ข่าว

'ช้างศึก' ประกาศศักดา เบอร์ 1 ลูกหนังซีเกมส์

'ช้างศึก' ประกาศศักดา เบอร์ 1 ลูกหนังซีเกมส์

20 มิ.ย. 2558

สปอร์ต คม วีกเอนด์ : 'ช้างศึก' ประกาศศักดา เบอร์ 1 ลูกหนังซีเกมส์

 
                          สิ้นเสียงนกหวีดยาวที่สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ เมื่อค่ำคืนวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา แฟนบอลชาวไทยได้ส่งเสียงร้องด้วยความยินดีกับเหรียญทองของทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย
 
                          ชัยชนะเหนือพม่า 3-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ทำให้ "ช้างศึก" ถูกจารึกว่าเป็นทีมที่ครองแชมป์มากที่สุด 15 สมัย และเป็นการป้องกันแชมป์ได้อีกด้วย
 
                          ก่อนเดินทางไปทำศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์ ทีม “ช้างศึก” เจอปัญหาเรื่องตัวกุนซือที่จากเดิม “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ควรจะทำหน้าที่คุมทีมไปแข่งขันด้วยตัวเอง แต่ด้วยภารกิจกับทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่มีคิวเตะฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ทำให้ “ซิโก้” ต้องมอบหมายให้มือขวาอย่าง “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ ทำหน้าที่คุมทีมแทน
 
                          ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนไม่ค่อยเชื่อมือ “โค้ชโชค” เท่าไหร่ เพราะยังไม่เคยนั่งเก้าอี้เฮดโค้ชในทัวร์นาเมนต์ระดับใหญ่ๆ มาก่อน
 
                          แต่หลังจากที่ประเดิมสนามนัดแรก “โค้ชโชค” พา “ช้างศึก” ถล่ม ลาว 6-0 จากการทำประตูของ ชนานันท์ ป้อมบุบผา คนเดียว 4 ประตู, นฤบดินทร์ วีรวัฒน์โนดม และนูรูล ศรียานเก็ม ทำให้ความไม่เชื่อใจในตัวของ “โค้ชโชค” เริ่มหายไป
 
                          จากนั้นไทยเดินหน้าเก็บชัยต่อเนื่องทันที ด้วยการชนะ ติมอร์ เลสเต 1-0 จาก รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก, ชนะมาเลเซีย 1-0 จาก สารัช อยู่เย็น, ชนะบรูไน 5-0 จาก เจนรบ สำเภาดี คนเดียว 2 ประตู, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, ทริสตอง โด, นูรูล ศรียานเก็ม และชนะเวียดนาม 3-1 จาก ปกรณ์ เปรมภักดิ์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และทริสตอง โด ปิดฉากรอบแรกด้วยการเก็บ 15 คะแนนเต็ม เข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของสาย บี
 
                          “ถือเป็นไปตามเป้าหมายกับการเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของสาย ซึ่งจากเกมแรกจนถึงนัดสุดท้ายของรอบแรก ผลงานของนักเตะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ” โชคทวี กล่าว
 
                          จากนั้นเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ไทยโคจรมาพบอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการรีแมทช์นัดชิงชนะเลิศเมื่อครั้งที่แล้ว และ “ช้างศึก” ก็ย้ำแค้น “อิเหนา” ได้อีกครั้ง เมื่อไล่ถล่มแบบไม่ไว้หน้า 5-0 จาก รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก คนเดียว 2 ประตู, ฐิติพันธ์ พ่วงจนัทร์, นฤบดินทร์ วีรวัฒน์โนดม และปิดท้ายด้วย “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ส่ง “ช้างศึก” เข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 19 จาก 28 ครั้ง
 
                          รอบชิงชนะเลิศ ไทยต้องพบกับพม่า อดีตแชมป์ 4 สมัย ซึ่งพลพรรค “ช้างศึก” ไม่ทำให้แฟนบอลไทยต้องผิดหวัง เมื่อรักษามาตรฐานและไล่ยิง “หม่อง” ขาดลอย 3-0 จาก ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ชนานันท์ ป้อมบุบผา และภิญโญ อินพินิจ ช่วยให้ทีมชาติไทยเดินขึ้นแท่นในฐานะอันดับ 1 ของการแข่งขัน คว้าเหรียญทองที่ 15 มาครองได้สำเร็จ
 
                          "แชมป์ครั้งนี้ต้องยกเครดิตให้นักเตะทั้ง 20 คนจริงๆ พวกเขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่นัดแรกจนถึงนัดสุดท้าย" โค้ชโชค กล่าวหลังคว้าแชมป์
 
                          "ผมโชคดีที่ได้รับโอกาสจาก “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ให้คุมทีมชุดนี้ ซึ่งเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมมากๆ เพราะนักเตะทุกคนคือกลุ่มผู้เล่นที่ดีที่สุดในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีของเมืองไทย ทำให้เราประสบความสำเร็จชนิดที่ทุกชาติในอาเซียนต้องยอมรับ"
 
                          แน่นอนว่าชัยชนะ 7 นัดรวด ทำให้ไทยประกาศศักดาว่าเป็นเบอร์ 1 อาเซียนตัวจริง และคงไม่มีชาติใดกล้าปฏิเสธ
 
                          เพราะผลงานตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน!
 
 
--------------------------
 
 
รายชื่อนักเตะชุดแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 28
 
 
'ช้างศึก' ประกาศศักดา เบอร์ 1 ลูกหนังซีเกมส์
 
 
                          ชนินทร์ แซ่เอียะ, สมพร ยศ, อาทิตย์ ดาวสว่าง, อดิศร พรหมรักษ์, สุริยา สิงห์มุ้ย, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ทริสตอง โด, นฤบดินทร์ วีรวัฒน์โนดม, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ศิวกร จักขุประสาท, สารัช อยู่เย็น, รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก, นูรูล ศรียานเก็ม, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, เชาว์วัฒน์ วีระชาติ, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ปกรณ์ เปรมภักดิ์, เจนรบ สำเภาดี, ภิญโญ อินพินิจ, ชนานันท์ ป้อมบุบผา
 
                          โชคทวี พรหมรัตน์ (ผู้ฝึกสอน), วิรัช วังจันทร์ (โค้ชผู้รักษาประตู), สมศักดิ์ ศิริธรรม (ผู้จัดการทีม)
 
 
--------------------------
 
 
เส้นทางสู่แชมป์สมัยที่ 15
 
 
                          รอบแรก : ชนะลาว 6-0, ชนะติมอร์ เลสเต 1-0, ชนะมาเลเซีย 1-0, ชนะบรูไน 5-0, ชนะเวียดนาม 3-0
 
                          รอบรอง : ชนะอินโดนีเซีย 5-0
 
                          รอบชิง : ชนะพม่า 3-0
 
 
--------------------------
 
 
สถิติที่น่าสนใจ
 
 
'ช้างศึก' ประกาศศักดา เบอร์ 1 ลูกหนังซีเกมส์
 
 
                          -ทีมชาติไทยคว้าแชมป์ซีเกมส์เป็นสมัยที่ 15 มากที่สุดในอาเซียน
 
                          -ทีมชาติไทยป้องกันแชมป์ได้อีกครั้ง
 
                          -ทีมชาติไทยลงเล่นรวมทั้งหมด 7 นัด ชนะ 7 นัดรวด ยิงได้ 24 ประตู เสียเพียงแค่ลูกเดียว
 
                          -24 ลูกที่เกิดขึ้นมาจากนักเตะ 12 คน คือ ชนานันท์ (5 ประต), ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ (3 ประตู), รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก (3 ประตู), นูรูล ศรียานเก็ม (2 ประตู), นฤบดินทร์ วีรวัฒน์โนดม (2 ประตู), เจนรบ สำเภาดี (2 ประตู), ทริสตอง โด (2 ประตู), ภิญโญ อินพินิจ (1 ประตู), ชนาธิป สรงกระสินธ์ (1 ประตู), ธนบูรณ์ เกษารัตน์ (1 ประตู), สารัช อยู่เย็น (1 ประตู), ปกรณ์ เปรมภักดิ์ (1 ประตู)
 
                          -สกอร์ที่เกิดขึ้นมากที่สุดในเกมเดียวคือนัดที่ไทยชนะ ลาว 6-0 เกมแรกของทัวร์เมนต์
 
                          -นักเตะทั้ง 20 คนที่เรียกมาติดทีมมีโอกาสได้ลงสนามครบทั้ง 20 คน
 
                          -ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กับ รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก เป็น 2 คนที่ลงเล่นครบทั้ง 7 นัด 
 
                          -ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เป็นเพียงคนเดียวที่ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้ง 7 เกม
 
                          -ชนานันท์ ป้อมบุบผา คว้าดาวซัลโวร่วมกับ ออง ซิ ธู ของพม่า คนละ 5 ประตู
 
                          -“โค้ชโชค” ถือเป็นคนที่ 4 ของวงการฟุตบอลไทยที่คว้าแชมป์ซีเกมส์ได้ในฐานะนักเตะและเฮดโค้ชต่อจาก ยรรยง ณ หนองคาย (ค.ศ.1975), วิทยา เลาหกุล (ค.ศ.1997) และ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (ค.ศ.2013) 
 
                          -ในปี ค.ศ.ที่ลงท้ายด้วยเลข 5 (1965, 1975, 1985, 1995, 2005 และ 2015) หรือทุก 10 ปี ทีมชาติไทยได้เหรียญทองซีเกมส์มาครองทุกครั้ง
 
 
--------------------------