ข่าว

ก้าวสู่ปีที่3'ชมรมปั่นเพาะรัก'แบ่งปันน้ำใจใช้ถนนร่วมกัน

ก้าวสู่ปีที่3'ชมรมปั่นเพาะรัก'แบ่งปันน้ำใจใช้ถนนร่วมกัน

22 มิ.ย. 2558

ก้าวสู่ปีที่3 "ชมรมปั่นเพาะรัก" อดีต ส.ส.อนุชา สะสมทรัพย์ "แบ่งปันน้ำใจใช้ถนนร่วมกันอย่างมีสติ" : อริย์ธัช พรอัศวโยธิน รายงาน

 
          นับเวลาผ่านมานานหลายปี กับ นายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.เขต 4 จังหวัดนครปฐม ที่ใช้เวลาว่างยามเช้ามุ่งมั่นในการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานเพื่อรักษาสุขภาพให้มีความสมบูรณ์แข็งแรง จนมีเพื่อนนักปั่นมาขอร่วมกลุ่มปั่นจักรยานออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งจากเดิมที่มีแค่เพียงสมาชิกในครอบครัวและคนใกล้ชิด  แต่พอผ่านไปได้ระยะหนึ่ง  ก็เริ่มมีผู้คนสนใจ เข้ากลุ่มกันมากขึ้น จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จึงได้เกิดชมรมนักปั่นจักรยานของจังหวัดนครปฐมขึ้นมาในนาม “ชมรมปั่นเพาะรัก”โดยมีนายอนุชา สะสมทรัพย์ เป็นประธานชมรม
                     
          นายอนุชา สะสมทรัพย์ บอกว่า ปัจจุบันชมรมปั่นเพาะรักตั้งมาได้ 2 ปีแล้วและกำลังก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 3 ปัจจุบันมีสมาชิกล่าสุดประมาณ 200 กว่าคน  จากที่มีการลงทะเบียนและจัดกิจกรรมในวาระครบรอบ 2 ปี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา  ซึ่งต้องบอกเลยว่าสมาชิกของชมรมทุกคน มีความรัก สามัคคี และเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นมาก  ทุกเช้าที่เรามีกิจกรรมปั่นจักรยาน สมาชิกทุกคนจะมาปั่นจักรยานร่วมกันเป็นขบวนและ คอยดูแลซึ่งกันและกัน บางครั้งก็มีโอกาสได้พบปะกับกลุ่มนักปั่นจักรยานกลุ่มอื่นๆ บ้าง ส่วนมากก็เป็นมิตรกันหมด เจอกันทักทายปราศรัยกัน และก็จะมีกิจกรรมร่วมกลุ่มกันได้ ในสายจักรยานด้วยกัน ซึ่งการปั่นจักรยานออกกำลังกายที่เห็นทั่วๆ ไป จะมีทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น สำหรับผม ผมมีความรู้สึกว่าชอบปั่นตอนเช้า ในช่วงเช้ามืด โดยกลุ่มของเรานั้นจะปั่นกันตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ออกไปในพื้นที่ ที่เป็นถนนรองไม่ใช่ถนนหลัก ซึ่งก็จะไปได้ไกลวันหนึ่งก็ประมาณ  20 กม.ได้  เพราะถนนจะน้อยถนนก็จะโล่ง  6 โมงกว่า ๆ เราก็เสร็จแล้ว ใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงเท่านั้น  แต ถ้าหลัง 6 โมงเช้าไปแล้วรถก็จะเยอะเพราะคนจะไปทำงานบ้าง  เด็กจะไปโรงเรียนบ้าง มันก็เลยดูชุลมุนไปนิดหนึ่ง
                      
          “ทุกวันนี้ทุกคนต้องการที่จะมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง  การออกกำลังกายจึงเป็นการเริ่มต้นเพื่อสุขภาพ โดยคนเราก็จะมามองกันว่าออกกำลังกายอย่างไหนดีมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ อย่าง “ปั่นเพาะรัก” นั้นเริ่มต้นจากการเดิน แต่การเดิน มันได้แต่บรรยากาศเก่าๆ ซ้ำๆกัน บางคนก็อาจจะเจ็บเท้า ส้นเป็นรอยซ้ำบ้าง  ก็เลยหันมาปั่นจักรยาน เพราะจักรยานสามารถทำให้เราไปได้ไกลมากขึ้น ไปเยี่ยมเยียนท้องที่อื่นได้มากขึ้น มีพวกได้มากขึ้น และ เราก็สามารถที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างเช่นเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา เราก็ปั่นจักรยานร่วมกันกว่า 200 คัน ไปร่วมถวายพระพรองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและองค์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่องค์พระปฐมเจดีย์  ก่อนที่จะไปกราบพระร่วงฯและก็มีการปลูกต้นไม้ร่วมกันเป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่เราทำ”
                
          นายอนุชา สะสมทรัพย์  บอกอีกว่า  ทุกวันนี้สิ่งสำคัญสำหรับนักปั่นจักรยานที่ตนเป็นห่วงมากที่สุดก็คือเรื่อง ความปลอดภัย  ในเมืองไทย กล้าพูดได้เลยว่า การปั่นจักรยานไม่มีความปลอดภัยสักสายหนึ่ง มันหาความปลอดภัยไม่ได้เลย เพราะจังหวัดและประเทศของเราไม่มีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้  เรื่องระเบียบสังคม ระเบียบการใช้รถใช้ถนนต่าง ๆ ทั้งคนขับจักรยานก็ดี คนขับรถยนต์ก็ดี มันขาดระเบียบกันไปหมด  ทีนี้ก็ต้องชักชวนคนปั่นจักรยานของเรา ปั่นกันให้เป็นระเบียบก่อน คือถนนมันต้องร่วมกัน  การปั่นจักรยานก็ให้เป็นแถวเดียวกันไม่ใช่ปั่นกันไปครึ่งถนนอย่างนี้ บางทีก็อาจจะทำให้รถหลังเขาหงุดหงิดรำคาญ ส่วนพวกที่ขับรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ก็แล้วแต่  ถ้าเจอผู้ปั่นจักรยานก็ควรจะเบาสักนิดหนึ่ง แล้วค่อย ๆ แซงไปหรือสวนมาก็ดี ถ้าสังเกตกันสักนิดหนึ่ง ผมว่าก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความอะลุ่มอล่วยกัน ผมเองไม่เคยคาดหวังอะไรในพื้นที่ว่าเขาจะจัดพื้นที่ให้คนปั่นจักรยาน เพราะทุกถนนที่ผมไปนั้นมันแออัดไปหมด เรารู้ว่าการจัดมันเป็นเรื่องลำบากมาก  แต่ภาครัฐเองก็ควรจะกำหนดเส้นทางในการปั่นจักรยานในบางพื้นที่ โดยอาจจะให้ อบต.ทางหลวง หรือทางหลวงชนบทก็ดี  ออกสำรวจกำหนดท้องที่  ที่คิดว่าเส้นนี้ถนนดี  รถน้อย  ทางอบต.อาจจะร่วมมือทำป้ายจำกัดความเร็ว สักนิดหนึ่ง เพื่อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าชนคนตายเขาก็เดือดร้อน ส่วนคนที่ชนก็ต้องติดคุกติดตาราง มันมีปัญหากันทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน  และปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยสำหรับนักปั่นจักรยานกับผู้ใช้รถใช้ถนนที่อยากจะบอกก็คือ สามัญสำนึกของทั้งคนปั่นจักรยานและคนขับรถ  นั่นเป็นหัวใจหลักเลยที่ต้องมีด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
                     
          สำหรับการเคลื่อนไหวของนักปั่นจักรยานทั่วประเทศที่มีการยื่นเสนอมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด สำหรับกฎหมาย เมาแล้วขับนั้น  นายอนุชา  สะสมทรัพย์ ในฐานะประธานชมรมปั่นเพาะรัก ให้ความเห็นว่า   เรื่องกฎหมายของเรานั้นมันดีอยู่แล้ว แต่กฎหมายบางอย่างมันต้องเข้มงวดขึ้น ต้องให้มีการปรับกฎหมายมากขึ้น เช่นเมาแล้วขับ เรารู้อยู่แล้วว่าคนเมาเป็นอย่างไร คนเมาก็คือคนที่ขาดสติ เราก็มีกฎหมายอยู่แล้ว เมาอย่าขับ แล้วก็มีการจับ การปรับ มีการเป่า แล้วควบคุมตัว แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วทำให้คนอื่นเขาเสียชีวิต เนื่องมาจากการขาดสติจากการเมา  ผมว่าโทษมันต้องไปอีกอย่างหนึ่ง กฎหมายมันต้องรุนแรงกับคนบางคน บางชนิด ไม่ใช่จะเสมอกันหมด  คำว่าอุบัติเหตุนั้นมันไม่เจตนาหรอก อุบัติเหตุแบบมีสติแต่เกิดเพราะสุดวิสัยขึ้นมา  เช่น ยางระเบิดอย่างนี้ มันเสียหลัก อย่างนี้ก็ต้องดูกันว่าเขาสมควรที่จะติดคุกติดตารางไหม แต่ถ้าคุณเมาแล้วขับนั้น คุณขาดสามัญสำนึกแล้ว ที่จะมาใช้ถนนร่วมกับคนอื่น ผมว่าอันนี้กฎหมายต้องเปลี่ยนแปลง
                   
          “ ผมขอฝากข้อคิดให้กับผู้ที่ปั่นจักรยานและผู้ที่ใช้รถยนต์ด้วยว่า การใช้ถนนร่วมกันต้องอะลุ่มอล่วยกัน  เราคนไทยด้วยกัน การปั่นเพื่อสุขภาพนั้นมันเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเรามองดูดีดีก็จะพบว่ามันเป็นการรักษาสุขภาพของเรา โดยที่ไม่ต้องเปลืองงบประมาณในการรักษา  ขอให้คนไทยเราทุกคนรักษาสุขภาพให้ดี ออกกำลังกายอย่างไรก็ได้ จะวิ่ง จะจ๊อกกิ้ง จะเดิน หรือจะเล่นฟิตเน็ส ว่ายน้ำ หรือจะปั่นจักรยาน ก็แล้วแต่  แต่การปั่นจักรยานต้องใช้ถนนร่วมกันกับผู้ที่ใช้รถยนต์ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกคนถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เพียงแค่นั้นก็สามารถใช้รถใช้ถนนกันได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข