
นายกฯย้ำไม่มีปฏิวัติซ้อนยันยึดโรดแม็พ
17 มิ.ย. 2558
นายกฯ ปาฐกถาพิเศษการประชุมทางวิชาการระหว่างประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ย้ำไม่มีปฏิวัติซ้อน ยันเดินหน้าตามโรดแม็พ ห่วงน้ำท่วม ดินถล่ม 17-21 มิ.ย.
17 มิ.ย.58 เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่ง ในการประชุมทางวิชาการระหว่างประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ว่า วันนี้สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือความสงบเรียบร้อย มีการตรวจสอบการทุจริตอย่างเป็นระบบ เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้ทุกประเทศมีความพอใจ มีความต้องการที่จะลงทุน แต่ก็มีการถามว่าจะเลือกตั้งกันเมื่อไหร่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับประชาชน ส่วนตนขอยืนยันเดินหน้าตามโรดแม็พเดิม วันนี้มีการพูดกันทุกวันว่าตนอยากอยู่ในอำนาจต่อ ถามว่าอยู่แล้วได้อะไรขึ้นมา วันนี้แม้แต่สลึงเดียวตนยังไม่ได้เลย ทั้งยังโดนด่าด้วย ไม่มีความสุขหรอก ที่อยู่วันนี้ก็เพื่ออนาคตของประเทศ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เพื่อข้างหน้าจะได้แก้ไขอะไรที่ติดขัดได้ ไม่ได้ทำเพื่อให้ตนอยู่หรือไม่อยู่ วันนี้ไม่ต้องมาพูดเรื่องนี้แล้ว
วันนี้ที่ตนได้มาพูดวันนี้เพราะบ้านเมืองเดินหน้าไปไม่ได้ แต่ไม่ได้อยากมาพูดเพราะเหนื่อยจากการทำงานมา 60 ปี แล้วดังนั้นอย่าให้ประเทศเป็นอัมพาต ไม่อย่างนั้นทหารก็ต้องออกมาอีก เพราะไม่มีอะไรสามารถแก้ไขได้ ซึ่งที่ผ่านมากฎหมายทุกกฎหมายใช้ไปหมดแล้ว แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญยังเดินหน้าไปไม่ได้จะให้ประเทศไทยเดินหน้าไปอย่างไร ถ้าเรามีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลทุกอย่างก็จบ ไม่ต้องกลัวทหาร ไม่มีใครอยากเข้ามาแบกภาระ ดังนั้นต้องช่วยกันพูดทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวด้วย
“รัฐบาลหน้าต่อไป 4 ปี ๆน่าจะดีนะประเทศไทย คงจะเป็นมหาอำนาจแล้ว แต่ถ้าไม่ทำก็จะกลับมาที่เดิม ใครอยากจะเดินหน้า 1 ก้าว แล้วถอยหลัง 2 ก้าว ก็ตามใจ วันนี้ผมสร้างภูมิคุ้มกันโดยให้คนไทยหยุดไว้ก่อนหยุดทุกเรื่องที่เกิดความขัดแย้ง แล้วแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหา เดินหน้าสิ่งที่ทำได้ ถ้าทุกอย่างมีปัญหาไปหมดก็ไปไม่ได้ ดังนั้น สปช.เขามีหน้าที่เสนอแนวทางที่จะให้รัฐบาลหน้าทำต่อจากผม 250 คน ที่ตั้งขึ้นมานั้นเพื่อวางแนวทางส่งต่อรัฐบาลหน้า ถ้าไม่เขียนกฎหมายแล้วทำรัฐธรรมนูญให้แตกต่าง ก็จะทำไม่ได้ ถ้าทุกคนเอาประชาธิปไตยอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาก็ใช้ประชาธิปไตย แต่ประเทศเดินหน้าไม่ได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องมีระยะเวลาหนึ่งที่จะต้องปฏิรูปประเทศแต่จะเขียนอย่างไรให้เกิดการยอมรับแล้วรู้ไหมว่าต่อไปใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือไม่รู้เลย หรือเทวดาจะมาเป็นรัฐบาล ซึ่งจะไปอย่างไร ผมไม่รู้ อยู่ที่ท่านเป็นคนกำหนดชะตากรรม และอนาคตของประเทศนี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นทุกคนจะต้องช่วยกันในทุกมิติ ไม่ว่าจะกี่หม่อมอุ๋ย กี่สมคิด กี่ประยุทธ์ ไม่ต้องห่วงทุกคนต้องทำงานร่วมกัน และตนรับฟังทุกคน อย่าไปเชื่อว่าที่มีการบอกว่าใครดี ไม่ดี เพราะปัญหาด้านเศรษฐกิจแก้ไขได้ด้วยพวกเราทุกคนที่จะต้องร่วมมือกัน และวันนี้เราจะทำอย่างไรให้ระบบราชการมีความเข้มแข็ง ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการนั้นตนได้ให้แนวทางไปแล้วว่าจะต้องแต่งตั้งแบบที่ทหารตั้ง โดยจะมีคณะกรรมการของแต่ละกระทรวง และรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงต้องมารับผิดชอบในการแต่งตั้ง เหมือนกับพ.ร.บ.กลาโหม ที่มีคณะกรรมการอยู่ 7 คน โดยทุกคนจะเสนอ ตัวแทนของเหล่าต่อที่ประชุม ถ้าเห็นชอบก็ผ่าน แต่ที่ผ่านมาส่วนราชการอื่นทำไม่ได้ ดังนั้นจะเห็นว่าทหารไม่มีปัญหาเรื่องการแต่งตั้ง จึงไม่ต้องกลัวเรื่องการปฏิวัติซ้อน เพราะมันเลอะเทอะ ถ้าจะปฏิวัติก็มาสิ มาปฏิวัติซ้อนตนเลย มาเลย แล้วจะรู้
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า วันนี้ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจว่าประชาชนเป็นใหญ่คืออะไร ประชาชนเป็นใหญ่อยู่แล้ว โดยมีหน้าที่ในการเลือกตั้ง ใช้อำนาจผ่าน 3 กลไก คือบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ การเลือกตั้งต้องเลือกให้ถูกเลือกให้ดี ถ้าไม่ดีจะโทษใครไม่ได้ เพราะประชาชนเป็นคนเลือก บ้านเรามีคนอยู่หลายส่วน หลายระดับ ซึ่งมีความรู้ และความยากจนไม่เท่ากัน ความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมจึงเป็นบ่อเกิดของปัญหาดังนั้น กรณีมือใครยาวสาวได้สาวเอาต้องไม่เกิดขึ้น รัฐบาลจะสร้างความเท่าเทียมด้วยกฎหมาย หน้าที่ของประชาชน คือ 1.เลือกตั้ง 2.ลงประชามติ 3.เมื่อเกิดปัญหาก็ร้องเรียนไปยังส.ส.ในพื้นที่ และประชาชนสามารถชุมนุมประท้วงได้ แต่ต้องไม่สร้างปัญหา มีการใช้อาวุธใส่กัน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ต่างชาติเข้ามาหาตนแล้วบอกว่ายินดีที่ประเทศไทยมีความสงบสุข ซึ่งเขาพร้อมจะลงทุนในทุกมิติ แต่ก็ถามด้วยว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างนี้ต่อไปเมื่อตนไม่อยู่ ตรงนี้ประชาชนทุกคนต้องเป็นผู้ให้คำตอบ เพราะประชาชนเป็นผู้ใช้อำนาจ ยืนยันว่าตนไม่อยากใช้อำนาจเพราะประเทศไทยมีแต่การใช้อำนาจและกฎหมาย และเมื่อใช้แรงขึ้น จนวันนี้ไม่มีกฎหมายอื่นที่จะใช้แล้วนอกจากกฎอัยการศึก นอกจากกฎอัยการศึกแล้วก็เหลือแต่การฆ่าฟันกัน เราจะทำในแบบที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งหลายประเทศเคยเกิดขึ้น และตายมากกว่าเรา ตั้งแต่ตนเข้ามายังไม่มีใครตายสักคน เว้นแต่มีคนเจ็บใจจนตาย หรือไม่ก็อดอาหารตาย เพราะบอกคนกินเจนานเหลือเกิน แต่วันนี้ยังดีที่เรามีคนดีมากกว่าคนไม่ดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งในการกล่าวเปิดการประชุม ซึ่งสภาพอากาศในกทม.มีฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเช้า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวแบบมีอารมณ์ขันว่า ที่ผ่านมาพยายามขุดคลองรับน้ำเพื่อรับฝน แต่ก็ไม่ตก กลับมาตกที่กทม.ตลอด ไม่รู้ว่าตกไล่ผู้ว่าฯหรือเปล่า
‘นายกฯ’ ชี้ไทยถูกการเมืองกดทับทำเสียโอกาส-จี้ทุกฝ่ายร่วมปราบโกง
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมทางวิชาการระหว่างประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 3 ตอนหนึ่งว่า การประชุมครั้งนี้นับเป็นโอกาสดีที่ทั้งนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านการต่อต้านการทุจริต จะได้มาร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายการต่อต้านการทุจริต ซึ่งเรากำลังเริ่มต้นในการแก้ปัญหา แต่ที่ผ่านมาก็ทำกันมาตลอด เพียงแต่เราต้องเอาจริงเอาจังมากยิ่งขึ้น ด้วยความสนับสนุนของทุกภาคส่วนให้ถือเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมฝากทุกประเทศที่เป็นภาคี ก็ขอให้คำแนะนำกับเราด้วย และกรุณามองประเทศไทย ให้ความเป็นธรรมกับไทย ว่าที่เราลุกขึ้นมาโครมครามกันไม่ใช่ว่าไม่ทำ เราทำมาตลอด แต่มันถูกทาบทับด้วยการเมือง ผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ถูกกดทับมาเป็นเวลานาน วันนี้เราจึงต้องรื้อทุกอย่าง และแก้ไขให้ได้ ไม่ให้เกิดปัญหาต่อไป ซึ่งตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้จากผลการวิจัยและการสืบสวนสอบสวน เพราะการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน และนับวันจะยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียโอกาสในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการขาดความเชื่อมั่นจากสายตาของชาวต่างชาติ ทำให้ถูกปิดกั้นการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งยังทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรแบบสูญเปล่า ซึ่งพวกเราทุกคนล้วนเป็นพลังสำคัญที่จะต่อสู้ และสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้โปร่งใสและเป็นธรรม
นายกฯ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น และกำหนดให้การแก้ไขปัญหาอยู่ในทุกหัวข้อของการปฏิรูปและถือเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ การแก้ไขปัญหาทุกด้านจะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบราชการ ข้าราชการทุกคนต้องนำแนวทางของหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะเป็นรากฐานที่ดีต่อการทำงานทุกระดับ ขั้นตอนการดำเนินงานทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ ไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแม้จะเพียงเล็กน้อย ซึ่งหัวข้อของการประชุมปีนี้ มีความเชื่อมโยงระหว่างเงินและการเมือง และการครอบงำสถาบันของภาครัฐโดยกลุ่มทุนที่มีอำนาจ ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว การยอมรับ เรียกร้อง และขู่เข็ญเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสินบน การใช้อำนาจในทางที่ผิดผ่านทางระบบอุปถัมภ์และการเล่นพรรคเล่นพวก การยักยอกทรัพย์สินของรัฐ ตลอดจนการเปลี่ยนหรือผันการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นภัยอันตรายที่สามารถทำให้ประเทศเป็นอัมพาตได้
นายกฯ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยต้องสร้างรากฐานเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่น ในสถานการณ์ปัจจุบันบางครั้งอาจมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มงวด เพื่อนำไปสู่การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างแท้จริง แม้จะมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบออกมาบังคับใช้ แต่ทางออกของการแก้ไขปัญหานี้ ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน เปลี่ยนจากการเพิกเฉยและการยอมรับการทุจริตมาต่อต้านอย่างจริงจัง และร่วมกันปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นสังคมที่มีบรรยากาศน่าอยู่ มีความชอบธรรมในทุกด้าน นำงบประมาณแผ่นดินที่ต้องสูญเสียไปกับการทุจริตคอร์รัปชั่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีกลไกหรือเครื่องมือที่เพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการภาครัฐแบบเดิม ได้แก่ กลไกด้านความโปร่งใส ด้านความพร้อมรับผิดและตรวจสอบได้ และกลไกการมีส่วนร่วมที่มากขึ้นของกลุ่มต่างๆ เช่น ภาคประชาคมระหว่างประเทศ ภาคเอกชนในประเทศ ภาคการเงิน และกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ หรืออาจมีความจำเป็นที่ต้องใช้กลไกที่เป็นการสั่งการหรือการใช้อำนาจบังคับ
นอกจากนี้ได้จัดทำโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ ในโครงการก่อสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ และได้โยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมดที่มีส่วนพัวพันกับคดีการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งคดียังไม่สิ้นสุด เพื่อให้กระบวนการสืบสวนแล้วเสร็จโดยเร็วและสามารถดำเนินไปได้ โดยปราศจากการข่มขู่คุกคาม การสืบสวนสอบสวนคดีคอร์รัปชั่นและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบธรรมภิบาลในระดับชาติ ถือเป็นความท้าทายของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยนโยบายที่ดีต้องมาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ และรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่สำนักงาน ป.ป.ช. ไม่ได้จำกัดตัวเองเพียงการทำงานด้านการสืบสวนสอบสวน หากแต่ยังได้สร้างเสริมสมรรถนะและความสามารถในการดำเนินงานผ่านการวิจัยและการบริหารจัดการข้อมูล
นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้เรากำลังเดินหน้าประเทศ ต่างชาติเริ่มมีความสนใจเรื่องการลงทุน จากการที่ดูนิทรรศการภายในงานมี 3 เรื่อง ที่เห็นเป็นปัญหาใหญ่คือ เรื่องจำนำข้าว คลองด่าน และเอ็นจีวี ซึ่งเรื่องรถเอ็นจีวีที่ตนต้องการคือให้ประชาชนได้มีรถเมล์ใหม่ใช้ แต่ตนไม่ได้ต้องการให้ท้ายใคร ไม่เคยได้พบใคร และไม่เคยมีใครไปที่บ้าน และภรรยาตนเองก็ไม่เคยพบใครเช่นกัน แต่ย้ำสิ่งที่ทำเพื่ออนาคต ปัญหาการทุจริตวันนี้เพราะว่าคนยอมรับกติกาน้อยลง จนกระทั่งไม่เคารพกติกา ส่งผลให้สังคมเกิดความสับสนวุ่นวาย การทำงานของทุกคนไม่ว่าจะองค์กรใดๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ จะต้องกำหนดบทบาทของหน้าที่ให้ชัดเจน ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำแบบนั้น ถ้าทำแบบนี้ประเทศจะเดินหน้าได้ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ให้ทุกคนได้มีสิทธิสู้ เพราะคนผิดยังไงก็ผิดอยู่ดี แต่อยู่ที่การหาหลักฐานจะต้องหาให้ดี มิเช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวาย คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจะเดือดร้อน และคนในองค์กรจะต้องเป็นบุคคลที่ดีถ้าเปรียบแบบทหารคือดีหนึ่งประเภทหนึ่ง เป็นบุคคลากรที่ไม่มีตัวตน ตนได้ดูหนังเรื่องGame of Throne บุรุษไร้หน้า เป็นบุรุษที่ไม่มีหน้า ใครมาถ้ามีความผิดฟันหมด ขอให้ป.ป.ช.ไปเคลียร์ทุกคดีก่อนวันที่ 22 พ.ค.ให้เรียบร้อย ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 22 พ.ค. ตนจัดการเอง
‘นายกฯ’ ห่วงน้ำท่วม-ดินถล่ม 17-21 มิ.ย. สั่ง ปภ.เตรียมพร้อมช่วยปชช.-ทหารร่วมทีม
17 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และส่วนราชการทุกพื้นที่วางมาตรการเตรียมความพร้อมของหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ และให้ดำเนินการตามแผนเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม ในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก
ทั้งนี้รายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าในช่วงวันที่ 17-21 มิถุนายนนี้ จะมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยกำลังค่อนข้างแรง ซึ่งจะทำให้มีฝนตกชุกหนาแน่นในหลายพื้นที่
“ท่านนายกฯเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในบางพื้นที่อาจจะประสบภาวะน้ำท่วม วาตภัย และดินถล่ม ท่านได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และเตรียมความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนหากเกิดเหตุ พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยทหารในพื้นที่เตรียมพร้อมเพื่อสามารถเข้าร่วมทีมปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า ได้มีการแจ้งให้ศูนย์ ปภ.เขต 1(ปทุมธานี) เขต 2 (สุพรรณบุรี) เขต 3 (ปราจีนบุรี) เขต 4 (ประจวบคีรีขันธ์) เขต 17 (จันทบุรี) เขต 18 (ภูเก็ต) และจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และกรุงเทพมหานคร ให้เตรียมพร้อมในช่วงเวลาที่อาจจะเกิดความเสี่ยงจากลมมรสุมดังกล่าว



