
ตัดแต่งบอนไซสร้างรายได้แถมใจรัก
ฐานันดร์ ปฏิภานธาดา ตัดแต่งบอนไซสร้างรายได้แถมใจรัก : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง--วันวิสา โรจน์แสงรัตน์ ภาพ--ทวีชัย จันทะวงศ์
เชื่อกันว่าคนที่ชอบปลูกต้นไม้มักเป็นคนจิตใจดี โอบอ้อมอารี และใจเย็น เพราะการปลูกให้ได้อย่างที่ตั้งใจนั้นต้องใช้เวลา ต้องทุ่มเท ดูแล และเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นไม่ต่างจากสถาปนิกหนุ่มจากรั้วมหาวิทยาลัยรังสิต วัย 43 ปี “เก่ง” ฐานันดร์ ปฏิภานธาดา ที่หันเหชีวิตจากอาชีพสถาปนิกที่ร่ำเรียนมา สู่การทำบอนไซอย่างเต็มตัว ทั้งยังต่อยอดเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้แก่ครอบครัวจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการบอนไซระดับประเทศ ในฐานะเจ้าของรางวัลจากหลายเวที และยังเป็นเจ้าของเพจ “บอนไซใบสน”
ในวันที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนโชว์รูมบอนไซขนาดกะทัดรัดภายในบ้านพักย่านถนนเกษตร-นวมินทร์ “เก่ง” ฐานันดร์ ออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ โดยเริ่มต้นจากความหมายของคำว่าบอนไซ ซึ่งเจ้าตัวอธิบายว่า ‘บอน’ แปลว่า กระถาง ส่วน ‘ไซ’ แปลว่าต้นไม้ เมื่อนำ 2 คำนี้มารวมกันจึงทำให้ บอนไซมีความหมายว่าต้นไม้ในกระถาง
“แรกเริ่มเลยคุณพ่อผมชอบปลูกต้นไม้ ผมเลยชอบต้นไม้มาตั้งแต่เด็กๆ จนกลายเป็นความผูกพันและพยายามเก็บเกี่ยวความรู้ที่เห็นจากคุณพ่อมาตลอด ส่วนบอนไซผมมีโอกาสไปพิษณุโลก แล้วเห็นคุณลุงท่านหนึ่งปลูก ครั้งแรกที่เห็นตื่นเต้นมาก อยากรู้ว่ามันคือต้นไม้อะไร เพราะตอนนั้นเมืองไทยก็เพิ่งเริ่มต้นนำเข้ามาประมาณ 40-50 ปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งตอนนั้นถือเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับคนไทย แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าที่ควร” เจ้าของบ้านย้อนเล่าที่มา
หลังจากเริ่มหลงใหลต้นไม้รูปทรงแปลกตา เขาก็เริ่มทดลองปลูกด้วยพันธุ์ไม้ไทยอย่างมะขาม ตะโก ข่อย ชาฮกเกี้ยน ฯลฯ แต่ด้วยความที่สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ตและหนังสือให้ค้นคว้าหาความรู้ จึงต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง จนกระทั่งเมื่อราว 10 ปีให้หลังมานี้ เริ่มมีหนังสือเกี่ยวกับบอนไซเยอะขึ้น ทั้งหนังสือจากต่างประเทศและเว็บไซต์ต่างๆ ให้ค้นหาข้อมูลมากมาย จึงเป็นช่วงเวลาให้เขากลับมารื้อฟื้นความชอบในอดีตเมื่อครั้งยังเป็นเด็กให้หวนกลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้เขาตัดสินใจจับธุรกิจนี้อย่างจริงจัง
"จริงๆ แล้วคอนเซ็ปต์ของบอนไซคือไม้ยืนต้นอะไรก็ได้ขอให้มีเปลือก มีใบลักษณะเล็ก ก็สามารถนำมาปลูกในกระถางเป็นบอนไซได้ทั้งนั้น ซึ่งผมเริ่มจากไม้ไทยในบ้านเรานี่ล่ะ จนกระทั่งเมื่อ 7-8 ปีก่อน ผมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น แล้วมีโอกาสได้ไปเห็นบอนไซของเขาแล้วถูกใจรูปแบบ เพราะญี่ปุ่นเขามีมาประมาณ 700-800 ปี เทียบได้ตั้งแต่ยุคสุโขทัยของเรา ซึ่งถือว่าเป็นต้นฉบับของการปลูกบอนไซก็ว่าได้
สมัยก่อนบ้านเรือนทั่วไปประชาชนคนธรรมดาทั่วไปไม่มีสิทธิ์เลี้ยงบอนไซเลย จะมีอยู่แต่ในพระราชวัง ในเขตพระราชฐาน หรือเคหสถานเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ขุนนาง หรือเจ้าเมืองเท่านั้น แต่ต่อมาความนิยมเพิ่มมากขึ้น คนทั่วไปสามารถเข้าถึง และกลายเป็นวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น เพราะเชื่อว่าเป็นฮวงจุ้ยอย่างหนึ่ง ทั้งเรื่องอายุยืน เสริมดวง เสริมความมั่นคงทางธุรกิจ อดทนแข็งแกร่ง สง่างาม คนไทยเองส่วนใหญ่นิยมซื้อไปประดับบ้านบ้าง เสริมฮวงจุ้ยบ้าง" ผู้เชี่ยวชาญด้านบอนไซเล่าให้ฟัง
แม้ว่าสไตล์ญี่ปุ่นจะโดนใจเข้าอย่างจัง และเป็นแรงผลักให้เริ่มเรียนรู้และศึกษาอย่างจริงจังในการตัดแต่งบอนไซจากทางยูทูบบ้าง ลองผิดลองถูกเองบ้าง และยังมีโอกาสเข้าไปนั่งเรียนคอร์สสั้นๆ กับผู้เชี่ยวชาญที่ญี่ปุ่นด้วย แต่ตอนนั้นยังเป็นเพียงงานอดิเรกที่ทำด้วยใจรัก และไม่มีความคิดที่จะขาย
“แรกๆ ทำสนุกๆ ด้วยใจรักไม่เคยคิดว่าจะขายเลย พอทำเสร็จก็ลองส่งไปประกวด ครั้งแรกไม่ได้รางวัล แต่พอครั้งที่ 2 3 4 ได้รางวัลตลอด จนคนเลยเริ่มรู้จักมากขึ้น ก่อนหน้าเราไม่รู้จักใครเลย และไม่มีใครรู้จักเราด้วย เราทำเองคนเดียวสนุกๆ เป็นงานอดิเรกอยู่กับบ้าน ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าทำสวยเพราะยังไม่เคยคุยกับใครในแวดวงบอนไซ จนวันหนึ่งส่งเข้าประกวดแล้วได้รางวัลอีก ก็เริ่มมีคนชมว่าสวยมากเลยนะทำได้ยังไง? ไปเรียนที่ไหนมา? ไปฝึกกับใคร? ใครเป็นคนสอน? ผมก็บอกว่าไม่มีใครสอนผมฝึกด้วยตัวเอง” กูรูบอนไซเล่าอย่างออกรส
เมื่อมีคนเริ่มรู้จัก หลายคนขอไปดูผลงานที่บ้าน แล้วขอซื้อซึ่งตอนนั้น “เก่ง” ฐานันดร์ ออกปากปฏิเสธด้วยความนุ่มนวล เพราะทุกต้นล้วนเป็นสิ่งที่เขาหวงแหน แม้ขณะนั้นจะมีมากเป็นหลักร้อยต้นแล้วก็ตาม จนท้ายที่สุดทนแรงตื๊อไม่ไหวและยอมแบ่งขายในที่สุด โดยเจ้าตัวสารภาพว่า เลือกต้นขี้เหร่ให้ไป ส่วนต้นที่สวยถูกใจยังคงเก็บไว้ชื่นชมเองที่บ้าน และเมื่อมีครั้งแรกที่ยอมขาย จากปากต่อปากจนเป็นที่รู้จักในวงการบอนไซมากขึ้น ลูกค้ารายต่อๆ มาก็ตามติดมาเป็นระยะ มีคนชอบสไตล์การทำไม้ของเขาที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับใคร ลูกค้าก็ยิ่งเพิ่มขึ้น กระทั่งเขาตัดสินใจเปิดเป็นเซ็กซั่นหนึ่งเพื่อจำหน่ายบอนไซโดยเฉพาะ พร้อมเปิดเว็บไซต์ และเปิดช่องทางการขายออนไลน์ พ่วงด้วยบริการส่งทางเครื่องบินทั่วประเทศ
“หลังจากส่งประกวดบ่อยเข้า ก็มีคนรู้จักผมและชอบสไตล์การทำไม้ของผมมากขึ้น จนระยะหลังเริ่มติดต่อขอนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จากญี่ปุ่น แรกๆ เขายังไม่ยอมขายให้ เพราะสวนบอนไซที่โน่นค่อนข้างหวงไม้มาก เขาไม่เห็นแก่เงินไม่ใช่ว่าใครเข้ามาจะขายหมด เขาจะสอบถามว่าเราเลี้ยงเป็นไหม เรามีสวนที่บ้านหรือเปล่า ฯลฯ เพราะบางต้นอายุหลายสิบปีถ้าเอากลับมาแล้วตายก็น่าเสียดาย เราก็ต้องให้ข้อมูลจนเขารู้จัก พอกลับไปครั้งที่ 2 ถึงยอมขายให้ หลังจากนั้นก็เริ่มติดต่อกันมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีการติดต่อ 10 กว่าสวน” เจ้าของเพจบอนไซใบสนบอกอย่างนั้น
พร้อมกันนี้ยังอธิบายต่อไปว่าบอนไซมี 2 แบบด้วยกัน แบบแรกคือเพาะชำตั้งแต่เด็กซึ่งเรียกว่าไม้จากสวน อีกแบบหนึ่งคือไม้ที่ขุดจากป่า ขุดมาทั้งต้นเป็นทรงขี้ริ้วขี้เหร่และนำมาตัดแต่งให้สวยงามในภายหลัง แต่ไม้แบบนี้ลำต้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้แล้ว ซึ่งเสน่ห์ของไม้ป่าคือปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้ขุดแล้ว กฎหมายใหม่ที่เพิ่งประกาศไม่กี่ปีที่ผ่านมาบอกชัดเจน ว่าทุกตารางนิ้วในญี่ปุ่นห้ามขุดเด็ดขาดเพราะเป็นเขตอนุรักษ์ ทำให้ไม้ป่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตามสวนมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคนเล่นบอนไซจะดูออกว่าต้นนี้เป็นไม้ป่าหรือไม่ใช่
“ผมจะเดินทางไปเลือกวัตถุดิบที่ญี่ปุ่นเองประมาณปีละ 2-3 ครั้ง บอนไซที่เรานำเข้ามาเป็นบอนไซที่ยังไม่ได้สร้างเป็นต้นบอนไซ หน้าตาจะขี้เหร่แต่ราคาจะถูกลงมาหน่อย เพราะถ้าเรานำเข้าไม้ที่ตัดแต่งแล้วเข้ามาราคาจะแพงมาก ส่วนใหญ่จึงเน้นซื้อแบบที่ยังไม่เสร็จแล้วมาจัดแต่งเอง ด้วยการนำมาใส่กระถางบ้าง เปลี่ยนองศาลำต้นบ้าง อย่างบางต้นมาแบบลำต้นตรง เราอาจจะมาจับเอนแล้วดีไซน์พุ่มไม้ให้เป็นรูปแบบตามที่เราสเก็ตช์แบบไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ตัดแต่งมุ่งสู่เป้าหมายที่ออกแบบไว้ ซึ่งผมพยายามจะดึงคาแรกเตอร์ของไม้ใหญ่ออกมาให้หมด และทำให้ลีลา รูปทรงไม่ซ้ำใคร บอนไซที่เกิดจากที่นี่จะเป็นต้นเดียวในโลก” อดีตสถาปนิกหนุ่มเล่าอย่างอารมณ์ดี ขณะตัดแต่งกิ่งบอนไซต้นโปรด
สำหรับสายพันธุ์ที่เป็นที่นิยม นักตัดแต่งบอนไซคนเดิมอธิบายว่า ชิมปากุ หรือที่ต่างประเทศเรียกว่าเจนนิเปอร์ เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในบ้านเรา เป็นหนึ่งในตระกูลสนซึ่งเวทีโลกถือเป็นนัมเบอร์วันและมีเสน่ห์มากที่สุด เนื่องจากลีลาลำต้นอ่อนช้อย และมีความหลากหลายในรูปทรง เมื่อนำมาเลี้ยงในบ้านเราจะมีการปรับตัวได้ง่ายกว่า ลักษณะใบคล้ายปะการังและเป็นเส้นๆ เหมือนเส้นด้าย
“ที่ผมนำเข้ามาจะเน้นไม้สนอย่างสนญี่ปุ่นจะมีเกือบ 20 ชนิด ผมเอาเข้ามาประมาณ 6-8 ชนิด เช่น ยามาโดริ, แบล็ก ไพน์ หรือ สนดำ, ไวท์ ไพน์ หรือ สนขาว, เรด ไพน์ หรือ สนแดง ฯลฯ เพราะบางชนิดเลี้ยงในบ้านเราไม่ได้ แต่ก็มีไม้ญี่ปุ่นประเภทอื่นๆ ด้วย อย่างอาซาเลียจะเป็นไม้ดอก, ฮิโนกิ ใบจะยึกยือเหมือนกำมะหยี่ ดูจะเหมือนไม้ใหญ่คือถ้าเอามาตั้งถ่ายรูปโดยไม่เห็นว่าถืออยู่จะเหมือนต้นไม้ที่อยู่กลางสวน ซึ่งนี่แหละคอนเซ็ปต์ของบอนไซคือการจำลองไม้ที่มีคาแรกเตอร์ อย่างไม้โบราณ ไม้แก่บนภูเขา ย่อมาอยู่ในกระถางเพื่อนำมาชื่นชมในบ้าน” ผู้เชี่ยวชาญบอนไซสไตล์ญี่ปุ่นแจง
แต่ละต้นกว่าจะเป็นรูปทรงอย่างที่เห็นในโชว์รูมนี้ ไม่ใช่ 2-3 วันจะเสร็จสมบูรณ์ “เก่ง” ฐานันดร์ บอกอีกว่า แต่ละต้นใช้เวลาทำค่อนข้างนาน เริ่มต้นตั้งแต่ 1 ปีหรือบางต้นนานถึง10 ปีทีเดียว พอได้ตามแบบที่ต้องการแล้วเรียกว่า “ไม้จบ” คือสิ้นสุดการตัดแต่งแล้ว ถ้าหลังจากนี้มีอะไรงอกขึ้นมาเพิ่มต้องคอยตัดแต่งอยู่เรื่อยๆ แต่หากมีอะไรโผล่ขึ้นมาที่ดูว่าเจ๋ง อาจจะเลี้ยงตรงส่วนนั้นเพื่อเปลี่ยนดีไซน์ก็ได้เช่นกัน เพราะบอนไซเป็นงานศิลปะชนิดเดียวที่กระทำกับสิ่งมีชีวิตและสามารถตัดแต่งได้ไม่รู้จบ
“ต้นโดดเด่นที่สุดในร้านตอนนี้คือยามาโดริ อายุ 300 ปีเพิ่งได้มาไม่นานนี้เอง ตอนนี้ตัดแต่งเสร็จพร้อมขายแล้ว ผมตั้งราคาไว้ที่ 1 ล้านบาท ที่ราคาสูงเพราะเป็นยามาโดริที่ปลูกในป่า มันมีมูลค่าในตัวเองอยู่แล้ว ส่วนรูปทรงของลำต้น ผมออกแบบอิงจากภาพวาดภาพหนึ่งที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นภาพที่สร้างเมื่อ 100 ปีที่แล้วในช่วงปี 1830-1833 โดยศิลปินชื่อว่า คัตซูชิกะ โฮคูไซ เป็นภาพพิมพ์ไม้โบราณที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่งของโลก คนญี่ปุ่นรู้จักภาพนี้เป็นอย่างดี ผมได้ไอเดียจากคลื่นเล็กๆ เรียกว่า เกรท เวฟ ออฟ คานากาวะ ที่สมัยหนึ่งเคยเป็นสึนามิเข้าถล่มเมืองคานากาวะ จนศิลปินจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดีแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นภาพนี้ หรืออีกรูปทรงที่สะดุดตาเป็นไม้ป่ายามาโดริเหมือนกัน ขุดจากป่าแล้วเอามาปักให้ทิ่มลง เพื่อทำทรงให้เหมือนไม้ที่อยู่ตามหน้าผาน้ำตก ย้อยลงด้วยโลเกชั่นที่ไม่สามารถตั้งตรงได้” เก่งเล่าถึงที่มาของรูปทรงบอนไซไฮไลท์
ใช่ว่าบอนไซจะสวยงามแปลกตาด้วยรูปทรงของต้นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนประกอบสำคัญอย่างกระถางที่จะต้องเลือกให้เหมาะสม คือ กระถางต้องไม่วิจิตรเกินไป ขนาดสัดส่วนต้องไม่ใหญ่ไม่เล็ก สี รูปทรงต้องเสริมขึ้นมา ไม่ใช่ใส่แล้วดึงลง อย่างการเดินทางไปเลือกต้นบอนไซที่ญี่ปุ่น ก็ต้องเลือกกระถางให้แมทช์กันด้วย ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด หรือแม้กระทั่งกี๋ หรือขาตั้งโชว์ หรือโต๊ะไม้เล็กๆ สำหรับวางรองก็เช่นกัน ถ้าเอาบอนไซไปตั้งบนโต๊ะโดยไม่มีโต๊ะไม้ตัวนี้ คุณค่าจะถูกดึงลง แต่พอมีโต๊ะตัวนี้ มันจะขับความสง่าของบอนไซขึ้นมา แต่กี๋ที่ดีต้องเรียบง่ายพอสมควรที่สำคัญคือต้องเหมาะสมกับรูปทรงของกระถาง เพื่อช่วยขับความเด่นของบอนไซให้เพิ่มขึ้น
สู่ฝันพิพิธภัณฑ์บอนไซ
สำหรับเป้าหมายของ “เก่ง” ฐานันดร์ ปฏิภานธาดา ที่จะต่อยอดบอนไซในอนาคตนั้น เขาบอกว่า การทำบอนไซเป็นงานอิสระ และเป็นงานที่ทำด้วยใจรัก จากวันที่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ี้ กล้าพูดเลยว่าธุรกิจลงตัวทุกอย่างแล้ว เงินหมุนเวียนอาจไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเลขได้ชัดเจน แต่รายได้ที่เข้ามาต่อเดือนก็ราว 3 แสนถึง 7 หลัก และยังตั้งความหวังว่าในอนาคตอยากทำพิพิธภัณฑ์และโรงเรียน แบ่งเป็นส่วนขายด้วย และอยากทำเป็นสวนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทยอีกจุดหนึ่ง ที่มีส่วนได้เผยแพร่เรื่องของบอนไซให้คนทั่วไปได้รู้จัก ทั้งยังคิดที่จะจัดเวิร์กช็อป สอนการตัดแต่งบอนไซแบบญี่ปุ่นตามความถนัดให้เป็นที่แพร่หลายด้วย แต่ตอนนี้ยังติดขัดในเรื่องของสถานที่
ผู้เชี่ยวชาญด้านบอนไซสไตล์ญี่ปุ่นยังแนะนำการดูแลรักษาบอนไซนั้นไม่ต่างจากไม้กระถางทั่วไป 3 ปัจจัยหลักคือ รดน้ำวันละ 2 ครั้ง รับแดดวันละ 4 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง แค่นี้ก็จะมีบอนไซสวยๆ อยู่ได้นานเป็นร้อยปีส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้สบายๆ เพียงแต่ต้องตัดแต่งทุกๆ 6 เดือน ซึ่งลูกค้าที่ซื้อจากร้านเรานอกจากจะนำกลับมาให้ตัดแต่งได้ฟรีแล้ว เมื่อต้นขยายขึ้นยังสามารถนำมาให้เราดูแลใส่ปุ๋ย หรือเปลี่ยนกระถางให้ได้เช่นกัน
“ทุกวันนี้ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานกับสิ่งที่รัก และที่สำคัญผมเชื่อว่าบอนไซมีพลังอะไรบางอย่าง สมมุติว่าเราเหนื่อย เคร่งเครียดวุ่นวายอะไรก็ตามจากโลกภายนอก ทันทีที่เราเข้ามานั่งมองบอนไซในบ้าน ความสงบจะเกิดขึ้นในบัดดล ไม่ถึงนาทีเราจะรู้สึกได้ถึงความสงบ หลังจากนั้นเราจะสัมผัสได้ถึงความสุขที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ซึ่งคนที่เลี้ยงบอนไซจะเสพติดความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี” กูรูบอนไซบอกถึงเสน่ห์ของต้นไม้ขนาดจิ๋ว



