
ก.ม.ใหม่ขจัดสินบนใต้โต๊ะสร้างความวางใจนักลงทุนไทย-เทศ
ก.ม.ใหม่ขจัดสินบนใต้โต๊ะ สร้างความวางใจนักลงทุนไทย-เทศ
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้าต่อต้านและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง พร้อมประกาศเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไขด่วน โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เข้าด้วยกัน มีคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขึ้นมาดำเนินการ ขณะเดียวกันก็มีการแก้ไขและออกกฎหมายใหม่มารองรับให้ทันสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมและการทำธุรกิจในรูปแบบต่างๆ
หลายคนคงจะไม่ทราบว่า เดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ประเทศไทยจะมีกฎหมายใหม่ออกมาบังคับใช้อีก 1 ฉบับ ที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นและเศรษฐกิจการลงทุนของประเทศอย่างมาก คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดมาตรการให้การขอใบอนุญาตต่างๆ จากทางราชการลดขั้นตอนลง และปิดเส้นทางการเรียกรับสินบนในการขออนุญาตประกอบธุรกิจในบ้านเรา ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรัง ทำให้ต่างชาติไม่อยากเข้ามาลงทุน...!!!
สังคมอาจตั้งข้อสงสัยถึงที่มาของ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ซึ่ง ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (เอซีที) ไขความกระจ่างให้ฟังว่า ที่จริงแล้วเป็นข้อเสนอจากนักธุรกิจเพื่อแก้ปัญหานักลงทุนทั้งในและต่างประเทศร้องเรียนเรื่องเงินใต้โต๊ะในการขอใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่กฎหมายใหม่จะออกมาบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเสียที
ทั้งนี้ กฎหมายบังคับให้หน่วยราชการที่มีหน้าที่ออกใบอนุญาตต่างๆ ต้องทำงานอย่างชัดเจน โปร่งใส มีกระบวนการทำงานและระยะเวลาที่แน่นอน ตอบคำถามได้เมื่อมีขั้นตอนหรือต้องใช้กรอบเวลาในการออกใบอนุญาตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือผู้ที่ยื่นขอใบอนุญาตต้องเข้าไปตรวจสอบความคืบหน้าได้ทุกขั้นตอน
“ในอดีต ขอใบ รง.4 หรือใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ต้องใช้เงินใต้โต๊ะ 100-200 ล้านบาท และใช้เวลานานมาก มีคำขอค้างอยู่เป็นจำนวนมาก จนกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ กรณีของนักลงทุนต่างชาติ”
กฎหมายฉบับนี้ แม้มาจากการต่อสู้ของภาคธุรกิจ แต่ชาวบ้านก็ได้ประโยชน์ด้วย เพราะครอบคลุมการขอใบอนุญาตทุกอย่าง เช่น จะเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านมินิมาร์ทปากซอย เท่าที่เราทำการศึกษาวิจัย ต้องขอใบอนุญาตถึง 36 ใบ หากจะเปิดร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ ต้องขอใบอนุญาต 70 ใบ หรือแม้แต่การขอใบอนุญาตทำงาน หรือ เวิร์ก เพอร์มิต ก็มีปัญหาเช่นกัน เหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจ แม้จะเป็นรากหญ้าก็เดือดร้อน หากแก้ไขได้จริงก็จะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์
อย่างไรก็ดี เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลดูจะพอใจที่กฎหมายใหม่กำลังมีผลบังคับใช้ และสั่งให้จั้ดทำคู่มือบริการประชาชน เป็น “คู่มือกลาง” ที่ใช้กับทุกหน่วยงาน ทั้งที่จริงๆ แล้วใบอนุญาตที่ประชาชนเกี่ยวข้องมี 1,450 ใบ ภายใต้กฎหมาย 400 กว่าฉบับ มีหน่วยราชการเกี่ยวข้อง 42,000 แห่ง ช่วงเวลาที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ เพราะเปิดช่องให้เตรียมความพร้อมนั้น น่าจะให้หน่วยงานที่มีอำนาจขอใบอนุญาตเสนอแนวทางการปรับปรุงการทำงานของตนเอง และมีคู่มือของตัวเองก่อน
บทเรียนจาก รง.4 คสช.ใช้อำนาจพิเศษ ปรากฏว่าใช้เวลาแค่ 10 วันจบ เรื่องที่ตกค้างอยู่หลายร้อยเรื่องก็เคลียร์ได้ทั้งหมด ปัจจุบันการขอใบ รง.4 มีขั้นตอนชัดเจน ใช้เวลา 30 วัน ไม่เกิน 90 ต้องจบ เราอยากให้ทุกหน่วยงานทำเหมือน รง.4 ก่อน คือวางแนวทางแก้ไขของตนเองก่อนไปสู่การจัดทำคู่มือกลางเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
“ผมคิดว่า ถ้าทำได้จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การปฏิบัติงานบริการประชาชน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานและมีคู่มือรอ แต่หน่วยราชการหลายแห่งยังบ่ายเบี่ยง ยังตอบไม่ได้ว่า การเดินเอกสาร 1 เรื่องใช้เวลากี่วัน”
ในยุค คสช.ที่มีการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทางองค์กรได้ผลักดันกฎหมาย 6 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยมี 2 ฉบับที่คืบหน้าไปมาก คือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว กับอีกฉบับหนึ่ง คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่ออนุวัตตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 (United Nations Convention against Corruption : UNCAC) กฎหมายฉบับนี้จะส่งผลให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่ในข่ายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนทั่วโลก ขณะนี้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา
“ผลก็คือ ตามยึดทรัพย์ข้ามประเทศได้ สำหรับประเทศไทยถ้าเป็นคดีทุจริตที่ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) รับผิดชอบ เพียงแค่ ป.ป.ช.ชี้มูลก็ยึดทรัพย์ข้ามประเทศได้เลย ไม่ต้องรอศาลพิพากษา กฎหมายฉบับนี้ผลักดันกันมานาน ผ่าน ครม.ตั้งแต่ปี 2550 ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาปี 2552 แต่ก็ไม่สามารถตราเป็นกฎหมายได้ ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาล ก็ต้องรอดูรัฐบาล คสช.ว่าจะจริงจังแค่ไหน”
อย่างไรก็ดี ปัญหาการปราบทุจริตในประเทศไทยคือ การดำเนินคดีเป็นไปอย่างล่าช้า ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย ประเด็นนี้ ดร.มานะ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้คดีคอร์รัปชั่นล่าช้า เท่าที่ศึกษาวิจัยเมื่อเรื่องร้องเรียนทุจริตเข้าไปที่ ป.ป.ช. จะใช้เวลาปีครึ่งถึง 3 ปีครึ่งในการแสวงหาข้อเท็จจริง ถ้าสรุปว่ามีมูลก็จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 1 ปีครึ่งถึง 3 ปีครึ่ง ส่วน ป.ป.ท. หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรมนั้น ตั้งแต่ตั้งหน่วยมามีคดีชี้มูลและยื่นฟ้องไปเพียงเรื่องเดียว ความเสียหายมูลค่า 8,000 บาท ตั้งหน่วยงานมา 7 ปี มีเลขาธิการไปแล้ว 8 คน
สำหรับกฎหมายแก้คอร์รัปชั่นอีก 4 ฉบับ ที่ยังไม่มีความคืบหน้า ได้แก่
1.พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ เพื่อคุมกลไกการจัดซื้อจัดจ้างไม่ให้รั่วไหล และภาคประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ
2.พ.ร.บ.สำนักงบประมาณประจำรัฐสภา เพื่อแก้ปัญหานักการเมืองเล่นแร่แปรธาตุกับงบประมาณ ตรวจสอบการใช้งบในโครงการประชานิยม นำเงินมาจากไหน หากไม่สำเร็จใครคือผู้รับผิดชอบ 3.พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฉบับใหม่ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อตรวจสอบทุจริตอย่างแท้จริง และ 4.พ.ร.บ.การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เพื่อทำให้สื่อมีความเป็นอิสระ จากอิทธิพลของผู้มีอำนาจที่ใช้งบประมาณของรัฐเข้าไปซื้อสื่อ
ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีประเด็นที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นกำลังดำเนินการ คือ รณรงค์และปลูกฝังเด็กและเยาวชนไม่ให้ยอมรับการโกง โดยผลักดันให้บรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตอนนี้เริ่มแล้วที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ถือเป็นพลวัตแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่ประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง...!



