
ผบ.ตร.หนุนใช้ม.44ปราบแว้น
16 มิ.ย. 2558
ผบ.ตร.หนุน 'ประยุทธ์' ใช้ ม.44 ปราบแว้น 'ภาค 7 โมเดล' ตั้งด่านกวาดล้างร้านแต่งซิ่งผิด ก.ม. ขอแอดมินปิดเพจ 'เช็กด่าน' เป็นภัยความมั่นคง จ่อรวบตัวดำเนินคดี
16 มิ.ย. 58 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีคำสั่งให้ติดตามตัวมือดีโพสต์ข้อความว่า จะมีการปฏิวัติซ้อนบนโลกโซเชียลนั้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวว่า ท่านไม่ได้สั่งการ แต่ตนมีคำสั่งให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ไปตรวจสอบว่ากรณีที่มีการโพสต์ข้อความเรื่องการปฏิวัติซ้อน ใครเป็นคนโพสต์ ถ้าการโพสต์ข้อความเหล่านั้นสร้างความตระหนกตกใจ หรือความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชน หรือสร้างปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง ก็จะดำเนินคดี ข้อความที่โพสต์หรือเผยแพร่ ถ้าไม่เป็นความจริง มีความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่ากรณีใดที่พี่น้องประชาชนหรือคนที่หลงผิดเข้าใจผิดแล้วใช้สื่อโซเชียลหรือสื่อใดๆ ก็แล้วแต่ ก่อให้เกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเข้าใจผิด มีผลกระทบกระเทือนด้านใดๆ ก็ตามที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ต่อไปนี้ บก.ปอท.ตรวจสอบ และดำเนินคดีทุกราย เช่น ส่งข้อความเรื่องด่านความมั่นคง ก็จะถูกดำเนินคดี ทุกๆ เรื่องที่เกิดจากความคึกคะนอง ความเข้าใจผิด หลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการ สนุกสนาน ว่าสิ่งเหล่านี้มีความผิดตามกฎหมาย เพราะการกระทำเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ คึกคะนอง สนุกสนาน ทุกกรณีไม่เฉพาะปฏิวัติซ้อน ส่วนบทลงโทษการโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ ไม่เป็นความจริง ผ่านทางโซเชียลมีเดีย แล้วทำให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิดหรือทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ก็จะต้องถูกดำเนินคดี และในส่วนของข้อมูลเบาะแสของผู้โพสต์ เป็นหน้าที่ของ ปอท.ที่จะต้องตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีกลุ่มที่ต้องการยั่วยุสร้างความรุนแรงต่อเหตุการณ์ ผบ.ตร.กล่าวว่า เท่าที่ได้ฟังมา ไม่มี จากการตรวจสอบฝ่ายข่าว ฝ่ายความมั่นคงแล้ว ไม่มีมูลใดๆ เกี่ยวกับการปฏิวัติซ้อน ได้คุยกับเพื่อนๆ น้องๆ นายทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ ไม่มีการพูดคุยหรือเหตุผลหรือเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิวัติซ้อน เป็นเรื่องของความคึกคะนองของคน คนที่โพสต์คิดว่าสิ่งที่โพสต์จะทำให้เกิดปัญหาความเข้าใจผิด เกิดความแตกแยก และเชื่อว่าน่าจะได้ตัว
ส่วนกรณี พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้เชิญให้ร่วมเดินทางไปทำคดียูฟันที่ประเทศมาเลเซียนั้น ผบ.ตร.กล่าวว่า ในเบื้องต้น พล.ต.ท.สุวิระ มารายงานว่า คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับประเทศมาเลเซีย อยากให้เดินทางไปร่วมประชุมกับอธิบดีกรมตำรวจมาเลเซีย ให้เตรียมตัวไว้ อีกประมาณเดือนหน้าจะเดินทางไป ซึ่งยังไม่ได้คุยถึงรายละเอียดในการเดินทางไปมาเลเซียในครั้งนี้ ส่วนการดำเนินคดีระหว่างประเทศก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ถ้าเป็นที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศก็จะใช้ทุกวิถีทางในการขอความร่วมมือไปดำเนินคดี ต้องใช้วิธีการการทูต การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ส่วนถ้าเป็นความผิดที่เกิดในประเทศมาเลเซีย ต้องให้ทางการดำเนินคดี เพราะเป็นความเสียหายในประเทศนั้น
ส่วนข้อมูลของทาง ปปง.ที่อายัดทรัพย์สิน จะต้องส่งให้ทางการมาเลเซียหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า กฎหมายบ้านเราก็ต้องใช้ในประเทศ แต่ถ้าเป็นความผิดในประเทศนั้นก็ต้องใช้กฎหมายทางประเทศนั้น ส่วนข้อมูลจะมีการประสานงานกันเพื่อจะดำเนินการได้ถูกต้องชัดเจน
ส่วนเมื่อวานนี้ มีการประชุมเรื่องเด็กแว้นที่กระทรวงยุติธรรมในส่วนที่การเตรียมนำมาตรา 44 มาใช้ ในเรื่องของการปราบปรามหรือเร่งรัดกฎหมาย ควบคุมพฤติกรรมของเด็กหรือผู้ปกครอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เมื่อวานนี้ได้ไปร่วมประชุมจากผู้ร่วมประชุม 64 หน่วยงาน ได้บทสรุปว่า การดำเนินการกับเด็กแว้น จะมี 3 ขั้นตอน ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ในส่วนระยะสั้นจะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดำเนินการ ได้มอบนโยบายให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ไปดำเนินการ เบื้องต้นได้สั่งการให้ทุก บก.ในเขตนครบาล และ จว.ปริมณฑล ให้จัดชุดพิเศษขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับเด็กแว้นโดยเฉพาะ ชุดละ 50 นาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจ มีการประสานงาน ร่วมกันทำงานทุกวัน จะได้มีความเข้าใจ ถ้ามีการสับเปลี่ยนกำลังบ่อย ความเข้าใจ ความคล่องตัวจะไม่ดีพอ เพราะตำรวจต้องไปตั้งด่านตั้งแต่ 23.00 น. ถึง 06.00 น. ต้องกลับมาทำหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจรหรือสายตรวจอีก ก็จะทำให้เกิดความอ่อนล้า ปฏิบัติหน้าที่ไม่เต็มที่ แต่ถ้ามีชุดปฏิบัติงานโดยเฉพาะ จะทำให้ขีดความสามารถ ความเข้าใจ ประสบการณ์ ความคล่องตัว การประสานงานจะทำได้ดี ส่วนระยะกลาง จะมีการพิจารณาว่าหน่วยงานไหนที่เข้ามาเกี่ยวข้องและมีการปรับปรุงอะไรหรือไม่ ระยะยาว จะมาดูเรื่องกฎหมาย จะต้องลงโทษกับใครบ้าง ลงโทษกับเยาวชนเพื่อจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิม 15 วัน เปลี่ยนเป็น 1 เดือน หรือ 2 เดือน ต้องดูว่าการที่นำตัวเยาวชนไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือทัศนคติเป็นเวลานานจะกระทบกระเทือนการศึกษาหรือไม่
ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องที่ รมต.ยุติธรรม ได้วางกรอบไว้ ที่ชัดเจนก็ในส่วนของ ตร.ให้มีชุดปฏิบัติการณ์แต่ละ บก.ให้ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ ซึ่งต่อไปนี้ปัญหาเด็กแว้นไม่ใช่เฉพาะ ตร.เท่านั้นที่จะแก้ปัญหา ทุกๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนที่จะต้องแก้ปัญหา ก็จะรวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้ามาร่วมแก้ปัญหาด้วย การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทำมาโดยตลอดแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เยาวชนเหล่านี้อาจคิดว่าบทลงโทษมันน้อยหรือวิธีการเดิมๆ แค่บังคับใช้กฎหมาย แต่ไม่มีวิธีการปรับทัศนคติ ค่านิยม ซึ่งเด็กจำพวกนี้อาจจะมีปมด้อย เช่น เรียนไม่เก่งจึงต้องออกมาปลดปล่อย แต่เด็กที่เรียนเก่งก็ไม่มาทำเพราะมีวิธีการในการแสดงออก โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งว่าให้ดำเนินการให้เร็วที่สุด ทั้งเรื่องเด็กแว้นและจำหน่ายสุราใกล้สถานศึกษา จะต้องให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในสิ้นเดือนนี้ ทั้งนี้ พ.ร.บ.ต่างๆ ไม่สามารถแก้ได้เลย จึงมีการพูดถึงว่า ควรจะมีการนำมาตรา 44 มาใช้หรือไม่ ท่านนายกฯ ก็พูดมาตลอดว่า ถ้าจะใช้ ใช้แล้วต้องเกิดประโยชน์ และไม่มีหนทางอื่นมาทำให้เกิดประโยชน์โดยเร็วโดยพลัน ที่ตนเคยสนับสนุนให้ใช้มาตรา 44 กับเด็กแว้น และจำหน่ายสุราใกล้สถานศึกษาก็เพราะว่า เราไปแก้กฎหมายตามเงื่อนเวลาที่ที่กำหนดไว้ ก็จะไม่ทันการณ์ รวดเร็วและทันใจ คงต้องเป็นมาตรา 44 จึงสนับสนุนท่านนายกฯ ให้แก้ปัญหาด้วยมาตรา 44
ภาค 7 โมเดล ตั้งด่านกวาดล้าง
เมื่อเวลา 10.10 น. ที่ลานหน้าเสาธง อาคาร บช.ภ.7 ถนนเหนือวัง อ.เมือง จ.นครปฐม พล.ต.ท ประวุฒิ ร่วมกับ พล.ต.ท.วีระพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.ชนาภัทร เชยสมบัติ รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.วิรัช วัชรขจร รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.วรภัทร์ วัฒนวิศาล รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.วิเชียร ตันติวิริยะ รอง ผบช.ภ.7 ผบก.สส.ภ.7 , พ.ต.อ.กฤษณะ ทรัพย์เดช ผบก.ภ.จว.ราชบุรี , พ.ต.อ.อนุภาพ ศรีนวล รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม , พ.ต.อ.อนุพันธ์ จันทร์พฤกษ์ รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม (รรท.ผกก.สภ.เมืองนครปฐม) พร้อม ผบก.ฯ รอง ผบก. ผกก. ผู้แทน ทุก สภ.ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ร่วมกันแถลงข่าวผลการระดมกำลังตั้งด่านและกวาดล้างแหล่งและร้านค้าที่มีการดัดแปลงสภาพในพื้นที่ ภ.7 รวมทั้งรถ จยย.ที่ดัดแปลงสภาพ และที่ใช้แข่งขันในทางสาธารณะ
ของกลางเป็นท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ จำนวน 3,459 ท่อ ท่อที่ไม่ได้มาตรฐานตรวจยึดจากร้านจำหน่ายอะไหล่ จำนวน 468 ท่อ ยึดจากการตั้งจุดตรวจ จำนวน 2,991 ท่อ วงล้อรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการดัดแปลงสภาพรถ จำนวน 16 วง โครงรถจักรยานยนต์ จำนวน 1 โครง อะไหล่รถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการดัดแปลงสภาพรถ จำนวน 61 ชิ้น รถจักรยานยนต์ที่ดัดแปลงสภาพ และท่อส่งเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กว่า 300 คัน
พล.ต.ท.ประวุฒิ แถลงว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการแข่งรถในทางสาธารณะของเด็กและเยาวชน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ผบ.ตร. และ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้เรียกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติและเชิญหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสั่งการหน่วยในสังกัดนำนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และขอความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อการบูรณาการการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว
โดยในส่วนของ ตำรวจภูธรภาค 7 มี ผบช.ภ.7 เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้นด้วย จึงได้นำนโยบายดังกล่าวมาสั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 และกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 เป็นโมเดล การระดมกวาดล้างและจับกุมร้านจำหน่ายอะไหล่ ร้านซ่อมหรืออู่ที่รับดัดแปลงสภาพรถ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่นำอะไหล่ไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่ายหรือนำมาใช้ในการดัดแปลงสภาพรถ โดยให้ประสานการปฏิบัติกับอุตสาหกรรมจังหวัดให้เข้าร่วมในการปฏิบัติการในระหว่างวันที่ 12 - 15 มิถุนายน 2558 และสั่งการให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัดตั้งจุดตรวจเพื่อป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางสาธารณะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการระดมกวาดล้างและจับกุมในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถจับกุมและตรวจยึดอะไหล่ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับดัดแปลงสภาพรถจักยานยนต์ และร้านจำหน่ายอะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ท่อไอเสีย ล้อรถจักรยานยนต์ เป็นต้น และตรวจยึดรถจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพและท่อไอเสียที่ส่งเสียงดังเกินกว่ากฎหมายกำหนดเป็นจำนวนมาก
พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.7 กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดภูธรภาค 7 ก็จะมีการดำเนินการตั้งด่านและกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง โดยจะดำเนินคดีกับทั้งผู้จัดแข่ง ผู้แข่งเอง และผู้ปกครองของเด็กแว้นต้องรับผิดชอบด้วย ซึ่งคาดว่าการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเด็ดขาดของตำรวจภูธรภาค 7 ในครั้งนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาการแข่งรถในทางสาธารณะของเด็กและเยาวชน เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ว่า “พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นที่รักของประชาชน” ทั้งนี้ได้ให้ผู้บังคับการจังหวัดทั้ง 8 จังหวัด ประสานความร่วมมือกับอุตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 8 จังหวัด ร่วมตรวจสอบร้านอะไหล่และอุปกรณ์แต่งรถ ลักษณะดัดแปลงที่ไม่ได้มาตรฐานด้วยก็เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและสังคมตลอดไป ซึ่งการดำเนินคดีให้ ทุก สภ.ที่จับกุมได้ดำเนินการตามกฎหมายที่บังคับใช้ในทุก พ.ร.บ.ความผิด และจะทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหมดไป
สำหรับในส่วน ภ.จว.นครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของ บช.ภ.7 ตามข้อสั่งการ ผบ.ตร. ในการประชุมเพื่อบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องใน การแก้ไขปัญหาการแข่งรถในทางสาธารณะของเด็กและเยาวชน เมื่อวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2558 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านมานั้นตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ได้กำหนดแผนป้องกันปราบปรามการแข่งรถบนทางสาธารณะ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้อื่นและสร้างความเดือดรำคาญกับผู้ใช้ถนนโดยทั่วไป โดยให้ดำเนินการ ตรวจสอบและจับกุมร้านจำหน่ายอะไหล่ ร้านซ่อมหรือดัดแปลงสภาพรถ อู่ซ่อมรถ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่นำอะไหล่ และอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่ายหรือนำมาใช้ในการดัดแปลงสภาพรถหรือซ่อมแซมรถในพื้นที่ตำรวจภูธร จังหวัดนครปฐม ระหว่างวันที่12 - 15 มิถุนายน 2558 ส่วนผลการปฏิบัติ ในพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมพบการกระทำผิดและตรวจยึดรถจักรยานยนต์ดัดแปลง สภาพ 176 คัน ท่อไอเสีย 1,081 ท่อ ผู้กระทำผิด 929 ราย
ขอแอดมินร่วมมือปิดเพจ 'เช็กด่าน'
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดีย 'เฟซบุ๊ก - ไลน์' ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงสถานะและแสดงความคิดเห็นเรื่องด่านตรวจในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา หลัง ผบ.ตร. มีคำสั่งให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ตรวจสอบหาเว็บไซต์ เว็บเพจ หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย ที่เผยแพร่ข้อมูลที่ตั้ง เวลาการตั้งด่านของตำรวจ ซึ่งความเคลื่อนไหวของกลุ่มเพจที่มีสมาชิกหลักหมื่นคน เช่น เช็กด่านตำรวจโคราช กลุ่มสาธารณะ สมาชิก 28,286 คน , เช็กด่านตำรวจโคราช (สำหรับคนเที่ยวกลางคืน) สมาชิก 31,209 คน , เช็กด่านตำรวจนครราชสีมา สมาชิก 13,125 คน และกลุ่มเช็กด่านตำรวจ @KORAT กลุ่มลับ สมาชิก 12,446 คน และด่านตำรวจโคราช เฉพาะกิจ พบข้อความของบรรดาสมาชิกที่พบเห็นด่านตรวจ แล้วแจ้งเตือนกันตามปกติ ไม่มีปฏิกิริยาเกรงกลัวต่อนโยบายเจ้าหน้าที่รัฐ แต่อย่างใด ส่วนแอดมิน ผู้ดูแลหรือเจ้าของเพจ เก็บตัวกบดานเงียบ ไม่แสดงสถานะหรือความคิดเห็น
พล.ต.ต.ฐากูรนัทธีศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กวดขันความเคลื่อนไหวของกลุ่มเช็กด่านตำรวจ ทั้งสืบสวนทางลับ เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานจับกุมแอดมินเจ้าของเพจ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นภัยต่อความมั่นคง และทำให้ผู้กระทำผิดทราบความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะนี้พบความเคลื่อนไหวประมาณ 4 - 5 กลุ่ม ซึ่งมีสมาชิกหลักหมื่นถึงหลักแสน โดยโพสต์แจ้งด่านตรวจตลอดเวลา ขอให้แอดมินกลุ่มเป้าหมาย ให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามกฎหมาย รีบปิดกลุ่มโดยเร็ว



