ข่าว

ต่อยอดธุรกิจบนความชื่นชอบในสไตล์‘วชิรา จิตศักดานนท์’

ต่อยอดธุรกิจบนความชื่นชอบในสไตล์‘วชิรา จิตศักดานนท์’

24 มิ.ย. 2558

ต่อยอดธุรกิจบนความชื่นชอบ ในสไตล์‘วชิรา จิตศักดานนท์’ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง / ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์ ภาพ / ทวีชัย จันทวงศ์

               การมีต้นทุนชีวิตที่ดี หาใช่เครื่องการันตีว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จเสมอไป หากขาดความขยัน ขาดการดูแลรักษา และขาดการต่อยอดทุนชีวิตต่อไปอีกเพียงนิดเดียว ก็จะกลายเป็นความล้มเหลวไปได้เช่นกัน

               ความคิดนี้จะถูกถ่ายทอดผ่านบรรทัดถัดๆ ไป หลังจากมีโอกาสได้จับเข่าสนทนากับ "เวิร์กกิ้ง วูแมน" ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการรถยนต์และการจัดงานมหกรรมสินค้าหรู ในนามบริษัท ยูเนี่ยน แพน เอ็กซิบิชั่นส์ จำกัด

               ชื่อของ  “จุ๋ม” วชิรา จิตศักดานนท์ ในฐานะกรรมการบริหาร ยูเนี่ยน แพนฯ ยังคงอยู่ในสถานะของผู้ขับเคลื่อนองค์กรต่อจากครอบครัวตลอดระยะเวลา 16 ปี และด้วยฝีมืออันเฉียบคมด้านการบริหารและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  ธุรกิจจึงถูกต่อยอดออกเป็นอีก 6 สาย

               ต้นทุนชีวิตที่ดี หาใช่เครื่องการันตีว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไปเป็นอย่างไร? มาติดตามกัน !

               "จุ๋ม" วชิรา เริ่มต้นการเรียนรู้ธุรกิจ ในฐานะของเด็กฝึกงานในบริษัทของครอบครัว ตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย จากนั้นเริ่มทำงานจริงๆ โดยได้รับการบรรจุมีตำแหน่งในบริษัทเมื่ออายุย่าง 21 ปี หลังจบการศึกษาปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยแมคควอรี่ ประเทศออสเตรเลีย

               "เราเป็นคนเรียนเร็วค่ะ เพราะกระหายอยากทำงานมาก คำว่าเรียน จุ๋มถือว่าเป็นภาระหน้าที่หลักของลูกที่ต้องรับผิดชอบ ต้องทำให้แล้วเสร็จ เมื่อเรียนจบแล้ว เราจะทำอะไรก็ทำได้เต็มที่ มีเวลาเหลือเฟือ ไม่มีภาระหน้าที่อื่นที่ต้องรับผิดชอบอีกแล้ว ก็รีบกลับมาเต็มที่กับงานเลย"

               บริษัท ยูเนี่ยน แพนฯ ของครอบครัวจุ๋มเปิดมากว่า 37 ปีแล้ว ดำเนินธุรกิจรับจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่มีอิมแพ็ค อารีน่า ไม่มีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำให้จู๋มต้องหาโลเกชั่นดีๆ เนรมิตศูนย์แสดงสินค้าชั่วคราวมาใหม่

               "ช่วงนั้นงานหนัก ใช้สมองแล้วต้องใช้กำลังเยอะ เพราะเราต้องเนรมิตพื้นที่ใหม่เซตอัพร้านค้าใหม่ แต่ไม่นานก็มีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านนี้เยอะมาแบ่งเบากระบวนการทำงานได้เยอะมาก เราเตรียมงานใหญ่ๆ กันแค่ 4 วัน ก็พร้อมจัดงานได้ แถมสามารถจัดการเวลาของตัวเองได้มากขึ้น จุ๋มเลยเลือกแบ่งเวลาต่อยอดธุรกิจอื่นๆ ออกไปอีก"

               ปัจจุบันธุรกิจในความรับผิดชอบของสาวมั่นคนนี้มีอยู่ 7 สายด้วยกัน คือบริษัททำมาร์เก็ตติ้ง บริษัทนำเข้า-ส่งออกหินอ่อนและหินแกรนิต โรงแรมเพียตรา บริษัทแสดงสินค้าแต่งบ้าน บริษัทผลิตผลไม้อบแห้งเพื่อสุขภาพ และบริษัท นำเข้าเรือยอชท์หรู ซึ่งทุกธุรกิจล้วนต่อยอดกันมาทั้งสิ้น

               "ถ้าเราทำงานหนึ่งแล้วเห็นช่องทางที่จะเป็นธุรกิจใหม่ได้อีกทางหนึ่งก็จะลงมือทำทันที จุ๋มสนุกที่จะได้เริ่มธุรกิจใหม่เรื่อยๆ” สาวจุ๋มในวัย 37 ปี บอกกล่าวถึงความกระหายจับธุรกิจที่มีมาตั้งแต่เด็ก

               ความสนุกกับงานของจุ๋ม จึงนำมาซึ่งธุรกิจนำเข้าเรือยอชท์ อันเป็นไลฟ์สไตล์แบบไฮเอนด์บนท้องทะเล ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเคยสะท้อนผ่านภาพข่าวหนุ่มสาวโพสต์ภาพคู่กับเรือหรูเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นวิถีท่องเที่ยวที่คนไทยยังไม่คุ้นชินก็ตาม

               กิจการดังกล่าวนี้ ดำเนินการโดยบริษัท แบงค็อก ครุย จำกัด "จุ๋ม" วชิรา ในฐานะกรรมการบริหาร เธอบอกว่า เรือเป็นสิ่งที่ครอบครัวของเธอหลงใหล ทั้งยังเป็นสินค้าที่ต้องจัดแสดงอยู่บ่อยๆ จึงมีพื้นฐานอยู่บ้าง เมื่อเห็นช่องทางการท่องเที่ยวด้วยเรือในบ้านเรายังไม่คึกคัก จึงพร้อมรับมาเป็นอีกธุรกิจใหม่อย่างไม่ลังเล

               “คุณพ่อของจุ๋มเป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์ชอบการเล่นเรือมาตั้งแต่หนุ่มๆ ดังนั้นเรือยอชท์เลยเป็นของรัก เป็นสิ่งที่ไม่ได้ไกลตัวเราเลย จุ๋มเริ่มเล่นตามคุณพ่อมาประมาณ 15-16 ปี แล้ว พลิกผันมาเป็นธุรกิจเพราะความเคยชิน พอดีจังหวะปีนี้ทางภาครัฐก็ผลักดันเรื่องมารีน่ากับธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งการเที่ยวโดยเรือเรามีกิจกรรมหลายอย่างในทริป สามารถไปล่องเรือเล่น ออกไปตกปลา เป็นยานพาหนะที่เดินทางได้อิสระมาก"

               กรรมการบริหาร แบงค็อก ครุย เห็นว่า จังหวัดติดทะเลและมารีน่า จะได้รับการสนับสนุนการท่องเที่ยวทางเรือมากขึ้น แม้ตลาดยังไม่โตพอมากนัก แต่ก็มีหลายช่องทางให้ได้พัฒนากิจการไปได้เรื่อยๆ เพราะประเทศไทยได้เปรียบที่มีท้องทะเลสวยงาม และเรือยอชท์ก็สามารถเดินทางไปได้ง่ายๆ เช่น พัทยา, เกาะเสม็ด จ.ระยอง, จ.กระบี่,จ.ภูเก็ต, จ.สุราษฎร์ธานี และจังหวัดอื่นๆ ที่มีหาดสวย

               ถ้าหากนับมูลค่าด้านการท่องเที่ยวทางทะเลมีมากถึงระดับหลายร้อยล้านบาท แต่ที่น่าเสียดายคือธุรกิจเรือยอชท์ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวในด้านนี้ได้ จุ๋มจึงเล็งเห็นช่องทางธุรกิจ เช่นเดียวกับความคุ้นเคยและคลุกคลีอยู่กับเรือยอชท์มาทุกๆ ด้าน ทั้งความชอบส่วนตัวและในงานแสดงสินค้า

               บริษัท แบงค็อก ครุย จำกัด ให้บริการเช่า-จำหน่ายเรือยอชท์ ไปจนถึงซูเปอร์ยอชท์ ทั้งมือหนึ่ง มือสอง พร้อมเซอร์วิสครบครัน พร้อมนำเข้าแบรนด์เรือยอชท์ แครนซี (Cranchi) สำหรับนักเล่นเรือกระเป๋าหนัก สนนราคาหลัก 10 ล้านบาท ไปจนถึง 100 ล้านบาท

               แครนซี ถือเป็นแบรนด์เก่าแก่อายุ 100 ปีจากประเทศอิตาลี มีชื่อเสียงยาวนานตั้งแต่ ค.ศ.1866 ผลิตด้วยคุณภาพสูงจากโรงงาน 4 แห่ง พร้อมดีลเลอร์เน็ตเวิร์กทั่วโลก ทั้งอเมริกา แคนาดา ยุโรป และเอเชีย เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีความแข็งแรงปลอดภัยสูงมากสำหรับนักเล่นเรือ สามารถเสริมทัพแบรนด์ในบริษัทเพื่อตอบโจทย์การล่องเรือหลายรูปแบบ ตามที่ตั้งใจให้คนที่อยากจะเล่นเรือยอชท์ หรือเล่นอยู่แล้ว สามารถไว้ใจให้ดูแลและให้คำปรึกษาได้

               “มองตรงๆ ว่าถ้าธุรกิจภาคเรือยอชท์เติบโตขึ้น ก็จะยิ่งผลักดันให้การท่องเที่ยวประเภทเรือเข้ามาประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเรือแครนชีเองจะสร้างบรรยากาศล่องเรือแบบลักชัวรี่ เมื่อซื้อเรือแล้วก็จะมีบริการเซอร์วิสแพลทินัม ครอบคลุมทั้งหมดตั้งแต่โรงจอด คนขับ คนดูแล คนทำอาหาร คนเสิร์ฟบนเรือ เหมือนกับเราซื้อไลฟ์สไตล์ดีๆ เช่น วันนี้ลูกค้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศไม่อยากนอนโรงแรมแต่อยากค้างคืนบนเรือ อยากจัดปาร์ตี้กลางทะเล อยากไปดำน้ำ หรืออยากเดินทางไกลด้วยเรือก็สามารถให้บริการได้ หรือลูกค้าจะมาเช่าเรือแล้วซื้อเซอร์วิสเหล่านี้ก็ได้เช่นกัน"

               ดังนั้น จุดที่เป็นเสน่ห์ของธุรกิจการเดินเรือในไทยคือเราสามารถทำเรือให้เป็นบ้านได้ไหม ทั้งในฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ จะเห็นคนที่ใช้เรือเป็นบ้านไปเลยเยอะมาก ไม่ได้อยู่เป็นตึก เป็นบ้านบนพื้นดิน ไลฟ์สไตล์เขาเป็นแบบนั้น แต่คนไทยยังรู้สึกว่าเรือเป็นยานพาหนะพาไปเที่ยว แล้วพากลับ ไม่สามารถนอนได้

               สาวจุ๋มวาดฝันเอาไว้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เธอจะเนรมิตเรือยอชท์ ให้เป็นเสมือนบ้านหลังหนึ่งอย่างในยุโรป เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เช่น บนเรือสามารถดูทีวี มีห้องน้ำกว้างขวาง อาบน้ำได้สบาย มีสิ่งของอำนวยความสะดวกครบครัน มีห้องนอนโปร่งโล่งสบายน่านอน มีพื้นที่ออกกำลังกายและทำกิจกรรมอื่นๆ จัดแพ็กเกจการเดินทางให้หลากหลาย และสุดท้ายคือ ราคาที่วางไว้ให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอื่นๆ ได้กว้างขึ้น ก็จะเป็นกลไกหนึ่งในธุรกิจประเภทท่องเที่ยวที่จะดึงเม็ดเงินเข้าประเทศได้มากตามไปด้วย

                จุ๋ม บอกว่า ต้องไม่รู้สึกวิตกกับธุรกิจหนักๆ พร้อมน้อมรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นเพราะถือเป็นบันไดขั้นสำคัญให้ก้าวข้ามและต่อยอดธุรกิจไปได้อย่างแข็งแกร่ง

               “งานธุรกิจเสน่ห์อยู่ที่การเรียนรู้ การที่ได้เรียนรู้แก่นของการทำธุรกิจนั้นๆ เราได้ศึกษาที่มาที่ไปโปรดักท์อย่างลึกซึ้ง อย่างทำงานกับหิน บริษัท ศิลามณี (1999) หินอ่อน และแกรนิต จำกัดเราจำเป็นต้องรู้ว่าหินมีที่มาที่ไปอย่างไร ก้อนหินที่เราได้สีสันสวยๆ นั้นมีที่มาอย่างไร จัดงานแฟร์เราก็ได้เห็นโปรดักท์ที่หลากหลายศึกษาความต้องการของตลาดสินค้านั้นๆ ไปด้วย มีการคิดเชิดชูสินค้าในไทยยังไงให้เป็นที่นิยมยอมรับมากขึ้น เมื่อความคิดนั้นๆ เราทำได้สมบูรณ์แบบแล้ว จะรู้สึกว่าเป็นพลังให้เราเดินต่อไปอีกธุรกิจหนึ่ง"

               ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ระหว่างทางที่อาจทำให้ต้องสะดุด “จุ๋ม” วชิรา มองว่า เป็นเรื่องปกติของธุรกิจ ด้วยคติ "หากคิดว่าชีวิตนี้เกิดมาไม่มีปัญหาอะไรเลยนั้นมันเรื่องโกหก" จึงนับเป็นเรื่องท้าทายให้เธอก้าวเดินต่อไป ไม่ใช่เพียงความสำเร็จที่รออยู่ หากแต่ยังหมายถึงภูมิต้านทานที่เพิ่มตามมา เหมือนเช่นยอมให้ลูกเจ็บไข้เพื่อได้ภูมิคุ้มกันตอบแทน

               "ธุรกิจก็เหมือนกันจำเป็นต้องให้มีปัญหาเพื่อให้รู้วิธีแก้ปัญหา แล้วเราสามารถเอาวิธีนั้นๆ ไปใช้ปรับปรุงกับธุรกิจอื่นๆ ของเราให้พัฒนาไปไกลมากขึ้นได้ด้วย แนวคิดนี้เป็นแรงผลักให้เราต้องต่อยอดกิจการออกไปอีกด้วยความสนุกค่ะ อนาคตจุ๋มอาจจะมี 20 ธุรกิจ ตอนอายุ 50 ก็ได้” สาวจุ๋มทิ้งท้าย

** การปลูกฝังที่ดี**

               “จุ๋ม” วชิรา จิตศักดานนท์   เป็นลูกคนโตของ ดร.วีระเดช และ สุรี จิตศักดานนท์ ครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ มีพี่่น้องด้วยกัน 4 คน แทบทุกคนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ด้วยความเป็นลูกสาวคนโตสาวจุ๋มเล่าให้ฟังว่า ได้รับการคาดหวังจากพ่อแม่ว่า จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี และคอยดูแลน้องๆ ให้เรียนรู้ พ่อแม่เป็นผู้นำการสร้างนิสัยความรับผิดชอบสูง รู้จักวางแผน และสอนให้ลูกรู้ว่าอีกหน่อยจะต้องมาทำธุรกิจอย่างไม่อ้อมค้อมแต่ไม่กดดัน

               “สิ่งที่จุ๋มเห็นตั้งแต่เด็กคือภาพการทำงานของคุณพ่อคุณแม่ ท่านทำให้จุ๋มรู้ว่าการทำงานไม่ใช่หน้าที่ การทำงานเป็นเสมือนสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์แบบ ถ้าทำงานเพื่อนั่งนับว่าเมื่อไหร่จะได้หยุดเมื่อไหร่จะเลิกงานแบบนั้นเราตีกรอบให้ตัวเองมากเกินไปค่ะ การจับงานเยอะๆ เทคนิคอยู่ที่การบริหารเวลา ต้องพยายามจัดสรรเวลาให้ถูก วันไหนต้องให้ความสำคัญกับธุรกิจตัวไหน"

               สำหรับการวางแผนงาน วชิรา บอกว่า ในแต่ละสัปดาห์จะวางแผนและบริหารเวลาล่วงหน้า 5 วัน ว่าจะทำอะไรบ้าง จะจัดเวลาให้ตัวเองให้เพื่อน ให้ครอบครัว ต้องบาลานซ์กัน

               "ช่วงที่รู้สึกว่าทำงานเยอะเกินไปจะนำลูกๆ ทั้ง 3 คน วัยย่างเข้า 10 ขวบมาเลี้ยงที่บริษัท ให้เห็นการทำงานของพ่อแม่อย่างที่พ่อแม่เราเคยปลูกฝังเอาไว้ เราให้อิสระลูกมากสามารถคุยกับเราได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งในห้องประชุมก็สามารถคุยและเสนอความคิดเห็นกับผู้ใหญ่ได้”