ข่าว

'มาร์ค'บี้'บิ๊กตู่'ชัดเจน'กาสิโน'

'มาร์ค'บี้'บิ๊กตู่'ชัดเจน'กาสิโน'

24 มิ.ย. 2558

'อภิสิทธิ์' ค้านพ่วงถาม 'กาสิโน' ประชามติร่างรธน. บี้ 'ประยุทธ์' ชัดเจน 'เอา-ไม่เอา' อย่าให้สังคมต้องเสียเวลา อัดนโยบายพลังงานผิดพลาดทำ ศก.พัง

 
                    24 มิ.ย. 58  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดทางให้ทำประชามติประเด็นเปิดบ่อนกาสิโนเสรีพ่วงกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ว่า เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้รัฐธรรมนูญให้มีประชามติ จะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กติกาที่ใช้ในอนาคต สิ่งที่อยากจะเสนอแนะไม่ว่าการลงคะแนนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะเป็นอย่างไร
 
                    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คงต้องเตรียมพร้อมสำหรับการทำประชามติ เพราะทั่วโลกจับตามอง เพื่อประเมินว่าการทำประชามติเป็นการค้นหาเจตนารมณ์ประชาชนอย่างเที่ยงตรงหรือไม่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ต้องมีมาตรฐานความสุจริตในการลงคะแนน เปิดโอกาสให้คนเห็นต่างแสดงความเห็นให้ประชาชนโดยต้องมีโรดแม็พที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำประชามติด้วย และไม่ควรมีคำถามอื่นนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การเสนอทำประชามติเรื่องกาสิโนเสรี
 
                    "ผมแปลกใจว่า ทำไมจึงเห็นประเด็นกาสิโนเสรี สำคัญพอๆ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องแปลก แต่กลับไม่สนใจเรื่องการปฏิรูปตำรวจ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี มีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะสังคมเสียเวลากับเรื่องนี้ไปมากแล้ว จึงอยากให้เร่งหาข้อยุติ จะได้ไม่มีข้อครหาว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง จนเกิดความหงุดหงิดต่อสื่อมวลชนอีก เพราะถ้านายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่เอา ทุกอย่างก็จบ และหวังว่านายกฯ จะตัดสินใจตามค่านิยม 12 ประการ ที่ให้คนไทยยึดถือ"
 
                    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องกาสิโนเสรีมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมาก และเสนอกันทุกรัฐบาล แต่รัฐบาลที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี มีความชัดเจนว่า ไม่เอาบ่อนกาสิโนเสรี แต่ในขณะนี้ สังคมกลับต้องมาถกเถียงเรื่องนี้ ทำให้เสียเวลาในการแก้ปัญหาอื่น ถ้านายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ปัญหาจะได้จบ สังคมจะได้สนใจเรื่องอื่นที่มีความสำคัญมากกว่า เช่น ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งไม่ใช่การบริหารจัดการน้ำอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการเศรษฐกิจด้วย เพราะประชาชนไม่มีกำลังซื้อ หากเกษตรกรไม่มีรายได้ซ้ำเติมอีก จะเป็นสิ่งที่ทำให้การบริหารเศรษฐกิจแก้ยากมาก จึงต้องมีรูปธรรมการชดเชยการเสียโอกาสของเกษตรกรด้วยเงิน หรือโครงการรองรับ ต้องทำให้เร็ว และขจัดความไม่แน่นอนที่ให้เกษตรกรชะลอการเพาะปลูกโดยไม่ทราบอนาคต
 
                    "ไม่ทราบว่าทำไมรัฐบาลรังเกียจนโยบายประกันรายได้ และประกันราคาพืชผลที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยดำเนินการ ทั้งที่เป็นหลักการที่ไม่ต้องแทรกแซงกลไกตลาด แต่สร้างหลักประกันให้กับเกษตรกรว่า จะมีรายได้ขั้นต่ำ หากนำเรื่องนี้มาทำ เกษตรกรจะมีรายได้ในการประทังชีวิต มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ"
 
 
 
อัดนโยบายพลังงานผิดพลาดทำ ศก.พัง
 
 
                    นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า มีความน่าเป็นห่วง เพราะไปประเมินว่าเกิดจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งความจริงปัญหาหลักอยู่ที่ประชาชนขาดกำลังซื้อ เป็นปัญหาภายในประเทศ ดังนั้นการที่รัฐบาลกำหนดนโยบายที่จะขึ้นภาษีสรรพสามิตแอลพีจีภาคขนส่ง และเอ็นจีวี ในขณะที่ประชาชนไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว ถือเป็นนโยบายที่ผิดพลาด ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนด้านขนส่งจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องนึกถึงเป้าหลักในภาพรวมของเศรษฐกิจก่อน ซึ่งจำเป็นต้องทบทวนนโยบายพลังงานใหม่ เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้ซบเซาจากปัญหาเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก แต่เป็นปัญหาจากปัจจัยภายในประเทศที่ขาดกำลังซื้อ และส่วนหนึ่งมาจากนโยบายพลังงานที่ผิดพลาดด้วย
 
                    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลคิดลงทุนภาครัฐและลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะใช้เวลาและเงินไปกระจุกอยู่ที่คนกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และไม่เชื่อว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะลงทุน จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าได้ โดยรัฐบาลควรมุ่งที่รถไฟระบบทางคู่ ส่วนการทำรถไฟความเร็วสูง กทม. - หนองคาย ควรใช้วิธีร่วมทุนกับจีนแทนการกู้เงิน เพราะมีความเสี่ยงต่อสถานะการเงินของประเทศ และควรทำให้เป็นโครงการรถไฟของอาเซียน เพราะหลายประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน
 
                    "สิ่งที่เป็นห่วง คือ ในขณะนี้ไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขการกู้เงินต่อสาธารณะ ทำให้ไม่ทราบว่ารัฐบาลเตรียมการอย่างไร เช่นเดียวกับสาย กทม. - เชียงใหม่ ก็ควรให้มีความชัดเจน ว่าจะมีการลงทุนอย่างไรด้วย เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยมีการนำกรอบเจรจาไทย - จีน เกี่ยวกับเรื่องนี้เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาแล้ว เมื่อมีข้อตกลงเกิดขึ้นก็ควรนำกลับมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกครั้ง เพื่อให้ สนช.ได้ร่วมพิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ"
 
 
 
ร่วมเปิดตัวหนังสือเขียนโดย 'องอาจ'
 
 
                    นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช นายเกียรติ สิทธิอมร รองหัวหน้าพรรค และอดีต ส.ส.อีกหลายคน ร่วมงานเปิดตัวหนังสือ 'ติมอร์-เลสเต เอกราชเลือด' ที่เขียนโดยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โดยเนื้อหาในหนังสือเป็นการบันทึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวติมอร์ ระหว่างที่นายองอาจ ได้รับเชิญเข้าร่วมสังเกตการณ์นานาชาติของการลงประชามติ ซึ่งเป็นการจัดพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว
 
                    นายองอาจ กล่าวว่า ชาวติมอร์ตะวันออกพยายามต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากทั้งโปรตุเกสและอินโดนีเซีย กระทั่งปี 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งกระทบประเทศอินโดนีเซีย มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำเผด็จการซูฮาโต้ มาเป็นผู้นำคนอื่น และสหประชาชาติเริ่มเข้ากดดันร่วมกับชาวติมอร์ตะวันออก จนกระทั่งได้เอกราชในที่สุด ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะเต็มไปด้วยอันตรายจากการต่อสู้ระหว่างอินโดนีเซียกับชาวติมอร์ที่ต้องการเอกราช เพราะบ้านเมืองอยู่ในสภาวะไม่ปกติ โดยในช่วงเวลานั้นเกิดความสูญเสียจำนวนมากกว่าที่ติมอร์ตะวันออกจะได้เอกราชกลับคืนมา
 
                    "มีผู้ไปลงประชามติกว่า 98% และมีผู้ที่ขอให้แยกตัวออกถึง 78% ติมอร์ตะวันออกจึงได้แยกตัวออกมาเป็นเอกราช ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย แต่ก็ยังเกิดการเข่นฆ่าจนสหประชาชาติต้องส่งทหารเข้าไปดูแลเหตุการณ์ กระทั่งสถานการณ์สงบในช่วงปี พ.ศ. 2545 ก็เริ่มมีการจัดการเลือกตั้งครั้งแรก ใช้เวลา 3 ปีหลังการทำประชามติ ติมอร์ตะวันออกก็มีประธานาธิบดีคนแรก ทั้งนี้ ปัจจุบันติมอร์ตะวันออกยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน เนื่องจากมีบางประเทศคัดค้าน แต่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ได้ เพราะแยกเรื่องกีฬาออกจากการเมืองระหว่างประเทศ"
 
                    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องติมอร์ตะวันออกในที่สุดจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน เพียงแต่ที่ยังไม่สามารถเข้ามาได้ เพราะมีการอ้างว่าอาเซียนมีความยุ่งยากในการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนอยู่แล้ว หากนำประเทศที่มีความไม่พร้อมเข้ามาก็จะทำให้การทำงานยากขึ้น โดยสิ่งที่น่าจะเรียนรู้จากติมอร์ตะวันออก คือ การเรียกร้องเสรีภาพที่จบลงด้วยวิธีการลงประชามติ
 
                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือดังกล่าว ได้มีการสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศไทยที่กำลังจะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญไว้ในตอนท้ายของหนังสือด้วย