
กทม.เตรียมรับมือเมอร์สติดตามกลุ่มเสี่ยงทั่วกรุง
20 มิ.ย. 2558
กทม.เตรียมรับมือ ไวรัสเมอร์ส ใช้แผนเดียวเฝ้าระวัง อีโบลา-ไข้หวัดนก-ซาร์ จัดจนท. 76 ทีมสอบสวน-ติดตามกลุ่มเสี่ยงโรคทั่วกรุง
20 มิ.ย.58 นพ.พีระพงษ์ สายเชื้อ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวภายหลังมีรายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ 2012 หรือเชื้อไวรัสกลุ่มอาการทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือไวรัสเมอร์ส ว่า กทม.ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์ไวรัสเมอร์สตั้งแต่ปลายปีที่แล้วหลังจากพิธีฮัจญ์ ซึ่งติดตามในคน 2 กลุ่ม 1.กลุ่มคนไทยที่ไปประกอบพิธีฮัจญ์ และ 2.ชาวต่างชาติที่ประกอบพิธีฮัจญ์ที่เดินทางมาประเทศไทย จำนวนกว่า 1,000 ราย แต่ขณะนี้สำนักการอนามัยกทม. มีระบบในการจัดการไวรัสเมอร์ส โดยจัดทีมเฝ้าระวังโรค สอบสวนโรค จำนวน 76 ทีม ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล รับแจ้งข่าวจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องทุกวัน และติดตามผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเข้าพบผู้ที่สัมผัสโรค ให้คำแนะนำการเฝ้าระวังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สาธารณะ และจัดระบบการสื่อสารกับผู้สัมผัสโรค โดยจะติดตามจนกว่าจะครบกำหนดการเฝ้าระวัง
นพ.พีระพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการตั้งรับหากพบผู้ป่วยที่คาดว่าติดเชื้อไวรัสเมอร์ส กทม.มีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้อ ตั้งแต่อีโบลา ไข้หวัดนก ซาร์ มาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งจะใช้มาตรการเฝ้าระวังป้องกันไวรัสเมอร์สในลักษณะเดียวกันโดยกำหนดให้โรงพยาบาลในสังกัดเตรียมพร้อมบุคลากร ทรัพยากร เจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ รวมทั้งห้องพักเพื่อรองรับผู้ป่วย โดยจะมีกระบวนการคัดกรองเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีไข้สูง มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือมีประวัติเคยเดินไปประเทศที่มีการแผร่ระบาดของโรค ซึ่งหน่วยคัดกรองจะแยกผู้ป่วยอาการดังกล่าวออกจากผู้ป่วยรายอื่นเพื่อเฝ้าระวังติดตามอาการต่อไป ทั้งนี้ แม้ว่าไวรัสเมอร์สจะเป็นโรคที่ติดต่อได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะติดต่อกันทุกราย จะติดเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยง กลุ่มที่มีภูมิต้านทานต่ำ ฉะนั้นอย่าวิตกกังวลหรือแตกตื่นจนเกินเหตุ แต่ก็ต้องเฝ้าระวัง อย่างน้อยที่สุดต้องล้างมือบ่อยๆ ทานอาหารและน้ำที่สะอาด หรือถ้าไม่มั่นใจก็งดไปในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัดหนาแน่น
กทม.เร่งจัดทำคู่มือท่าเทียบเรือ-โป๊ะทั่วกรุง คุมเข้มความปลอดภัยปชช. หวั่นซ้ำรอยโป๊ะพรานนกล่มปี 38
นายสัญญา ชีนิมิตร ปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำคู่มือสำรวจและตรวจสอบท่าเทียบเรือและโป๊ะในกรุงเทพฯ ว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์หรือความไม่ปลอดภัยดังเช่นกรณีโป๊ะเทียบเรือพรานนกล่มเมื่อปี 2538 โดยก่อนหน้านี้กทม.ได้มอบหมายให้สำนักงานเขต ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลท่าเทียบเรือและโป๊ะในพื้นที่ เพื่อนำมาประกอบเป็นส่วนหนึ่งในคู่มือซึ่งจะประกอบด้วย ข้อมูลทางด้านกายภาพ อาทิ ที่ตั้งพร้อมแผนที่ของท่าเทียบเรือและโป๊ะ ภาพถ่าย ขนาดการรับน้ำหนัก สภาพการใช้งาน เจ้าของเดิม กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องพิจารณาร่วมกับกรมเจ้าท่า เพื่อให้เกิดความชัดเจนในอำนาจหน้าที่การดูแลและขอบเขตความรับผิดชอบ เพื่อนำมาเป็นแนวทางการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่และเข้มงวดในการดูแลท่าเทียบเรือหรือโป๊ะ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
“จากการสำรวจเบื้องต้นในพื้นที่กรุงเทพฯ มีท่าเทียบเรือและโป๊ะ จำนวน 288 โป๊ะ แบ่งเป็น โป๊ะริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 130 แห่ง ริมคลอง จำนวน 149 แห่ง และอื่นๆ จำนวน 9 แห่ง อย่างไรก็ตามมีการมอบหมายให้สำนักงานเขตลงพื้นที่สำรวจท่าเทียบเรือหรือโป๊ะในพื้นที่อีกครั้ง โดยให้จัดทำแผนที่ตั้งโดยละเอียด รวมถึงศึกษาข้อกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อให้ครบถ้วนและครอบคลุมด้วย” ปลัดกทม. กล่าว
กทม.เตรียมจัดปั่นจักรยานเฉลิมพระเกียรติ ‘Bike For Mom ปั่นเพื่อแม่’
เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยถึงผลการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมเส้นทางจักรยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “Bike For Mom ปั่นเพื่อแม่” ว่า กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. เวลา 15.00 น.ในการนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะทรงจักรยานในกิจกรรมดังกล่าวด้วย ซึ่งเริ่มต้นจากลานพระราชวังดุสิตถึงกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ไปและกลับรวมระยะทาง 43 กิโลเมตร ซึ่งการประชุมวานนี้กทม. กทม.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมประชุมเพื่อร่วมกันตรวจสอบความเรียบร้อยเส้นทางจักรยาน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นบริเวณลานพระราชวังดุสิตไปตามทางเส้นทาง ถ.ศรีอยุธยา ถ.พญาไท ถ.ราชเทวี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เข้าถ.ดินแดง ถ.วิภาวดีรังสิต สิ้นสุดที่ ถ.พหลโยธิน
นายจักกพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ถนนดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของ 2 หน่วยงานได้แก่ กทม.และกรมทางหลวง หากมีการพบถนนหลุมบ่อจะมีการเร่งปรับปรุงแก้ไข ในส่วนของการปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าแสงสว่างตลอดเส้นทางอยู่ในความรับผิดชอบของ 2 หน่วยงานเช่นกัน ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และกรมทางหลวง นอกจากนี้ในเส้นทางผ่านของจักรยานยังมีทางรถไฟ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยจะดำเนินการปรับสภาพพื้นผิวพื้นถนนบริเวณข้ามทางรถไฟบริเวณแยกเสาวนีย์ ถ.ศรีอยุธยา ให้เรียบกับผิวจราจร ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ดำเนินการเสร็จก่อนวันที่ 2 ส.ค.นี้ เนื่องจากวันที่ 2 ส.ค.จะมีการซ้อมใหญ่เพื่อสำรวจความเรียบร้อยตลอดเส้นทางอีกครั้ง



