
ยกเครื่องเรือใบสีฟ้า
20 มิ.ย. 2558
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : ยกเครื่องเรือใบสีฟ้า
ฤดูกาลที่ผ่านมา การเข้าป้ายรองแชมป์ และไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือ สำหรับทีมอย่าง "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี แล้วถือว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวัง เนื่องจากเจ้าของทีมอย่าง ชีค มานซัวร์ มีเงินเป็นเบื้องหลังถึง 2 หมื่นล้านปอนด์ ทำให้ในซัมเมอร์นี้ คัลดูร อัล มูบารัค ประธานสโมสรยืนยันว่าพร้อมจะยกเครื่องทีมเต็มที่เพื่อกลับสู่ความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้ง
มูบารัค ได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนแล้วว่า โครงการในช่วงซัมเมอร์นี้ จะเริ่มด้วยการล่าตัว ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกดาวรุ่งของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มาร่วมทีม แม้ว่าจะมีข่าวออกมาแล้วว่า ลิเวอร์พูล ได้ปฏิเสธข้อเสนอรวม 30 ล้านปอนด์ ของแมนฯ ซิตี ไปแล้ว แต่ก็กำลังจะมีข้อเสนอ 40 ล้านปอนด์ออกมาในเร็วๆ นี้
นี่เป็นเรื่องแค่ สเตอร์ลิง แต่ในความเป็นจริงแล้ว แมนฯ ซิตี มีความทะเยอทะยาน จะหานักเตะชั้นยอดอย่าง ลิโอเนล เมสซี หรือว่า คริสเตียโน โรนัลโด มาร่วมทีมด้วยซ้ำไป และได้มีการติดต่อกับ บาร์เซโลนา กับ รีล มาดริด อยู่ตลอด เพียงแต่ทั้งสองทีมยักษ์ใหญ่ของสเปน ยังไม่มีท่าทีที่จะปล่อยตัวซูเปอร์สตาร์ของทั้งคู่
ที่รองลงมาคือความพยายามสร้างทีมให้เทียบเคียงกับยักษ์ใหญ่ของยุโรป เพราะถึงตอนนี้ไม่ว่าทำอย่างไรก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในเกมยุโรปอยู่ดี และก็ยังไม่สามารถดึงตัวผู้เล่นที่สามารถพลิกสถานะของทีมอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ, เนย์มาร์ หรือว่า เซร์คิโอ รามอส มาได้
ก่อนหน้านี้ แมนฯ ซิตี เคยได้ส่วนเกินของสองทีมยักษ์ใหญ่แห่งสเปนอย่าง โรบินโญ มาด้วยสถิตินักเตะค่าตัวแพงเมื่อปี 2008 และช่วงให้ทีมมีชีวิตชีวามากขึ้น เพิ่มบรรยากาศในการดึงผู้เล่นชั้นดี จนขึ้นมาเป็นทีมแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน
เมื่อทีมตกต่ำลงไปทางสโมสรก็หวังจะสร้างบรรยากาศแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง จึงมีข่าวว่ากำลังติดต่อกับ แกเรธ เบล รวมไปถึง คาริม เบนเซมา ที่ดูอนาคตไม่แน่ไม่นอนกับ รีล มาดริด ที่มี ราฟาเอล เบนิเตซ เข้ามาเป็นเทรนเนอร์คนใหม่
อย่างไรก็ตามเรื่องนักเตะชื่อดังระดับโลก และระดับยุโรป อาจจะเป็นผู้เล่นที่แมนฯ ซิตี อยากได้ก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดึงตัวมาสู่ถิ่นอิติฮัต ดังนั้นเมื่อมองกันที่ความเป็นจริงตอนนี้ แน่นอนว่าเป้าหมายอันดับ 1 ของแมนฯ ซิตี ในฤดูร้อนนี้ หลังจากมีการยื่นข้อเสนอไปใหม่ และความพร้อมที่จะให้ค่าเหนื่อยได้ถึงสัปดาห์ละ 2 แสนปอนด์
ความเร็วของ สเตอร์ลิง เป็นสิ่งที่ แมนฯ ซิตี กำลังขาดอยู่ เนื่องจากตอนนี้ เฮซุส นาบาส ปีกชาวสเปน กำลังอยู่ในช่วงที่โรยราลงไป และเมื่อฤดูกาลที่แล้วแม้จะได้รับโอกาสจาก มานูเอล เปเยกรินี มากมาย แต่ฟอร์มดูไม่น่าประทับใจนัก แต่หากว่าได้ความสดของ สเตอร์ลิง เข้ามาเสริม ทีมน่าจะมีชีวิตชีวามากขึ้น
ขณะที่การเดินเกมรุก ซิตี มุ่งมั่นเต็มที่กับ เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางทีมชาติฮอลแลนด์วัย 23 ปี ที่แจ้งเกิดกับ "หมาป่า" โวล์ฟสบวร์ก ในบุนเดสลีกา โดยนอกจากจะเป็นตัวทำเกมแล้ว เดอ บรอยน์ ยังยิงประตูให้ทีมได้ถึง 16 ประตู เป็นผู้เล่นในรูปแบบที่ทีมขาดไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว
นอกจากนี้ ซิตี ยังมองถึงเรื่องอนาคตกับการสร้างทีมรุ่นใหม่ หากว่าสามารถทุ่มเงินดึงตัว ปอล ป็อกบา มาได้ในซัมเมอร์นี้ก็พร้อมจะทำทันที แต่โอกาสคงน้อยมาก เนื่องจากเจ้าตัวมองไปทางสเปนมากกว่า ส่วนรายอื่นๆ ก็มี แจ็ค เกรียลิช กองกลางดาวรุ่งของ "สิงห์ผยอง" แอสตัน วิลลา ที่แจ้งเกิดในฤดูกาลที่ผ่านมา แต่เรื่องดาวรุ่งในสหราชอาณาจักร ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จกับ แมนฯ ซิตี เท่าไรนัก
ตอนนี้บรรดานักเตะในเกาะอังกฤษที่เคยอยู่ในทีมทั้ง แจ็ค ร็อดเวลล์, แกเรธ แบร์รี, โจเลน เลสคอตต์ และเจมส์ มิลเนอร์ ต่างก็ออกจากทีมไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงแค่ สกอตต์ ซินแคลร์ ทำให้สโมสรจำเป็นต้องหานักเตะท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้ง จอห์น สโตน กองหลัง และ รอสส์ บาร์คลีย์ กองกลางของ "ทอฟฟีสีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ต่างก็เป็นเป้าหมาย
แต่ที่เหนืออื่นใดคือ จำเป็นจะต้องทำบัญชีของทีมใหม่ หลังจากที่ฤดูกาลที่แล้วจ่ายเกินตัว จนทำให้ไม่ผ่านกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ และส่งผลกระทบถึงการเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นเรื่องที่ มานูเอล เปเยกรินี จะต้องหาเงินเข้ามาเพิ่มเพราะดูแล้วค่าตัวของทั้ง สเตอร์ลิง, เดอ บรอยน์ ที่ทั้งค่าตัว และค่าเหนื่อยคงตกราวๆ 150 ล้านปอนด์ได้
จึงมีความจำเป็นที่สโมสรจะต้องเปิดที่ว่างทางการเงิน โดยเฉพาะเรื่องของค่าเหนื่อย ซึ่งตอนนี้มีหลายคนที่ออกจากทีมไปแล้ว มิลเนอร์ ไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล, สกอตต์ ซินแคลร์ ไปแอสตัน วิลลา, แฟรงค์ แลมพาร์ด กลับไปเมเจอร์ลีก และไมกาห์ ริชาร์ด ย้ายไปอยู่กับลิเวอร์พูล
นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีอีกหลายคนที่จะย้ายออกไปแบบที่แมนฯ ซิตี ได้ค่าตอบแทนไม่ว่าจะเป็น อเลคซานเกอร์ โคลารอฟ, ซามีร์ นาาสรี, สเตฟาน โยเวติช, เอดิน เชโก หรือแม้กระทั่ง ยายา ตูเร ที่น่าจะเปิดช่องว่างค่าเหนื่อยให้ทีมได้มากโข
ซัมเมอร์นี้จึงน่าจะเป็นช่วงที่ แมนฯ ซิตี เปลี่ยนหน้าตาของตัวเองไปพอสมควร



