ข่าว

ฉลุย!แก้ไขรธน.ชั่วคราว57!ทำประชามติ

ฉลุย!แก้ไขรธน.ชั่วคราว57!ทำประชามติ

18 มิ.ย. 2558

ฉลุย!แก้ไขรธน.ชั่วคราว57!ทำประชามติ ‘บวรศักดิ์’ย้ำร่างปฏิรูปมุ่งแก้ขัดแย้งการเมือง

             18มิ.ย.2558 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่... พ.ศ..... ในวาระ 2 โดยใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภาฯ พิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา ทั้งนี้การพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่น สมาชิกส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตมาตรา 3 ที่ให้ผู้เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นสนช.และครม.ได้ แสดงว่ารัฐบาลเปลี่ยนจุดยืนใช่หรือไม่ โดยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สนช. กล่าวว่า สภากาแฟสงสัยว่า การแก้ไขเรื่องดังกล่าวเจาะจงเพื่อคนกลุ่มใดหรือไม่ ฝากให้รัฐบาลระวังเสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่ปล่อยมาในเที่ยวนี้ว่า มีทั้งดีและไม่ดี หากเลือกกลุ่มไม่ดีเข้ามา ความเสียหายต่อประเทศจะยิ่งมากขึ้น 

             นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงว่า รัฐบาลไม่เปลี่ยนจุดยืน และไม่ได้ทำขัดหลักการรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ที่ห้ามผู้ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่จำเป็นต้องแยกแยะให้ออกว่า ใครเป็นผู้กระทำผิดกับผู้ติดร่างแห เมื่อผู้ถูกเพิกถอนสิทธิได้รับโทษครบแล้ว ก็ไม่สมควรมีตราบาปติดตัวตลอดชีวิต เป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไม่ได้อาฆาตฝ่ายใด มุ่งที่จะปรองดอง การเลือกใครจะดำรงตำแหน่ง รัฐบาลจะตรวจสอบอย่างรอบคอบ ส่วนคนกระทำความผิดในคดีทุจริตจนนำไปสู่การถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนั้นก็ไม่สามารถจะดำรงตำแหน่งสมาชิกสนช. สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ รัฐมนตรี รวมไปถึงสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้อย่างแน่นอน โดยเป็นบทบัญญัติที่อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557 มาตรา 8 (7) ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ขอเสนอแก้ไขแต่อย่างใด
 
             “จะบ้านเลขที่อะไรก็ตามที่มีการพูดกันตามสื่อมวลชนทั้งหลาย ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างกันอยู่ในวันนี้ก็ไม่ได้ห้ามกับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผมได้สอบถามกับประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และท่านยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างอยู่ ไม่มีส่วนห้ามในส่วนนั้นไว้ เพราะเขาได้แยกแยะแล้ว จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องการให้เจือสมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย คนที่พ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้วเขายังสามารถรับเลือกตั้งได้อยู่ จะเป็นอะไรก็เป็นได้” นายวิษณุ กล่าว
 
             จากนั้นได้พิจารณาถึงมาตรา 5 ว่าด้วยการกำหนดกระบวนการและขั้นตอนการทำประชามติ สนช.หลายคน อาทิ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ตั้งข้อสังเกตว่า การให้สนช.และสปช.ตั้งคำถามเพื่อทำประชามติ สามารถสอบถามในประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และเมื่อประชาชนได้ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว จะสามารถแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ตามความเห็นของประชาชนในประเด็นคำถามประชามติข้อสองได้อย่างไร ซึ่งนายวิษณุชี้แจงว่า การกำหนดคำถามประชามติเพิ่มเติมนั้น สามารถถามได้ทั้งเรื่องที่อยู่ในหรือนอกร่างรัฐธรรมนูญ เช่น เห็นด้วยกับการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายหรือไม่ หรือเห็นด้วยกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือไม่ แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากแต่ละสภาก่อน ส่วนการแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญตามความเห็นของประชาชนในคำถามประชามติข้อสองนั้น ส่วนตัวคิดว่า การตั้งคำถามต้องตั้งคำถามให้ดี ถ้าตั้งไม่ดีก็อาจมีปัญหาได้ เช่น ถ้าลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไปตั้งคำถามว่า เห็นด้วยกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงหรือไม่ ถ้าประชาชนบอกว่าเห็นด้วย ก็จะเกิดปัญหาต้องไปแก้รัฐธรรมนูญอีก
 
             จนกระทั่งเวลา 15.10 น. หลังจากที่ที่ประชุมสนช.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวในวาระสองเสร็จแล้ว นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่สอง ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมได้ขอมติจากสมาชิกสนช.เพื่อลงมติขอความเห็นชอบการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวในวาระ 3 โดยใช้วิธีขานชื่อลงคะแนนโดยเปิดเผยทีละคน ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบท่วมท้นด้วยคะแนน 203 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 คะแนน


‘บวรศักดิ์’ย้ำร่างปฏิรูปมุ่งแก้ขัดแย้งการเมือง
 
             นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวในงานปาฐกถาประยูร กาญจนดุล ครั้งที่ 7 เรื่อง รู้ลึก รู้ชัด กับอนาคตรัฐธรรมนูญ เนื่องในการฉลองครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า สำหรับมุมมองอนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนมองว่าต้องพิจารณาจากประวัติศาสตร์การเมืองและการเขียนร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2540 ที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิพลเมือง ความโปร่งใส และการสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล แต่ผลต่อมากลับพบว่ากรณีที่รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินไปได้เข้าครอบงำองค์กรอิสระ ศาล และสื่อมวลชน ทำให้การแก้ปัญหาดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้นจึงมีบทบัญญัติให้ตรวจสอบพรรคการเมือง และนักการเมืองที่ทุจริต มีบทลงโทษ อาทิ ยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธินักการเมืองที่ทุจริต แต่สถานการณ์การเมืองหลังจากมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 บังคับใช้พบว่าพรรคการเมืองลำดับที่1 ได้กลับมาเป็นรัฐบาลและเกิดการต่อต้านชุมนุม จนนำมาสู่เหตุการณ์ยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ดังนั้นการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 9 ปีที่ผ่านมาที่ส่งผลให้การแข่งขันด้านเศรษฐกิจ แนวโน้มการศึกษาตกต่ำ รวมถึงทำให้ประเทศไทยสูญเสียทรัพย์สินทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ด้วยการก้าวข้ามความขัดแย้ง และสร้างความปรองดอง ส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้เด็กไทยมีระดับไอคิวรั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน ดังนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงคิดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับปฏิรูป เพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง โดยสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างเสียงข้างมากและข้างน้อย ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเพื่อให้ได้ส.ส.ตรงตามคะแนนนิยมของประชาชน รวมถึงการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อลดต้นเหตุของการซื้อสิทธิขายเสียง
 
             นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมได้ปรับรายละเอียด โดยให้มีผลต่อการทำงานของสปช. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญรวมถึงให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หากประชามติไม่ผ่านในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ระบุไว้ว่าจะให้ไปอย่างไรต่อ ซึ่งตนมองว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคสช. หรือ “แป๊ะ” ต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่การนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาประกาศใช้แน่นอน ส่วนกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดให้วันที่10 ม.ค.59 เป็นวันออกเสียงประชามติ ตนไม่ทราบว่ากำหนดได้อย่างไร เพราะไม่มีโรงพิมพ์ไหนที่สต๊อกกระดาษไว้นานเกิน 1 สัปดาห์ เพราะไม่มีเงินและไม่มีพื้นที่ หากกำหนดให้ทำประชามติวันนั้นจริง ถือว่า กกต. มองโลกในแง่ดีมากๆ
 
             ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขตามคำขอแก้ไขของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) , คณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ด้วยว่า ครม. เสนอแก้ไขประมาณ100 จุด และ สปช. อีกกว่า 100 มาตรา ซึ่งคำขอแก้ไขดังกล่าวที่เสนอมายืนยันชัดเจนว่าไม่มีพิมพ์เขียวแน่นอน ดังนั้นการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญต้องทำเพื่อประสานประโยชน์ ทั้ง สปช. , ครม. , คสช. ,องค์กรตามรัฐธรรมนูญ , กลุ่มประชาสังคม สำหรับแนวโน้มมีสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญคือ 1.การสู้กันระหว่างอนุรักษ์นิยม คงสถานะเดิมไว้ทุกอย่าง กับการปฏิรูปและปรับปรุง เช่น ศาลยุติธรรมที่ออกมาเรียกร้องให้ ก.ต. เป็นเหมือนเดิม, 2.ความเคยชิน เช่น การปกครองท้องถิ่นที่ไม่ชินกับการปรับให้เป็นการบริหารท้องถิ่น อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่ครม.เน้นมาก คือ ความสงบหลังการเลือกตั้ง ด้วยการมีหมวดปฏิรูป กรรมการยุทธศาสตร์กการปฏิรูปประเทศสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง เพราะหลังการเลือกตั้งต้องมีผู้ที่คุมกติกา
 
             นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า คิดว่าเจตนารมณ์หลัก 4 ข้อของร่างรัฐธรรมนูญต้องอยู่ เพราะถือเป็นเสาเอกของบ้าน หากรื้อเสาเอก ต้องหาคนเขียนใหม่ สำหรับประเด็นที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้หารือและมีแนวโน้มที่จะปรับ คือ สภาตรวจสอบภาคพลเมืองระดับจังหวัด ไม่เขียนให้เป็นองค์กร คิดว่าน่าจะพลเมืองมีส่วนร่วมกันเฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นฐาน ส่วนรายละเอียดเขียนไว้ในกฎหมายลูก ขณะนี้สมัชชาพลเมือง ให้กำหนดเป็นเครือข่ายตามภูมิสังคม ไม่ใช่องค์กร สำหรับประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ จะเอาใจใส่เป็นพิเศษ ส่วนหมวดการเมืองมีแนวโน้มว่าจะปรับจำนวน ส.ส.จากแบบเขต จำนวน 250 คน เป็น 350 คน จากบัญชีรายชื่อ 200 คน ไปเป็น 150 คน และใช้บัญชีรายชื่อระดับชาติเหมือนเดิม ส่วนกลุ่มการเมืองมีแนวโน้มปรับออก และเปลี่ยนให้พรรคการเมืองตั้งง่ายขึ้น รวมถึงไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นของคนตระกูลใด ส่วนการเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อที่ให้สิทธิประชาชนเลือกผู้สมัครเป็นส.ส. หรือโอเพ่นลิสต์ ที่ กกต. ท้วงติงว่ามีปัญหา จึงจะปรับให้ไปใช้ครั้งแรกหลังจากมีการเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับหน้าที่ ส.ว.คิดว่าจะปรับในส่วนของการเสนอกฎหมาย ตัดอำนาจที่พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีออก ซึ่งการปรับดังกล่าวถือเป็นการประณีประนอม การแก้ไขร่างรธน. คงไม่ถูกใจใคร 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะไม่ทำให้คนที่ขัดใจลุกออกมาต่อต้าน
 
             “อนาคตรัฐธรรมนูญนี้จึงขึ้นอยู่กับการที่ กมธ.คงเจตนารมณ์ไว้ได้ แต่ปรับบทบัญญัติให้สอดรับกับความรับได้ของกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย ดังนั้นจึงไม่ใช่ฉบับในฝัน แต่เชื่อว่าน่าจะทำให้สังคมไทยขยับเคลื่อนไปได้ แก้ปัญหาความขัดแย้งในอดีต สร้างความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ พยายามทำให้การเมืองใสสะอาดสมดุลเท่าที่สังคมไทยจะรับได้ในเวลานี้ ส่วนอนาคตของรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร ต้องไปถาม สปช.และ คสช. ส่วนผมตอบไม่ได้ เพราะผมยังไม่รู้อนาคตของผมเอง” นายบวรศักดิ์ กล่าว