยายามคุมบรรดาบ่อนที่แอบเล่นกันใต้ดินให้ได้ แต่ถ้าทำจริงมันก็จะสามารถควบคุมได้ ก็ต้องดูว่ารายได้ที่ได้มาจะนำไปทำอะไร แล้วจะได้จริงหรือเปล่าก็ยังไม่มีใครตอบได้ ฉะนั้นจึงต้องทำการวิจัย ซึ่งประเทศไทยไม่ค่อยทำกัน ถึงเวลาก็มักจะทำกันเลย แล้วเกิดความเสียหายตามมา แต่ยืนยันว่าวันนี้ตนยังไม่ทำ
‘นายกฯ’ ชี้จับ ‘คำรณวิทย์’ พกปืนไม่กระทบ ‘ไอเคโอ’
24 มิ.ย.58 เมื่อเวลา 12.05 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น.ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศญี่ปุ่นควบคุมตัว ในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองนั้น จะส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) หรือไม่ว่า “ไม่เกี่ยวคุณอย่าไปเขียนให้ปนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของการลักลอบนำสิ่งของขึ้นเครื่องบิน ซึ่งกำลังตรวจสอบอยู่ มันมีความผิดเพราะมีการขนของหนีภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดโดยกำลังสอบอยู่ว่ามันไปได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าผมอยู่เฉยๆ อย่าไปหาเรื่องเอาไปตีไอเคโอ พอเขาดีให้ก็เอาลงมาอีก ก็แก้ไปสิไปอธิบายว่าเป็นเรื่องของบุคคล ไอเคโอเป็นเรื่องขององค์กรแยกออกจากกันซะ เขียนให้ประเทศชาติไปได้หน่อย ผมไม่ได้ให้ท่านปิดเลยซักอย่าง”
เมื่อถามว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ถูกจับที่ประเทศญี่ปุ่น ถือประเทศไทยมีความผิดด้วยหรือไม่ เพราะปล่อยให้อาวุธออกประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “แล้วอย่างไร เขาเป็นใครหล่ะ ผมพูดเมื่อกี้ไม่ได้ฟังหรือ ก็ไปสอบสวนสิว่าผ่านการตรวจไปได้อย่างไร มีการละเว้นกันหรือไม่ ผ่านการตรวจเอ็กซเรย์หรือเปล่า กำลังสั่งเขาให้ไปสอบแล้ว ผิดก็คือผิด แล้วจะเอาอย่างไร”
เมื่อถามว่า จะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็อำนวยความสะดวกในเรื่องของทนายความ เรื่องความยุติธรรมก็ว่ากันไป เขาไม่ใช่ข้าราชการ วันนี้เขาเป็นบุคคลธรรมดา เข้าใจหรือเปล่าก็ต้องดูแล อย่างเรื่องประมงก็ยังต้องดูเลย เอากลับมาเท่าไหร่แล้วรู้ไหม ทุกเรื่องตามทุกเรื่องไม่ใช่ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องมาโฆษณาชวนเชื่อกันทุกวัน ออกมาแล้วกำลังจะมาแล้วก็ไม่ได้มา เพราะว่าประโคมกันเสียหายกันไปหมด บางอย่างต้องพูดคุยกันบ้างกฎหมายคือกฎหมายทุกประเทศสำคัญหมด อยู่ที่ว่าคนไทยทุกคนจะต้องสำนึกตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวเขาก็ช่วยถ้าสอนกันแบบนี้ก็เป็นอยู่อย่างนี้ ต้องสอนให้คนเคารพกฎหมายในประเทศของเรา และเคารพกฎหมายประเทศอื่นด้วย เคยตัวกันหรือเปล่า ประเทศไทยทำอะไรกันก็ได้ ต่างชาติทำได้ที่ไหนเล่า แล้วก็เดือดร้อนรัฐบาล ไม่ช่วยก็โดนว่าไม่ดูแลคนไทย จะเอาอย่างไร
‘นายกฯ’ เผยสั่งเร่งขุดบ่อบาดาลจ่ายน้ำช่วยชาวนา
24 มิ.ย.58 เวลา 12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยมีการหารือถึงการแก้ปัญหาภัยแล้งที่ชาวนาได้รับผลกระทบขณะนี้ ว่า วันนี้ปัญหาเรื่องน้ำมีทั้งโลก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประเมินแล้วว่า ภัยแล้งจะมีไปถึงหน้าแล้งปีหน้า เพราะน้ำต้นทุนเรามีน้อย ที่ผ่านมาน้ำท่วมก็ปล่อยน้ำออกไปมาก ปีที่แล้วก็ต้องปล่อยน้ำมาเลี้ยงข้าว เลี้ยงนา ซึ่งน้ำในเขื่อนก็มีน้อยอยู่แล้ว ฝนไม่ตกก็ยิ่งน้อยไปใหญ่ ฉะนั้นการจ่ายน้ำในวันนี้จึงมีปัญหา โดยตนได้สั่งว่าหากตรงไหนมีการปลูกข้าว จะต้องจ่ายน้ำเพื่อให้ชาวนาเลี้ยงข้าวได้ รัฐจะได้ไม่ต้องจ่ายเงิน โดยจะต้องไปขุดบ่อ ทั้งบาดาล และประปา รวมถึงบ่อน้ำตื้นให้ด้วย ตนสั่งให้ขุดไปกว่า1,000บ่อ เวลานี้ขุดไปแล้วกว่า200บ่อ ที่เหลือต้องเร่งด่วนขุดให้ทัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ปลูกข้าวไปแล้ว เพื่อให้ข้าวไม่ตาย รวมถึงน้ำอุปโภคบริโภค ที่ไม่มีกินมีใช้
“วันนี้ไม่ต้องพูดเรื่องน้ำปลูกข้าว แค่น้ำจะกินยังไม่มีเลยจะบอกให้ จึงจำเป็นต้องขุดบ่อบาดาลเพิ่ม นั่นล่ะคือความเดือดร้อนของทั้งประเทศที่มาจากการทำลายป่า ฝนไม่ตกมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่ใช่เฉพาะไทย แต่เป็นทั้งโลก แล้วจะมาเรียกร้องอะไร แต่รัฐบาลจะดูช่วยเรื่องน้ำเร่งด่วนระยะแรก ส่วนระยะที่สองจะต้องดูความเสียหาย ต่อชาวนาที่ไม่ได้ปลูกข้าวรอบสอง มันต้องคิดอย่างนี้ อย่าคิดว่าจะต้องเงินเท่านั้นเท่านี้ ไม่เช่นนั้นจะเคยตัวอยู่แบบนี้ เพราะไม่แก้ปัญหากัน ฉะนั้นประชาชนต้องเรียนรู้ ผมเห็นใจไม่ทิ้งอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้านั้นต้องใช้งบประมาณเยอะหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีงบกระทรวงที่จะเดินหน้าในปี2559อยู่แล้ว ก็ดึงมาทำในปี2558ก่อน เพื่อสำรองจ่ายการขุดบ่อบาดาล โดยประมาณ1,000บ่อ ซึ่งมีทั้งในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอาจจะต้องเพิ่มงบกลางเข้าไปนิดหน่อย วันนี้ที่ยังขุดบ่อไม่ทัน เพราะงบประมาณได้อนุมัติไปทีละงวด แต่ทั้งหมดจะระดมให้ทัน เพื่อแก้ปัญหาก่อนที่ข้าวจะตาย แต่ถ้าตายก็ต้องปล่อยแล้วค่อยมาพิจารณาชดเชยกันอีกครั้ง ต้องแก้ทีละเปราะ ไม่ใช่แก้โครมเดียว เพราะถ้าโยนเงินลงไปเดี๋ยวก็หมดอีก ยังมีพวกที่ไม่ปลูกข้าวอีก ต้องมาพิจารณาว่าจะดูแลเขาอย่างไรด้วย
เมื่อถามว่า ล่าสุดมีผู้ว่าฯ จังหวัดไหนเตรียมประกาศพื้นที่ภัยแล้งเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เดี่ยวเขาแจ้งมาตามขั้นตอน ซึ่งเดิมมีประมาณ30จังหวัด แต่เรื่องภัยแล้งมีมากขึ้น เป็นแบบนี้ทุกปีซึ่งจะต้องแก้ปัญหาทั้งระบบให้ได้ ทั้งน้ำอุปโภคบริโภค การเกษตร ข้าว และพืชสวน วันนี้ที่คุยกันกับพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบาย และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถคอนโทรลการใช้น้ำได้ เพราะน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบันน้อยมาก วันนี้ปัญหาน้ำ ตนไม่โทษการบริหารของกรมชลประทาน ที่ผ่านมาต้องดูว่ารัฐดูแลอย่างไร สั่งการชัดเจนหรือไม่ หรือปล่อยให้ชาวนาทำกันไป มันก็การเมืองใช่ไหมล่ะ กรมชลประทานอยู่พรรคไหน ซึ่งวันนี้ตนไล่ปัญหาหมด เอาทหารไปคอนโทรล ก็ไม่มีปัญหาอะไร สิ่งสำคัญต้องปลุกให้คนเข้าใจ โดยบอกว่าวันนี้จะปล่อยน้ำเพื่อการทำนา อีกวันจะปล่อยเพื่อพืชสวน ต่อไปจะปล่อยเพื่อระบบนิเวศ ต้องกำหนดเวลาให้ชัดเจน ขณะเดียวกันกรมวิชาการเกษตรวันนี้ก็ทำงานหนักกว่าเดิม โดยตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาทุกคนทำงานหนัก แต่ชาวนาบางคนยอมปรับเปลี่ยน บางคนก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนบอกว่าปลูกอะไรไม่เป็นทำได้แต่ปลูกข้าวเป็นอย่างเดียว แล้วจะให้ทำอย่างไร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนจะสร้างการรับรู้ เอาคนที่ยอมรับและเข้ามาอยู่ในระเบียบ ถ้าร่วมมือก็ทำ มีเงินให้ในเรื่องของการปรับเปลี่ยน รวมถึงการชะลอหนี้ ซึ่งวันนี้จะใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น และให้เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอน อย่าไปเร่งทุกเรื่องประโคมกันไปทุกวัน ประเทศมันสงบได้ไหม ทำให้สงบให้ได้ก่อน ไปต่างประเทศ ตนไปคุยหลายเรื่อง แต่พอกลับมาก็เจอปัญหาเน่าๆ แบบเดิม จะไม่ให้โกรธได้อย่างไร
เมื่อถามว่าจะต้องมีการทำความเข้าใจกับชาวนาหรือไม่ นายกฯ กล่าวอย่างมีอารมณ์โมโห ว่า ไม่ต้องมั้ง ถามแบบนี้ ก็ต้องทำความเข้าใจทุกเรื่องและนี่ก็กำลังทำความเข้าใจอยู่ คุณเข้าใจผมหรือเปล่า ถ้าคุณเข้าใจผม ก็ไม่ต้องไปพูดกับชาวนา อยู่ที่ว่าคุณเข้าใจผมหรือยัง ถ้าคุณเข้าใจผม ชาวนาก็เข้าใจ เพราะเขาอ่านหนังสือพิมพ์คุณ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนี้นายกฯ ได้ให้ผู้สื่อข่าวถามต่อ ซึ่งผู้สื่อข่าวตอบว่าพอแล้ว แต่นายกฯ ตอบด้วยน้ำเสียงเข้ม ว่า ไม่พอ พร้อมกับอมยิ้ม
โดยในช่วงท้ายการสัมภาษณ์ นายกฯ ได้กล่าวถึงการสร้างเสาธงชาติที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งวันนี้ได้ทำการเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาวันแรก ว่า เพื่อต้องการให้ที่ทำเนียบรัฐบาลได้รู้ว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นอย่างไร ซึ่งการเชิญธงชาติวันนี้ที่เป็นวันแรกไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถือฤกษ์ยาม หรือว่าเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่อย่างไร โดยดวงของตนนั้นขึ้นอยู่กับสื่อมวลชน ทั้งว่า ทั้งชม ตอนนี้ก็ยังพอทน
‘นายกฯ’ ขอร้องทุกฝ่ายอย่าออกประท้วง เพราะประเทศจะตายอยู่แล้ว
24 มิ.ย.58 เมื่อเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปี 2558 ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 31 หน่วยงาน จัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)ว่า รัฐบาลต้องลดความเหลื่อมล้ำ แต่จะเรียกร้องทำหมดเราไม่มีให้ อย่างชาวนาจะมาเรียกร้องเพียงอย่างเดียวไม่ได้ และไม่ต้องออกมาประท้วงด้วย เพราะไม่เกิดประโยชน์ ทุกวันนี้คนมักประท้วง ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ การปกครอง เรื่องประชาธิปไตย อยากให้ช่วยกันบอกด้วยว่าประเทศจะตายอยู่แล้ว
“จะประท้วงอะไรหนักหนา ทั้งดาวฟ้า ดาวน้ำเงินอะไรนั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ผมว่าประเทศชาติไปไม่ได้เพราะไม่เข้าใจว่า วันนี้เราอยู่ในสถานการณ์อะไร ทั้งข้าราชการ รัฐ เอกชน ต้องรู้ว่าเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไปสู่ประเทศที่มีความเข้มแข็งในอนาคต”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จะต้องส่งงานต่อให้กับรัฐบาลหน้าได้ ซึ่งตนได้กำหนดในมียุทธศาสตร์ชาติ โดยจะบรรจุในรัฐธรรมนูญ ว่าเราจะเดินหน้าประเทศอย่างไร และต้องมีความก้าวหน้า วันนี้เรื่องรัฐธรรมนูญมีการทะเลาะกันเพราะมีเรื่องต่างๆเข้ามามาก ดังนั้นต้องมีการจัดระเบียบให้ความชัดเจนว่าระยะที่ 1 -2- 3จะเดินหน้าอย่างไร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สสว.ต้องส่งเสริมและให้ความสำคัญกับเอ็สเอ็มอี ที่มีความสามารถและศักยภาพที่จะดำเนินการ แต่ไม่ใช่อย่างเช่นสินค้าโอทอป ที่ทำไม่ได้แล้วเลิกไป สินค้าโอทอปที่ทำไม่ได้ก็ให้เลิกไป อย่างไรก็ตามวันนี้โครงการต่างล่าช้าเพราะไม่กล้าทำกัน โครงการไหนที่ไม่กล้าทำ ถ้าถูกต้องก็ขอให้ทำไป ไม่ต้องกลัว เพราะจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ ถ้าไม่กล้าทำเพราะกลัวถูกจับผิด รอให้ตนไปก่อนแล้วประเทศอยู่ตรงไหน ถามว่าคิดแบบนี้ได้อย่างไรที่มีเสียงถึงหูตนว่า ทางการเมือง เดี๋ยวรัฐบาลนี้ก็ไป เราจะได้เลิกกินเจกันเสียที การกินเจอาจทำให้ไม่ค่อยแข็งแรง แต่ประเทศแข็งแรง
‘นายกฯ’ แนะ สสว.สร้างเครือข่าย เชื่อมโยงเอสเอ็มอี
24 มิ.ย.58 เมื่อเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวมอบนโยบายในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปี 2558 ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 31 หน่วยงาน จัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)ว่า ทุกคนทราบถึงปัญหาของประเทศดีว่าเหตุใดรัฐบาลถึงต้องบริหารงานแบบกึ่งปฏิรูป วันนี้เศรษฐกิจมีปัญหาเรื่องการส่งออก ต้องส่งเสริมทั้งการผลิตและการตลาดควบคู่ไป เพื่อให้มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่ง สสว. ต้องดำเนินการทุกอย่างต้องเริ่มขับเคลื่อน โดยอาจมีความเข้มงวดคล้ายทหารบ้างในบางอย่างที่เราต้องขอความร่วมมือ ต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีที่มีกว่า 2.7 ล้านจดทะเบียนทั้งหมด และสร้างความเชื่อโยงให้เกิดขึ้น เพราะธุรกิจขนาดใหญ่น่าเป็นห่วง จะห่วงแต่เอสเอ็มอี และที่สำคัญต้องสร้างเครือข่ายให้ได้ และในการประชุมครั้งหน้าจะให้นำการขึ้นทะเบียนมาให้ดูว่า จะสามารถส่งเสริมส่วนใดได้บ้าง โดยจะให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยเข้าไปร่วมสำรวจ รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันตามนโนบายยุทธศาสตร์ 20 ข้างหน้าคือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาของประเทศแก้ไม่ได้ภายใน 1-2 ปี แต่รัฐบาลต่อไปต้องสานต่อ ต้องกำหนดเป้าหมายกรอบระยะเวลา ถ้าพูดลอยๆ ก็จะไม่เป็นผลสัมฤทธิ์ เราต้องกำหนดว่าแต่ละปีจะทำอะไรได้แค่ไหน ตนอยู่ได้ถึงปี 2559 ตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ขอให้กำหนดออกมาว่าภายในปี 2559 สสว.จะมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง และทุกคนต้องช่วยกัน อย่างประเทศจีนที่สามารถทำเรื่องต่างๆได้อย่างรวดเร็วเพราะมีอำนาจพิเศษ เราไม่เรียกร้องว่าต้องมีอำนาจพิเศษ เพราะประชาชนไม่ชอบ ทุกคนต้องการประชาธิปไตย แต่วันนี้จำเป็นต้องทำเพื่อประเทศรวมทั้งเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย ตอนนี้ตนไม่พูดกับต่างประเทศเขาก็ฟัง เพราะพูดเรื่องจริง อย่างไรก็ตามนโยบายที่ต้องทำในวันนี้คือการสร้างความเข้มแข็ง ไม่ใช่การหาเงินให้ แต่ต้องขึ้นทะเบียนให้ได้ เอ็สเอ็มอีที่จะขยายทั้งในและต่างประเทศก็พร้อมสนับสนุน และส่งเสริมช่วยเหลือส่วนที่จะใกล้ล้ม ทุกอย่างเขียนไว้จัดเจนว่าจะสร้างอะไรตรงไหน จะได้มีการลงทุน ทั้งนี้ก็ขอเตือนผู้ที่ซื้อที่ดินหวังเกร็งกำไรด้วยว่าให้กระทรวงยุติธรรมเข้าไปดู
‘นายกฯ’ สั่งยื้อให้มีน้ำใช้ให้ได้ถึงเม.ย.ปีหน้า ครม.ศก.เคาะ 4 มาตรการรับมือ
24 มิ.ย.58 เมื่อเวลา 08.30 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่ห้องประชุมสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระในการประชุมคือพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง โดยใช้เวลาในการประชุมนานเกือบ 3 ชั่วโมง
โดยภายหลังการประชุม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงว่า ประเด็นสำคัญในการประชุมวันนี้คือ ปัญหาน้ำที่ปีนี้้มีข้อมูลในปัจจุบัน ระบุว่า น้ำในระยะเวลาเดียวกับปีที่แล้วมีจำนวนน้อย นายกรัฐมนตรีจึงให้ประชุมบูรณาการที่จะดูแลว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร โดยมาพิจารณาแนวทางในการบริหารจัดการน้ำเริ่มต้นจากการดูว่าน้ำที่มีว่ามีเท่าไร ดูข้อมูลพยากรณ์ใน 6 เดือนข้างหน้าว่าจะมีน้ำอย่างไร ดูว่าพื้นที่ขณะนี้ว่าเราใช้น้ำทางการอุปโภค/บริโภค น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและช่วยเกษตรได้แค่ไหน และพื้นที่ที่มีปัญหาเรามีมาตรการอื่นมาช่วยได้อย่างไร เช่น เจาะน้ำบาดาล และที่มีปัญหาแย่งน้ำจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้มีข้อมูลว่าช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. น้ำจะมีน้อย ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมาดูว่าจะช่วยได้แค่ไหนอย่างไร จนกว่าจะเข้าสู่ช่วงภาวะปกติ
พลเอกอนุพงษ์ กล่าวอีกว่า ขอสื่อมวลชนอย่าสร้างข่าวให้เป็นประเด็น แต่ขอให้ทำความเข้าใจให้ประชาชนเข้าจว่าน้ำมีน้อย อย่าสร้างวัฒนธรรมที่ว่าเมื่อคนจวนตัวแล้วก็จะแย่งน้ำกัน ซึ่งเราพยายามดูแลอยู่ ซึ่งในที่ประชุมนายกฯย้ำเรื่องการดำเนินการต้องอยู่บนฐานข้อมูลที่ตรงกัน ถ้าอะไรมีเปลี่ยนแปลงก็ให้หารือปรับแผนกันตลอดเวลา และย้ำว่าน้ำต้องมีใช้อยู่จนถึงเม.ยปีหน้าให้ได้
เมื่อถามว่า จะต้องใช้กำลังพลจากฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงดูแลภัยแล้งจำนวนเท่าใด พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เราต้องร่วมมือกันระหว่างกรมชลประทาน ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ทหารที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจว่าจุดใดสามารถปล่อยน้ำได้หรือไม่ได้ และสามารถปล่อยได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนการป้องกันไม่ให้นักการเมืองท้องถิ่นที่หวังเรียกคะแนนนิยมประชาชนจนไปกดดันเจ้าหน้าที่ให้เปิดประตูระบายน้ำนั้นตนคิดว่าต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บริหารจัดการจะดีกว่า อย่าไปสร้างกระแสจนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ตนไม่อยากพูดมากเดี๋ยวจะหาว่าไปรบกับนักการเมืองอีก
เมื่อถามว่า จะแก้ไขปัญหาการแย่งน้ำของเกษตรกรอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นความรับผิดชอบของกรมชลประทานเพราะเป็นคนปล่อยน้ำให้เกษตรกร ดังนั้นกรมชลฯจะต้องออกมาพูดให้ชัดว่าจะปล่อยน้ำตรงไหนและไม่ปล่อยตรงไหนแล้วให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องถิ่นไปสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่ และสิ่งสำคัญคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องชี้เป้าจุดเจาะน้ำบาดาลให้ชัดเจนเพื่อให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขุดในจุดที่เหมาะสมที่สุด
“ส่วนเรื่องบทลงโทษสำหรับผู้ที่แย่งน้ำ ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรดีเดี๋ยวจะเป็นประเด็นขึ้นมาอีก สำคัญประชาชนต้องเข้าใจ แต่มันก็ต้องมีบ้างหากรุนแรงเกินไปเพราะเกษตรกรเป็นล้านๆ ราย แต่ขอร้องว่าอย่าไปสร้างกระแสจะดีกว่า” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว
เมื่อถามถึงข้อเท็จจริงที่มีชาวนาฆ่าตัวตายเพราะเดือดร้อนจากภัยแล้งซึ่งไม่สามารถทำการเกษตรได้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนได้ตรวจสอบกรณีที่มีชาวนาที่อ้างว่าขายนาขายไร่ซึ่งปรากฎว่าเป็นการขายที่ดินตามปกติและมีคนเช่าที่นาของเกษตรกรรายนี้ไปเนื่องจากมีเป็นร้อยๆ ไร่ ทำนาเองไม่ไหว นี่ถือเป็นเรื่องปกติตนไม่อย่างให้สร้างกระแสขึ้นมาเพราะไม่มีประโยชน์กับสังคม ส่วนกรณีการฆ่าตัวตายนั้นตนคิดว่าเราอย่าเพิ่งไปตัดสินใจอะไรแบบนั้น อย่าแก้ปัญหาเพียงตัดช่องน้อยแต่พอตัวไม่คิดถึงลูกภรรยาที่อยู่ข้างหลังหากตายไปใครจะดูแล เรายังมีโอกาสหากเดือดร้อนจริงก็ขอให้ไปให้ไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศเรายินดีจะช่วยอยู่แล้วหากวิกฤตจริงๆ ตนก็ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศไปแล้วว่าหากใครเดือดร้อนมาร้องเรียนต้องช่วย ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมีความยินดีที่จะช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว นายกฯ ก็อยากให้ทุกคนมีความสุขที่สุด ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีที่จ.เชียงใหม่ระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายนนี้จะลงไปดูพื้นที่ประสบภัยแล้งด้วยหรือไม่นั้นคาดว่าจะลงไปดูเรื่องน้ำและพบปะเกษตรกรด้วย
ขณะที่นายปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณฺ์ กล่าวว่า ในส่วนของข้อมูลด้านการเกษตรระบุว่า พื้นที่ที่มีปัญหาคือพื้นที่เฉพาะลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เป็นแบ่งพื้นที่ทั้งหมดที่วางแผนเพื่อการเพาะปลูกจำนวน 7.45 ล้านไร่ มีการปลูกไปก่อนหน้าที่จะประกาศชะลอการเพาะปลูกประมาณ 3.44 ล้านไร่ แต่หลังจากที่ประกาศให้ชะลอการเพาะปลูกมีการเพาะปลูกเพิ่มอีกประมาณ 5.6 แสนไร่ และนอกจากนั้น 3.45ล้านไร่ คือพื้นที่ที่ยังไม่ปลูกอะไรเลย
"และเนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนชลประทานมีไม่พอสำหรับ 3.45 ล้านไร่ ที่คงต้องรอเรื่องฝน และใน 3.4ล้านไร่ที่เพาะปลูกไปแล้ว จะมีพื้นที่ที่มีความเสี่ยงประมาณ 8 แสนกว่าไร่ เพราะปริมาณน้ำที่คาดไว้ไม่เพียงพอ และส่วนมาตรการที่จะช่วยเป็นมาตรการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) จะร่วมกันทำการเจาะบ่อบาดาลและใช้บ่อบาดาลเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อเข้ามาช่วยในส่วนของ 8 แสนไร่ที่มีความเสี่ยง ส่วนพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกเพิ่มมาหลังจากประกาศให้ชะลอฯอีก 5.6 ล้านไร่ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้แหล่งน้ำตามธรรมชาติและขุดเองบ้าง ก็สามารถดูแลตัวเองได้จนถึงฤดูที่ฝนจะมา
ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่มีการเพาะปลูก 3.45ล้านไร่ รมว.มหาดไทยกล่าวว่า มีมาตรการ 4 มาตรการรองรับ คือ 1.เราคงจะต้องขอให้เลื่อนระยะเวลาการเพาะปลูกออกไปเป็นช่วงเดือน ก.ค. -ส.ค. ซึ่งเรื่องนี้ประกาศหลายครั้งแล้ว 2.ปรับเปลี่ยนพืชที่จะทำการเพาะปลูกเพราะฝนจะมาล่าและมีน้อย โดยหันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและมีอายุสั้น และเป็นพืชที่มีความต้องการของตลาดคือข้าวโพดและถั่วเขียว 3.ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกไปเลย คือเป็นเกษตรผสมผสาน หรือ เกษตรที่ปราณีต ที่กระทรวงเกษตรฯจะคุยกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตร(ธกส.)ในการจัดการทุนที่ต้องใช้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต และ 4. ถ้าจะต้องเลื่อนการเพาะปลูกออกไปเรื่อยๆมีปัญหาเรื่องระยะเวลา ดังนั้น กระทรวงการคลังจะต้องพิจารณาว่าการเลื่อนหนี้หรือการพักชำระหนี้ทั้งต้นและดอกจะทำอย่างไรได้บ้างในพื้นที่ที่มีปีญหา
ส่วนพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่า ภารกิจของทส.คือการขุดเจาะบ่อบาดาลสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกที่มีความเสี่ยงจำนวน 8.5 แสนไร่ เพราะมีพื้นที่บางส่วนที่ไม่สามารถผันน้ำไปได้ ซึ่งจากศักยภาพที่มีอยู่ ในปัจจุบันของปริมาณน้ำใต้ดิน และเครื่องมือที่มีนั้นที่ประชุมกำหนดให้ต้องเสร็จภายในกลางเดือนก.ค. โดยทส.สามารถสนับสนุนบ่อบาดาลได้จำนวน 880 บ่อ ที่แบ่งเป็นสองส่วนคือ บ่อน้ำสังเกตการณ์จำนวน 380 บ่อที่มีอยู่แล้ว เป็นบ่อทางวิชาการที่มีน้ำพร้อมแต่ยังไม่มีเครื่องปั๊ม ไม่ต้องไปเจาะใหม่ ซึ่ง กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ส่งปั๊มน้ำเข้าไปแล้วจำนวน 300เครื่องที่มีอยู่อยู่แล้ว และอาจจะต้องซื้อเพิ่มอีกนิดหน่อย และได้เริ่มทำการปั๊มน้ำแล้วก็พบว่ามีน้ำตามที่คาดไว้ และส่วนอีกคือ 500 บ่อ ที่จะต้องเจาะใหม่ และต้องหาปั๊มเพิ่มอีกจำนวน 80 ปั๊ม ส่วนการเลือกลงพื้นที่เป้าหมายกรมชลประทานจะเป็นฝ่ายชี้เป้าให้
“ทส.ได้ส่งเครื่องมือเจาะไปแล้ว 60 ชุด ทั้งของทส. กองทัพบก และกองทัพไทยที่ทำงานร่วมกัน และนายกรัฐมนตรีฝากเรื่องการสร้างงานในพื้นที่โดยให้เกษตรกรที่ปลูกอะไรไม่ได้เลยประมาณ 2พันคนมาช่วยกัน ซึ่งในส่วนของการขุดบ่อบาดาลไม่ใช่นำน้ำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค แต่เพื่อช่วยที่นา ซึ่งใช้งบประมาณเพิ่มเติม ทั้งหมด84ล้าน ซึ่งในทั้งสองส่วนนี้จะทำให้ได้น้ำ ประมาณ 2แสนลบ.ม. จะช่วยได้ 1-1.3 แสนไร่ ที่เราต้องทำให้เสร็จภายในกลางก.ค. โดยทำงานตลอด 24ชั่วโมง”พลเอกดาว์พงษ์ กล่าว
ขณะที่นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กล่าวว่า การคาดการณ์สถานการณ์ฝนที่เหลือในช่วงฤดูฝนของปี2558จากการติดตามตัวชี้วัดเรื่องเอลนีโญ ทำให้ทราบอย่างแน่นอนว่าภาวะเอลนีโญได้เกิดขึ้นแล้วและมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงประเทศไทยที่ประสบกับปัญหาดังกล่าว หลายประเทศก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อาทิ เกาหลีเหนือ จีน ไต้หวันและอินเดีย จากการคาดการณ์ของหลายสำนักภาวะเอลนีโญที่เกิดขึ้นในปีนี้อาจสูงเท่ากับปี2540ซึ่งเป็นปีที่ภาวะเอลนีโญรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน จะทำให้มรสุมและร่องฝนมีกำลงอ่อนลงอยากมาก โดยจะก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพราะฉะนั้นจะต้องมือการเตรียมการรับมือ
นายอานนท์ กล่าวอีกว่า ได้มองปัจจัยอีก2ประการคือ การแปรผันของมวลน้ำในมหาสมุทรอินเดีย (indian ocean dipole) เมื่อพิจารณาแนวโน้มของปัจจัยนี้ มีแนวโน้มไปในทางที่ดี ซึ่งอาจช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้บ้างแต่ก็ยังมีผลน้อยกว่าภาวะเอลนีโญ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยขึ้นอยู่กับภาวะเอลนีโญอยู่ถึง60%



