ข่าว

'ไม่ระคาย' แต่ต้อง 'ไม่ปล่อยผ่าน'

'ไม่ระคาย' แต่ต้อง 'ไม่ปล่อยผ่าน'

21 มิ.ย. 2558

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : 'ไม่ระคาย' แต่ต้อง 'ไม่ปล่อยผ่าน' : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

 
                       ณ ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่การเมืองมีความเคลื่อนไหวและแกว่งไกวมากที่สุด นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และน่าสนใจว่า “ความแกว่ง” ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ มิได้เกิดจากปัจจัยภายนอกหรือฝ่ายต่อต้านอย่างที่กังวลกัน หากแต่เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายในองค์คณะที่รายล้อมตัวผู้กุมอำนาจนั่นเอง
 
                       ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่า ปัจจัยภายนอกอย่าง “ขั้วตรงข้าม” “คนเสื้อแดง” “นักการเมือง” อาจจะเป็นจุดที่บั่นทอนความเข้มแข็งของ คสช. แต่เอาเข้าจริงแล้ว ที่ผ่านมาพวกเขาสามารถคุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด บรรดาแกนนำในระดับชุมชนถูกทหารในพื้นที่จับตาอย่างใกล้ชิด ขณะที่แกนนำระดับชาติ หรือนักการเมืองเองนั้น ก็ไม่ต่างกัน เคลื่อนไหวอะไรยังลำบาก
 
                       การรวมตัวทำกิจกรรมต่างๆ หากถูกตีความว่าสุ่มเสี่ยงกับจะเป็นการชุมนุมหรือรวมตัวเพื่อแสดงความเห็นต่างทางการเมืองก็มักจะถูกขอให้ยกเลิกการจัด และการขอให้ยกเลิกนั้นดีกรีความอ่อน แก่ ก็ต่างกันออกไป
 
                       แต่ปัจจัยภายในจากคนวงรอบผู้มีอำนาจเองต่างหากที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อม ประการแรก คือ แรงกระเพื่อมที่เกิดมาจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพราะนับแต่ที่ คสช. และ ครม. ตัดสินใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยกำหนดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติต้องสิ้นสุดลงทันทีที่พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ก็ตาม จากเดิมที่หาก สปช.โหวตให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านก็ให้ สปช.อยู่ต่อได้จนกว่ารัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้
 
                       เรื่องนี้ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ให้เหตุผลในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวว่า เพราะต้องการให้ สปช.เป็นอิสระในการลงมติ โดยไม่ยึดติดว่าจะได้อยู่ต่อหรือไม่   
 
                       อย่างไรก็ตามความหมายแฝงเร้นที่ดูได้ไม่ยากคือ ที่ผ่านมารัฐบาลเองไม่น่าที่จะพอใจบทบาทของ สปช.เท่าไหร่ เพราะสภาพที่ออกมานั้นอยู่ในลักษณะที่ควบคุมไม่ได้ รวมทั้งความเห็นก็ไม่เป็นเอกภาพ มีลักษณะคล้ายสภาการเมืองที่มีการโจมตีกันบ้าง นอกจากนี้บางความเห็นที่ออกมาเป็นมติของที่ประชุมกลับสร้างความลำบากให้แก่รัฐบาลไม่น้อย ดังดูได้จากเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาของอายุ สปช.ยังไม่มีผลงานที่โดดเด่นอันไหนที่รัฐบาลรับไปปฏิบัติเลย
 
                       ที่ผ่านมาในการประชุมแม่น้ำ 5 สาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เคยตอกย้ำให้แม่น้ำ 2 สาย คือ สนช. และ สปช. ทำงานเชิงรุก แต่เอาเข้าจริงแล้วผลงานที่ออกมายังไม่เป็นเชิงประจักษ์มากนัก
 
                       แต่หากเทียบแม่น้ำสองสายที่ถูกกำชับ ดูเหมือนว่า สนช.น่าจะเป็นที่พอใจมากกว่า เพราะอย่างน้อยก็ยังอยู่ในแถว และไม่ทำอะไรที่ออกนอกความต้องการของ “แป๊ะ” 
 
                       และยิ่งก่อนหน้านี้ มีการเรียกร้องของ สปช.เพื่ออยู่ต่อ โดยอ้างเรื่อง “ความเป็นอิสระ” ในการลงคะแนนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ น่าจะสร้างความอึดอัดได้ไม่น้อย สุดท้ายผลที่ออกมาจึงตรงกันข้าม แทนที่จะได้เป็นต่อลากยาวสมความตั้งใจ กลับต้องหมดอายุลงในเวลาที่่สั้นกว่าที่คาด
 
                       นอกจากนี้ยังตีทบกลับด้วยการทิ้งความหวังให้ สปช.ที่กำลังจะหมดอายุ โดยไม่ปิดโอกาสในการกลับสู่สภาหินอ่อนในฐานะ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ซึ่งแปลความได้ไม่ยากว่า หากผู้ใดยังเป็นที่ “พึงประสงค์” ก็จะได้กลับมา แต่หากทำงานไม่เข้าตาโอกาสที่จะถูกส่งกลับไปอยู่นอกวงแห่งอำนาจก็มีสูง
 
                       ทำให้นาทีนี้เราเห็นสภาวะที่ไม่เสถียรใน สปช.อย่างชัดเจน หลายคนเริ่มเตะขัดแข้งขัดขากันเอง เพราะรู้ว่าคนที่จะได้กลับเข้ามามีได้ไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสมาชิกที่มีน้อยลงเหลือ 200 คน จากเดิมที่มี 220 คน และไหนจะต้องแย่งชิงเก้าอี้กับคนใหม่ที่อาจจะไฉไลกว่า รวมทั้งอาจจะมีอดีตบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 บางคนที่พร้อมจะเข้ามาร่วมวงด้วย เพราะในคราวเดียวกันนี้ ได้แก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสเอาไว้รอแล้ว 
 
                       นอกจากนี้ยังมี สปช.หลายคนเริ่มออกมาใช้โอกาสในแสดงความไม่พอใจในร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเคยแสดงจุดยืนเห็นต่างมาแล้ว แต่ที่น่าสนใจคือ พอมีท่าทีเรื่องนี้จาก คสช. สมาชิก สปช.บางคนที่เคยอยู่นิ่งๆ กลับออกมาแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า หากผ่านเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะยิ่งสร้างปัญหา พร้อมอยากให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญเสีย
 
                       ด้วยท่าทีเช่นนี้ ทำให้แม้แต่คนใน สปช.ด้วยกันเอง มองเชิงวิเคราะห์ว่า บางคนนั้นกำลังอ่านใจ คสช.และรัฐบาลว่าต้องการอยู่ต่อ ดังนั้นหากคว่ำร่างรัฐธรรมนูญก็จะเป็นช่องทางให้ได้ “อยู่ต่อ” โดยไม่ต้องไปลุ้นตอนทำประชามติ ดังนั้นจึงออกมาเดินเกมเช่นนี้และหวังว่าผลงานครั้งนี้จะเข้าตาและทำให้ตัวเองได้ “ไปต่อ” 
 
                       นอกจากนี้บางคนก็เร่งสร้างผลงาน เช่น แนวคิด “เปิดบ่อน” ถูกกฎหมายที่ออกมาโดยกลุ่ม “สปช.รักชาติ” ซึ่งว่ากันว่าตรงกับใจผู้มีอำนาจบางคนเป็นอย่างยิ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็คล้ายกับเป็นการโยนเผือกร้อน เพราะเรื่องนี้มีคนต่อต้านอยู่ไม่น้อย และสุดท้ายก็มีความพยายามโยงไปด้วยซ้ำว่า แนวคิดนี้สอดคล้องกับวิธีคิดของ “ทักษิณ ชินวัตร”
 
                       ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราได้เห็นความเคลื่อนไหวที่ทำให้การเมืองไม่นิ่งอย่างที่ผ่านๆ มา แม้แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคยแข็งกร้าว แต่วันนี้ก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ทำมานั้นจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่  
 
                       เราจึงเห็นอาการ “ถอยกรูด” โดย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตอนแรกจะไม่ยอมแก้เรื่องต่างๆ ที่เป็นเรื่องหลักการสำคัญ แต่มาถึงวันนี้แทบจะยูเทิร์นไม่ทัน
 
                       นอกจากเรื่องอาการ “แกว่ง” อันเกิดจาก สปช.แล้ว ยังมีอาการแกว่งที่เกิดจากข่าว "ปฏิวัติซ้อน“ ที่ทำให้คนที่อยู่แกนกลางแห่งอำนาจ อย่าง "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา“ ถึงกับหงุดหงิดเมื่อได้ยินข่าวนี้และบอกออกมาว่า "ถ้าจะปฏิวัติก็มาสิ มาปฏิวัติซ้อนผมเลย มาเลย แล้วจะรู้"
 
                       ขณะที่ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ก็สั่งไล่ล่าหาตัวคนปล่อยข่าวนี้ โดยข่าวที่ออกมาในทำนองที่ว่า มีแคนดิเดต ผบ.ทบ.อยู่ 2 คน และหากใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้อาจจะเกิดความไม่พอใจของสายอำนาจที่ไล่ลงมา รวมไปถึงคนที่ไม่พอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่ จึงมีโอกาสที่จะทำรัฐประหารซ้อน
 
                       หากมองทั้งสองเรื่องที่ทำการเมืองแกว่ง ถามว่ากระทบกับรัฐบาลมากน้อยเพียงไหน ก็ต้องตอบกันตามตรงว่า ผิวยังไม่ระคาย เต็มที่ก็แค่คันๆ  เพราะปัจจัยความไม่นิ่งที่เกิดจาก สปช.เอาเข้าจริงแล้วเป็นการแย่งกันเพื่อหวังเข้าสู่วงของอำนาจ ยิ่งเร่งสร้างผลงานหรือยิ่งเร่งกระทำการอะไร ก็ยิ่งทำให้ “คสช.-ครม.” ตัดสินใจได้ง่ายว่าจะให้ใครอยู่ต่อ เพราะหมากเกมนี้ได้วางไว้ตั้งแต่ต้น
 
                       จากนี้ไป สปช.ที่จะแปลงร่างเป็น “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ” ก็จะอยู่ในอาณัติโดยสมบูรณ์จากการกระชับอำนาจครั้งนี้ แถมร่างรัฐธรรมนูญก็ดูจะเข้ารูปเข้ารอยอย่างที่ต้องการมากขึ้น  
 
                       หมากเกมนี้ของ “คสช.-ครม.” จึงได้ผลชะงัดนัก จากนี้ไปพวกเขาก็ทำแค่เพียง “นั่งบนภูดูเสือกัดกัน” และคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และคอยชี้นิ้วว่าอยากได้อะไรเท่านั้น
 
                       ส่วนเรื่องการปฏิวัติซ้อน ถึงนาทีนี้ก็ต้องบอกว่า "ยังไม่มี" เพราะความสัมพันธ์ในกองทัพยังคงแน่นปึ้ก กำลังพลต่างๆ ที่วางเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ก็ยังพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลและคสช. ต่อให้มีระดับหัวแถวคนใดคนหนึ่งไม่พอใจก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้ด้วยตัวเอง
 
                       แต่ใช่ว่าผู้มีอำนาจจะวางใจในทั้งสองเรื่องได้ โดยเรื่องของ สปช.หากไม่สามารถควบคุมคนอกหักได้ ผลที่ตามมาอาจจะรุนแรงมากขึ้น รวมถึงข้อเสนอต่างๆ ที่แข่งกันออกมาเอาใจนั้น อาจจะเป็นผลลบมากกว่าผลบวก หาก คสช.และรัฐบาลยังอยากได้เสียงสนับสนุนจากประชาชน เพราะบางข้อเสนออาจกลายเป็นจุดพลิกผันทางการเมืองได้
 
                       ไม่เชื่อลองถามรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ดู
 
                       ขณะที่เรื่อง “ปฏิวัติซ้อน” ก็ยังคงต้องเผชิญกับข่าวลือเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อเข้ามาได้ด้วยกำลัง ก็ย่อมหวาดระแวงการใช้กำลังและเมื่อมีการปรับ เปลี่ยน โยกย้าย กันเมื่อไหร่ ก็ย่อมจะมีคนไม่พอใจเป็นธรรมดา และข่าวเช่นนี้ก็จะกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง
 
                       จึงขึ้นกับพวกเขาว่าจะจัดการเสียงเหล่านี้อย่างไร รวมถึงบริหารจัดการความพอใจอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ยิ่งอยู่ยาวความไม่พอใจก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
 
                       คำจำกัดความของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงอยู่ที่คำว่า “ชิลๆ” แต่ต้องไม่ปล่อยผ่านโดยเด็ดขาด
 
 
 
 
---------------------
 
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : 'ไม่ระคาย' แต่ต้อง 'ไม่ปล่อยผ่าน' : โดย...อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น)