
เขื่อนกาญจน์ก๊อกสุดท้ายจัดการน้ำ
เขื่อนกาญจน์ก๊อกสุดท้ายจัดการน้ำ : โดยทีมข่าวภูมิภาค
แม้ชั่วโมงนี้ เขื่อนขนาดใหญ่ใน จ.กาญจนบุรี 2 เขื่อน กำลังรับบทบาทพระเอกในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานวิกฤติการณ์ภัยแล้งอยู่ก็ตาม หากแต่ในอนาคตอันใกล้ หรืออย่างน้อยภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ถ้าหากการบริหารจัดการน้ำที่เหลืออยู่ในอ่างไม่สามารถตอบสารพัดโจทย์ของการใช้สอยประโยชน์ได้ การตัดสินใจใดๆ ก็อาจจะกลายเป็นผู้ร้ายไปได้ในชั่วข้ามคืน
ด้วยศักยภาพกักเก็บน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์ ที่ระดับความจุ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณกักเก็บน้ำอยู่ในอ่าง ณ วันที่ 23 มิถุนายน 12,058 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณสามารถกักเก็บน้ำได้ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณน้ำอยู่ในอ่างขณะนี้ 3,513 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่าง
จึงอาจนับได้ว่า ปริมาณน้ำที่เหลือใน 2 เขื่อนใหญ่ในหุบเขาด้านตะวันตกของประเทศคือน้ำเลี้ยง "ก๊อกสุดท้าย" ที่จะสามารถแจกจ่ายไปเพื่อการอุปโภคบริโภค และกิจกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นในยามวิกฤติถึงที่สุด กรณีฝนฟ้าห่างหายไปอีกหลายเดือน ขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ต้นทางของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำเหลืออยู่เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับความจุอ่าง หรืออย่างที่ทราบกันว่า กำลังเดินเข้าสู่ภาวะ "น้ำตาย"
ปรากฏการณ์ "น้ำลง" ต่ำสุด ที่ตลาดน้่ำอัมพวา จ.สมุทรสงคราม ปลายน้ำของสองเขื่อนใหญ่กาญจนบุรี ดูเหมือนกำลังจะกลายเป็นใบเสร็จฟ้องร้องว่า การแจกจ่ายทรัพยากรน้ำสู่เบื้องล่างไม่เป็นไปตามกฎของการบริหารจัดการ แม้ว่าชาวบ้านร้านตลาด และนักการเมืองท้องถิ่นที่อัมพวาพากันประสานเสียงว่า อย่าได้ตื่นตระหนก เพราะเป็นภาวะปกติ หากแต่ปรากฏการณ์ "น้ำขึ้น" สูงสุดของวัน ก็หาได้เป็นเครื่องยืนยันว่า ระดับน้ำนั้นเทียบเท่ากับช่วงเดียวกันของหลายๆ ปีก่อนหน้า โดยเฉพาะเมื่อย้อนลึกกลับไปก่อนปี 2555 ที่รัฐบาลเลือกใช้ "การเมืองนำ" การบริหารจัดการ พร่องน้ำทิ้งจนเกิดโรคแล้งเรื้อรังถึงปัจจุบัน
ปริมาณการปล่อยและระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองในหลายจุดต่างหาก ที่จะเป็นเครื่องยืนยันถึงความปกติ หรืออปกติ ประเสริฐ ธำรงวิศว ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ ยอมรับว่า เขื่อนได้ลดปริมาณการระบายน้ำลง จากเดิมวันละ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือวันละ 12 ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะน้ำในเขื่อนทางโซนภาคเหนือเหลือศักยภาพปล่อยลงมาได้เพียงวันละ 6 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
การปล่อยน้่ำจากโซนภาคเหนือในความหมายของ ผอ.ประเสริฐ จะเป็นที่อื่นไปไม่ได้ นอกจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน(พิษณุโลก) และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ลพบุรี) ที่กำลังประสบภาวะวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ดังที่ปรากฏตัวเลขระดับน้ำในอ่างตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน จนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2558 ลดลงอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญยิ่งต่อสถานการณ์แล้งหนักหน่วงช่วงฝนทิ้งช่วงนับจากนี้
การลำเลียงน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ในฟากตะวันตก ข้ามฟากมายังฝั่งตะวันออก ถึงโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ ย่านถนนกาญจนาภิเษก ของการประปานครหลวง น่าจะตอบโจทย์ได้ประการหนึ่งว่า เพราะเหตุใดเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณจึงต้องเข้ามามีบทบาทเป็นทัพหลวง "ตั้งรับวิกฤติ"
จึงจำเป็นอยู่เองที่ ผอ.เขื่อนวชิราลงกรณ ต้องส่งสัญญาณถึงคนเมืองให้ช่วยกันประหยัด
"น้ำกินน้ำใช้ของ กทม.ก็ให้ช่วยกันประหยัด และเก็บน้ำสำรองไว้ด้วย เพราะถ้าน้ำเหนือไม่มาก็จะมีน้ำเค็มหนุนเข้ามาในคลองประปา ก็ยิ่งจะแย่ไปกันใหญ่ ถ้าหากเกิดแล้งรุนแรงก็ต้องมองต้นทุนน้ำเป็นหลัก แบ่งปันกันไปช่วยประเหยัดกันได้ ก็ต้องช่วยกันมองให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมไว้ก่อน" ผอ.ประเสริฐ กล่าว
เมื่อช่วงเดือนมกราคม-ต้นมิถุนายนที่ผ่านมา เขื่อนวชิราลงกรณปล่อยน้ำออกไปแล้วในอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เพราะความต้องการน้ำท้ายเขื่อนมีมากในช่วงหน้าแล้ง ขณะเดียวกันกลับปรากฏว่า น้ำไหลเข้าเขื่อนมีปริมาณน้อยกว่าที่คาดการณ์ นั่นหมายถึงว่า เมื่อเวลายิ่งผ่านไป ระดับน้ำในอ่างกลับลดลง แม้ว่าจะมีฝนตกลงมาบ้างแล้วก็ตาม
ปริมาณน้ำในเขื่อนวชิราลงกรณเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน มีอยู่ในอ่าง 3,761 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 42% ถึงวันที่ 23 มิถุนายน ลดลงเหลือ 3,513 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 40% ซึ่งผอ.เขื่อนบอกว่า แนวทางการปฏิบัติจะมีคณะผู้บริหารจัดการน้ำแล้งจากกรมวิชาการเกษตรและคณะกรรมการชุดใหญ่ร่วมกันจัดสรร โดยกำหนดไว้ว่า จากเดือนมกราคม-มิถุนายน จะปล่อยน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคมากน้อยอย่างไร ซึ่งทุกกรณีจะต้องปรับไปตามความจำเป็น
มีความจำเป็นที่คล้ายๆ กันในพื้นที่ 7 จังหวัดที่อาศัยน้ำเพื่อการเกษตรเป็นหลักคือ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม หากแต่น้ำจืดจำนวนมหาศาลในภาคตะวันตกก็เป็นอีกเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงการอุปโภคบริโภคในกรุงเทพมหนคร โดยเฉพาะน้่ำดิบจากเขื่อนศรีนครินทร์
"แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงเข้าฤดูฝนแล้วก็ตาม ในอ่างเก็บน้ำยังมีปริมาณน้ำน้อยมาก จึงขอให้ประชาชนผู้ใช้น้ำท้ายเขื่อนช่วยกันประหยัด ใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิฉะนั้นก็จะเกิดปัญหาความเดือดร้อนกันเพิ่มขึ้น" ธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ สำทับอีกแรง
ด้วยภาวะแห้งแล้งยาวนาน ยังผลให้เขื่อนศรีนครินทร์ต้องระบายน้ำออกมากขึ้นเป็นวันละ 6-10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการทำนาปีที่ชาวนาเริ่มปักดำกันแล้ว ขณะที่มีน้ำไหลเข้าอ่างเพียงวันละ 1-2 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น นั่นก็หมายถึงว่า ถ้าฝนฟ้ายังทิ้งช่วงเช่นนี้ต่อไป ระดับน้ำในอ่างเขื่อนศรีนครินทร์ก็จะลดลงเรื่อยๆจนถึงจุดน่าวิตก ซึ่งผอ.ธนรัชต์ คาดการณ์ว่า ถ้าหากแล้งยาวนานถึง 3 เดือน เขื่อนก็อยู่ในเกณฑ์ หมดสภาพ
แต่นี่ก็อาจเป็นการมองโลกในแง่ดีอยู่ไม่น้อย เพราะระยะเวลา 90 วันเช่นว่า จะเข้าหน้ามรสุมค่อนข้างพอดิบพอดีพอดี
ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนมีอยู่ 12,058 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 68 ของความจุอ่าง ลดลงจากเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่มีอยู่ 69% หรือ 12,159 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่าระดับความสูงของน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ที่ลดลงจาก 166.59 เมตร เหลือ 164.84 เมตร หรือประมาณ 2 เมตรกว่าๆ มีความสัมพันธ์อย่างไรกับระดับน้ำท้ายเขื่อนในแม่น้ำแม่กลองที่ลดลงจนสามารถสังเกตได้ด้วยตาว่าเห็นหาด ขณะที่อัมพวากลับแห้งขอดในช่วงน้ำตายหรือน้ำลงต่ำสุด ซึ่งก็ยังไม่มีตัวเลขยืนยันเช่นกันว่า ช่วงระบายน้ำปกติเมื่อก่อนปี 2555 นั้น ระดับน้ำในแม่น้ำเป็นเช่นไร
นัยสำคัญของการระบายน้ำวันละ 6-10 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเขื่อนศรีนครินทร์ จึงเป็นประเด็นชวนติดตามว่า มีความสัมพันธ์กับการสำรองหรือแม้แต่ลำเลียงน้ำสู่โรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ของการประปานครหลวงอย่างไร และได้สัดส่วนพอเหมาะพอดีกับความต้องการของทุกฝ่ายทั้งภาคเกษตรกรรม และการรักษาระบบนิเวศสักแค่ไหน เพราะในภาวะเช่นนี้ มักมีข้อสงสัยจากคนทำนาทำไร่ผู้ต้องพึ่งพิงน้ำเขื่อนต่อลมหายใจก่อนฝนฟ้าจะตกต้องตามเวลาว่า "น้ำในเขื่อนหายไปไหน?"
แรม เชียงกา ตัวแทนชาวนากาญจนบุรี บอกว่า เมื่อรัฐบาลประกาศให้ชาวนาเลื่อนการทำนาปีออกไป ขณะนี้กลุ่มเกษตรกรกำลังรวมกลุ่มกันอยู่ แต่ก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะมีกฎหมายบังคับ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กาญจนบุรีไม่ได้ขาดแคลนน้ำ ทั้งเพื่อการเกษตรและขับไล่น้ำเค็ม
"กิจกรรมต่างๆ ของทั้งสองเขื่อนใหญ่ยังคงดำเนินการต่อไป เพื่อแก้ปัญหาทั้งการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ การกักเก็บน้ำเพื่อให้เพียงพอกับการใช้ของเกษตรกร รวมถึงการใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ หากแต่ว่า ถ้าฝนต้องทิ้งช่วงติดต่อกันถึงปีที่สามคือปีนี้ รัฐบาลต้องคิดต่อกันแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้น นั่นแหละปัญหาใหญ่ของรัฐบาล ทั้งปัญหาเรื่องน้ำและความเดือดร้อนในเรื่องปากท้องของชาวไร่ชาวนา" แรม กล่าวทิ้งท้ายอย่างเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องแบ่งสรรปันน้ำกันในยามวิกฤติ
โดยเฉพาะน้ำก๊อกสุดท้ายจากสองเขื่อนใหญ่แห่งกาญจนบุรี



