ข่าว

‘พีระศักดิ์’คาด‘นายกฯ’อยู่ยาวถึงปี60

‘พีระศักดิ์’คาด‘นายกฯ’อยู่ยาวถึงปี60

20 มิ.ย. 2558

‘พีระศักดิ์’ คาด ‘นายกฯ’ อยู่ยาวถึงปี60 ชี้หากประชามติผ่านมีเลือกตั้งเดือนต.ค.-ธ.ค.59 ด้าน ‘ดิเรก’ แนะประชามติควรมีคำถามเดียวเหมือนทำประชามติปี50 หวั่นปชช.สับสน

 
           20 มิ.ย.58 นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 กล่าวระหว่างการประชุมหารือกับหน่วยราชการ จ.เลย ว่า หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเสร็จสิ้นแล้วผ่านการพิจารณาของสนช. คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการพิจารณาร่างฉบับรธน.เสร็จประมาณเดือนส.ค. ก่อนที่จะเสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวันที่ 6 ก.ย. ซึ่งหลังจากนั้นก็จะมีการทำประชามติรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าถ้ามองอย่างโลกสวยเดือนม.ค.2559 ไม่มีทางทำประชามติได้เพราะตามขั้นตอนแล้วต้องพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญส่งให้ประชาชนตามครัวเรือนครบ 80 เปอร์เซ็นต์ 24 ล้านครัวเรือน ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร
 
           “สปช.จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีสำนักพิมพ์ใดที่จะรับพิมพ์และกล้าตุนกระดาษไว้เพื่อรับพิมพ์และสั่งพิมพ์ไว้ล่วงหน้า นอกจากจะผ่านประชามติในวันที่ 6 ก.ย.จึงจะเริ่มกระบวนการพิมพ์ สำนักพิมพ์จึงจะกล้ากว้านซื้อกระดาษมารับพิมพ์“ นายพีระศักดิ์ กล่าว
 
           รองประธานสนช.คนที่ 2 กล่าวอีกว่า ก่อนทำประชามติต้องมีกฤษฎีกาเพื่อกำหนดวันในการทำประชามติ จะใช้เวลาเร็วที่สุดประมาณวันที่ 6 ก.พ.2559 และเมื่อสปช.เห็นชอบและรธน.ผ่านการทำประชามติแล้ว ประมาณเดือน ต.ค.-ธ.ค.2559 ถึงจะมีการจัดเลือกตั้ง และใช้เวลาที่จะประกาศผลเลือกตั้งในระยะเวลาอีก 30 วัน เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ไปถึงต้นปี 2560 และจะได้พิจารณาพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 โดยสนช.จะเป็นคนพิจารณาผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณด้วย ซึ่งจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
 
 
‘สนช.’ ลงพื้นที่จ.เลยรับฟังปัญหาปชช. ‘พีระศักดิ์’ ชม ‘คสช.’ บริหารปท. ปัดกวาดธุรกิจสีเทาได้เพียบ
  
 
           ที่ศาลากลางจังหวัดเลย คณะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นำโดยนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรมและการแรงงาน พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ นางกาญจณารัตน์ ลีวิโรจน์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดเลย ตามโครงการ สนช.พบประชาชน ทั้งนี้นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปถึงแผนงานและแนวทางในการดำเนินการในการพัฒนาจังหวัด ทั้งในประเด็นเกี่ยวกับการขยายสนามบินและยกสถานะเป็นสนามบินศุลกกร การพัฒนาด้านศุลกากรท่าลี่ การทำแผนแนวทางวางกรอบถนนบายพาส และยุทธศาสตร์และการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยได้สะท้อนปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมขอให้สนช.ได้ช่วยผลักดันและแก้ปัญหา
  
           นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่พบประชาชนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งแต่ละพื้นที่ได้รับทราบปัญหาจำนวนมาก โดยสนช.เมื่อได้รับฟังปัญหาก็ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนปัญหาได้รับการแก้ไขไปแล้วค่อนข้างมาก ทั้งนี้การเข้ามาบริหารงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในช่วงแรกๆ ก็ได้คลี่คลายปัญหาการปะทะกันของกลุ่มต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดอง ตลอดจนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งแก้ปัญหาเงินเทา หรือธุรกิจสีเทาก็ได้หายไปจากระบบของประเทศไทยค่อนข้างมาก และเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3-4 จะ ขยายตัวดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่จะเกิดขึ้น จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้ประชาชนได้ผ่อนคลาย
  
           ขณะที่นางกาญจนารัตน์ กล่าวว่า ผลการทำงานของสนช.11 เดือนที่ผ่านมามีร่างกฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาของสนช. 128 ฉบับเป็นกฎหมายที่เสนอโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จำนวน 21 ฉบับ จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 94 ฉบับ หลังจากนี้จะมีกฎหมายเข้ามาอีก 200 กว่าฉบับ เป็นที่ทราบกันดีว่าหลายปีที่ผ่านมีการพิจารณากฎหมายติดขัดและออกมาบังคับใช้น้อยมาก ซึ่งการพิจารณากฎหมายของสนช.เพื่อวางกรอบ แนวทางและกลไกในการทำงานให้กับส่วนราชการต่างๆสามารถทำงานใหญ่ไปสู่เป้าหมายได้ นอกจากนี้สนช.ยังสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้โดยได้เสนอเข้ามาแล้ว 11 ฉบับซึ่งได้ผ่านวาระ3 เพื่อประกาศเป็นกฎหมายแล้ว 1 ฉบับ ทั้งนี้การรับฟังปัญหาประชาชนสามารถร้องเรียนจาก สนช.โดยตรง หรือลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาด้วยทางหนึ่ง จึงถือเป็นช่องทางเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้
 
 
‘ดิเรก’ แนะประชามติควรมีคำถามเดียวเหมือนทำประชามติปี 50 หวั่นปชช.สับสน
 
 
           นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวถึงการเปิดให้สปช.ตั้งคำถามไปกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ส่วนตัวเห็นว่า ควรตั้งเพียงคำถามเดียวคือ จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เหมือนตอนทำประชามติรัฐธรรมนูญปี 50 จึงจะเรียกว่าเป็นการทำประชามติที่ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องมีคำถามข้ออื่นจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และสปช. เพราะจะยิ่งทำให้ประชาชนสับสน การมีคำถามประเด็นอื่นๆมาแทรก ถือว่าผิดหลักการทำประชามติ ยิ่งหากคำถามที่มาแทรกมีเนื้อหาไปขัดแย้งกับคำถามประชามติหลัก จะยิ่งสร้างความสับสน เพราะไม่เคยมีประเทศใดที่ทำประชามติ โดยการตั้งคำถามหลายข้อ
 
           ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. กล่าวว่า คาดว่า สปช.จะนัดหารือเรื่องการตั้งคำถามทำประชามติในช่วงปลายส.ค. ถึง ต้นเดือนก.ย. ภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่งร่างรัฐธรรมนูญที่ปรับปรุงแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วมาให้สปช.พิจารณาก่อนลงมติ แต่ขณะนี้ใครจะเสนอคำถามใดก็ให้เตรียมไว้ แล้วค่อยมาคุยกัน ส่วนตัวเห็นว่า คำถามที่สนช.และสปช.จะเสนอเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาของประเทศจริงๆ และต้องระมัดระวังไม่ให้คำถามไปขัดแย้งกับคำถามหลักเรื่องการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คำถามอะไรที่หากถามแล้วสุ่มเสี่ยงจะเกิดความขัดแย้งกับคำถามหลัก ไม่ควรถาม ส่วนคำถามเรื่องการปฏิรูป 2 ปี ก่อนเลือกตั้งนั้น เห็นว่า ไม่ควรถาม เพราะเท่าที่ดูกรอบเวลา ก็จะมีการเลือกตั้งช่วงปลายปี 59 อยู่แล้ว ถือว่าช่วงเวลาใกล้เคียงกับการปฏิรูป 2 ปีอยู่แล้ว หากถามไปก็เสียของเปล่าๆ
 
 
‘กมธ.ปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน’ เสนอ สปช.ผ่านแผนปฏิรูประยะ2 ตั้งหน่วยงานยุทธศาสตร์ชาติ
 
 
           ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่นายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธาน สปช. ได้นัดประชุมวันที่ 23มิ.ย. ว่า จะมีวาระพิจารณาที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว จำนวน 1 เรื่อง คือ รายงานการพิจารณาของ กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติและร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ....... ซึ่งเป็นการเสนอแผนปฏิบัติการการปฏิรูประยะที่2 ของ กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีนายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สปช. เป็นประธาน กมธ.
 
           โดยมีสาระสำคัญ คือ ยุทธศาสตร์ชาติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศให้มีความต่อเนื่อง เปลี่ยนไป แม้จะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาแล้ว จำนวน 11 ฉบับ แต่ด้วยปัญหาของอิทธิพลทางการเมือง และความไม่ต่อเนื่องในนโยบายหลักทำให้แผนพัฒนาฯ เน้นประโยชน์เฉพาะช่วงระยะเวลาของรัฐบาลมากกว่าประเทศระยะยาว นอกจากนั้นกรณีที่หน่วยงานของราชการซึ่งมีแผนพัฒนาของหน่วยงานตนเอง ทำให้ขาดการบูรณาการและจัดลำดับความสำคัญแบบองค์รวมของการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามกฎหมายไม่ครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนาประเทศไทย ดังนั้นแนวทางแก้ปัญหาและมุ่งสู่ความสำเร็จของการพัฒนาประเทศ คือ การมียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้เป็นแม่บทของการกำหนดนโยบาย ทิศทางการพัฒนา การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ โดยหลักของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คือ ต้องกำหนดเป้าหมายระยะยาว 20 ปีและมีการทบทวนทุกๆ 5 ปี หรือเมื่อสถานการณ์กระทบต่อเป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์ รวมถึงต้องสร้างกลไกและกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ที่ประชาชนให้การยอมรับและสะท้อนความต้องการของประชาชนที่แท้จริง ด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชนด้วย
 
           การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องมีสาระสำคัญด้านต่างๆ อาทิ ความมั่นคงทางทหาร, การเมือง, การบริหารราชการแผ่นดิน, กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม, การปกครองท้องถิ่น, การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, เศรษฐกิจ การเงิน การคลังและงบประมาณ, พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สาธารณสุข, เทคโนโลยีการสื่อสาร , สังคม ศิลปะและวัฒนธรรม , วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ ที่จำเป็น โดยการกำหนดเป้าหมายต้องพิจารณาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ ทำอย่างรอบคอบและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศต่างๆ ในอนาคต ทั้งนี้ต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นผู้ดำเนินการและติดตามประเมินผลการทำงาน
 
           สำหรับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ข้อเสนอของกมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอ ให้มีจำนวน 23 คน ประกอบด้วย นายกฯ, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และมีกรรมการที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ที่ได้รับการสรรหาเข้ามาจำนวน 20 คน โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้นมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี สำหรับบทบาทหน้าที่ อาทิ กำหนดแนวทางจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ, บูรณาการ กำหนดเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาด้านต่างๆ กำหนดงบประมาณ ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล รวมถึงทบทวน และปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้นยังเสนอให้มีคณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 29 คน ที่มาจากส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ, สำนักงบประมาณ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงการคลัง, กระทรวงการต่างประเทศ, อัยการสูงสุด, ที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยของรัฐ, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศทย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีหน้าที่กำกับดูแล รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ ขณะที่สำนักงาน เสนอให้ตั้ง สำนักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ (สยช.) เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎฆมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณหรือกฎฆมายอื่น และอยู่ภายใต้กำกับของประธาน สยช.
 
           ขณะที่ร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่นำเสนอนั้น มีสาระสำคัญเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงาน และการจัดตั้งองค์กรและกรรมการ สยช. รวมถึงกรอบการดำเนินงาน ซึ่งมีทั้งสิ้น 60 มาตรา
 
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหากรายงานและร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติที่นำเสนอนั้น ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสปช. จะเข้าสู่ขั้นตอนการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้พิจารณาดำเนินการต่อไป