ข่าว

5จว.ชายแดนภาคใต้เตรียมพร้อมรับมือ‘เมอร์ส’

5จว.ชายแดนภาคใต้เตรียมพร้อมรับมือ‘เมอร์ส’

24 มิ.ย. 2558

5จว.ชายแดนภาคใต้ เตรียมพร้อมรับมือ‘เมอร์ส’ : สำนักข่าวเนชั่น-สมชาย สามารถ

               การพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ 2012 “เมอร์ส” รายแรกในประเทศไทย ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการป้องกันกลุ่มเสี่ยง พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อเมอร์ส เนื่องจากมีชาวไทยมุสลิมเดินทางไป-กลับประเทศแถบตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบการระบาดของโรค เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ท่องเที่ยว ทำงาน ศึกษา ติดต่อธุรกิจอยู่ตลอดทั้งปี

               เดือนสิงหาคม 2558 ที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้ พี่น้องชาวไทยมุสลิมจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์จำนวน 10,400 คน ทำให้หน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมความพร้อม ด้วยการวางมาตรการป้องกันต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงการเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์

               ดร.นพ.สุวิช ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า การดำเนินการในขณะนี้ ทั้งมาตรการเชิงรุกและรับ ได้แก่

               1.การจัดตั้งทีมพิเศษ เพื่อดำเนินการวินิจฉัยโรคขึ้นมา ทีมนี้จะทำหน้าที่ออกไปยังพื้นที่ตามที่ได้รับแจ้งว่า พบผู้ต้องสงสัยเพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว

               2.การส่งแพทย์ประจำท่าอากาศยานหาดใหญ่ ท่าอากาศยานนราธิวาส เพื่อทำหน้าที่ในการวินิจฉัยโรคได้ทันที จากเดิมที่จะใช้เจ้าหน้าที่พยาบาลเท่านั้น

               3.การประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชนเพื่อลดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนก รวมถึงการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงไปพร้อมกันด้วย

               ส่วนมาตรการป้องกัน ได้แก่

               1.การเตรียมพร้อมอุปกรณ์ป้องกันให้แก่โรงพยาบาลและบุคลากรในพื้นที่ สำหรับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ

               2.การจัดส่งอุปกรณ์ป้องกัน (หน้ากากอนามัย) ให้แก่โรงพยาบาลและสถานพยาบาลในชุมชน เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่

               3.การเฝ้าติดตามพี่น้องไทยมุสลิม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้และคนใกล้ชิด ที่เดินทางกลับมาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง จะเฝ้าระวังติดตามดูอาการเป็นเวลา 1 เดือน

               ในขณะเดียวกันก็สั่งการให้โรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนในพื้นที่จัดวางมาตรการป้องกันและรับมือเช่นดียวกันกับโรงพยาบาลของรัฐ

               อับดุลเล๊าะ หะยีสะบูดิง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนราธิวาส กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ เนื่องจากการใช้บริการผ่านท่าอากาศยานนราธิวาสส่วนใหญ่จะเป็นผู้โดยสารภายในประเทศ หากเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศจะต้องผ่านการตรวจจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ หรือท่าอากาศยานดอนเมืองอยู่แล้ว

               ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียที่เดินทางผ่านด่านชายแดนเข้าก็จะมีเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมโรคทำหน้าที่ตรวจสอบก่อนเดินทางเข้ามาในประเทศไทย นอกจากนี้จะมีการประสานกับเจ้าหน้าที่ของสายการบินกรณีมีการพบผู้ต้องสงสัยก็จะตรวจสอบ ขณะนี้สนามบินนราธิวาส มีพยาบาลมาประจำ เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังในช่วงนี้แล้ว

               ส่วนมาตรการรองรับการเดินทางกลับจากฮัจญ์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนราธิวาส กล่าวว่า จะประชุมอีกครั้งก่อนที่พี่น้องไทยมุสลิมจะเดินทาง โดยจะตั้งวอร์รูมขึ้นมา ซึ่งเป็นการดำเนินการประจำทุกปี โดยการเดินทางไปฮัญจ์ เที่ยวแรกวันที่ 16-17 สิงหาคม โดยจะมี 4 เที่ยวบิน วันละ 2 เที่ยวบิน เช้ากับบ่าย

               ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนราธิวาส กล่าวว่า ปีนี้การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินตรงจากนราธิวาสอีก 2 เที่ยวบิน จากเดิมที่บินตรงจากนราธิวาสแค่ 2 เที่ยวบินเท่านั้น ปีนี้เพิ่มเป็น 4 เที่ยวบิน โดยเที่ยวบินเดินทางกลับวันละ 1 เที่ยว ระหว่างวันที่ 1, 2, 3, 4 ตุลาคม

               นพ.พีระพงศ์ ภาวนาสุทธิไพศิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ยะลา กล่าวว่า สิ่งที่ได้ดำเนินการไปในขณะนี้คือ การเตือนประชาชน ในส่วนของการเตรียมพร้อมของโรงพยาบาลก็ได้เตรียมพร้อมตั้งแต่จุดสกรีน ติดป้ายตอนซักประวัติ

               สำหรับหลักปฏิบัตินั้น นพ.พีระพงศ์ กล่าวว่า ถ้าเดินทางมาจากต่างประเทศ มีไข้ ไอ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้จะเน้นประเทศเกาหลีใต้ กับประเทศแถบตะวันออกกลาง ส่วนเรื่องสถานที่ก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เช่น ห้องตรวจแยกโรค ห้องแยกโรค ในขณะะที่เจ้าหน้าที่เองก็มีความพร้อมในด้านการระมัดระวัง โดยเฉพาะเรื่องอุปกรณ์ป้องกันตัวที่เตรียมไว้หมดแล้ว

               “หลังจากเดินทางกลับจากฮัจญ์ต้องเน้นเยอะมากหน่อย เพราะมีพี่น้องมุสลิมไปประกอบพิธีฮัญจ์จำนวนมาก อย่างของ อ.เมืองยะลา ประมาณ 300 คน หากทั้งจังหวัดก็มีหลาย 1,000 คน ซึ่งต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้” นพ.พีระพงศ์กล่าว

               อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มที่เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ซึ่งไม่ขึ้นทะเบียนไว้นั้น เจ้าหน้าที่จะต้องเฝ้าระวัง โดยการมอบหมายให้ อสม.ซึ่งอยู่ในพื้นที่เฝ้าติดตาม เพราะจะเป็นผู้ที่รู้ดีว่าใครบ้างที่ไปอุมเราะห์ในหมู่บ้านของตัวเอง แต่ยอมรับว่าการเฝ้าระวังทำได้ยากมาก ซึ่งต้องใช้วิธีตั้งรับคือ วิธีการซักประวัติ เนื่องจากการเดินทางไปอุมเราะห์สามารถเดินทางได้ตลอดทั้งปี ฉะนั้นหาก อสม.พบว่าใครเป็นไข้ให้มาบอกเจ้าหน้าที่ตามลำดับ แล้วประสานกับทางโรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันได้วางระบบเอาไว้เป็นอย่างดี

               “จำนวนคนที่เดินทางไปอุมเราะห์ปริมาณใกล้เคียงกับไปฮัจญ์ แต่ว่าการเดินทางไปเป็นแบบกระจายไปทั้งปี แต่ฮัจญ์ไปช่วงเดียว และเดินทางกลับมาพร้อมๆ กัน นั่นคือความยากในการเฝ้าระวัง และเป็นจุดที่เรายังจัดการอะไรที่เป็นระบบ เรื่องทะเบียน การเฝ้าระวังก็คงจะลำบาก”

               ส่วนคนที่เดินทางไปฮัจญ์ ได้ขึ้นทะเบียนรายชื่อทั้งหมด เนื่องจากทางจังหวัดชายแดนภาคใต้มีระบบการดูแลผู้ป่วยฮัจ์ ทำมาหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่การเตรียมพร้อมก่อนเดินทาง ฉีดวัคซีน กลับมาเราก็เฝ้าระวังไปให้ อสม.หรือโรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบลไปเฝ้าระวังที่บ้านประมาณ 1 เดือนหลังจากเดินทางกลับ

               นี่คือการเตรียมความพร้อมรับมือสำหรับพื้นที่เสี่ยงของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นด่านหน้าสำหรับการคัดกรองผู้ติดเชื้อ ซึ่งถือเป็นการทำงานที่ต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนที่เดินทางไปยังประเทศเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสมรณะนี้ด้วย

               จำนวนผู้เดินทางประกอบพิธีฮัจญ์ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

               ปัตตานี จำนวน 1,901 คน

               นราธิวาส จำนวน 1,612 คน

               สงขลา จำนวน 1,440 คน

               ยะลา จำนวน 1,205 คน

               สตูล จำนวน 737 คน