
เลาะชายฝั่งทะเลลึกช่วยโรฮิงญาภารกิจทัพเรือ
เลาะชายฝั่งทะเลลึกช่วยโรฮิงญา ภารกิจทัพเรือกับชั่วโมงที่ 26
ปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ "โรฮิงญา" กลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกจับตามอง ดังนั้น ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะประเทศไทยแม้จะไม่ใช่เป็นประเทศต้นน้ำที่ก่อให้เกิดต้นตอของปัญหา แต่ที่ผ่านมากลับถูกโจมตีอย่างหนักเพราะถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการค้ามนุษย์ ทำให้รัฐบาลต้องออกมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังโดยเริ่มตั้งแต่ต้นเหตุยันปลายเหตุ
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาโรฮิงญา "กองทัพเรือ" ถือเป็นแม่งานหลักในการดูแลควบคุมปัญหา โดยการปฏิบัติภารกิจสำคัญดังกล่าว พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมายภารกิจให้ พล.ร.ท.สายันต์ ประสงค์สำเร็จ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เป็นหัวเรือใหญ่ในการดูแลภารกิจวางกำลังทางเรือเพื่อลาดตระเวนบริเวณหมู่เกาะสุรินทร์ และหมู่เกาะสิมิลัน ที่มีความกว้างนับแสนตารางกิโลเมตร โดยใช้เรือหลวงอ่างทองเป็นฐานปฏิบัติการลอยน้ำ
ภารกิจสำคัญเช่นนี้ รายการ “ชั่วโมงที่ 26” สถานีโทรทัศน์ช่อง Now 26 เครือเนชั่นได้รับอนุญาตจากกองทัพเรือให้มีส่วนร่วมกับภารกิจการลาดตระเวนค้นหาและช่วยเหลือผู้อพยพชาว "โรฮิงญา" พร้อมเยี่ยมชม "ศูนย์อำนวยการลาดตระเวน และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย (ศอ.ยฐ.)" บนเรือหลวงอ่างทอง โดยมี พล.ร.ท.สายันต์ ร่วมตอบข้อซักถามและชี้แจงถึงรูปแบบการปฏิบัติภารกิจ
ปฏิบัติการลาดตระเวนของกองทัพเรือครั้งนี้ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง โดย พล.ร.ท.สายันต์ กล่าวว่า ปฏิบัติการวางกำลังทางเรือ กองทัพได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้อพยพแม้แต่คนเดียว ส่วนสาเหตุที่ไม่พบผู้อพยพชาวโรฮิงญาอาจเป็นเพราะว่ากำลังเข้าสู่ช่วงมรสุมทะเลมีคลื่นลมรุนแรง ส่วนภารกิจหลักของทัพเรือภาคที่ 3 เบื้องต้นคือเมื่อตรวจพบเรือผู้อพยพ กองทัพจะส่งเรือพร้อมเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และสอบถามความต้องการของผู้อพยพว่าต้องการจะไปที่ใด หากมีความประสงค์จะเดินทางไปยังประเทศที่สาม ทหารจะแนะนำเส้นทาง พร้อมช่วยเหลือเบื้องต้นได้แก่ น้ำ อาหาร และน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนกรณีที่ผู้อพยพมีความประสงค์จะเข้าประเทศไทย จะชี้แจงให้ทราบว่าหากเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทยตามพระราชบัญญัติเข้าเมืองผิดกฎหมาย 2522
ทั้งนี้ หากพบผู้เจ็บป่วย กองทัพเรือจะจัดส่งทีมแพทย์เข้าช่วยเหลือเพื่อรักษาอาการเบื้องต้น พร้อมจ่ายยา แต่ในกรณีที่มีผู้บาดเจ็บหนักหรือสาหัส และต้องรักษาพยาบาลเร่งด่วน เจ้าหน้าที่จะนำตัวมารักษาเบื้องต้นบนเรือหลวงอ่างทองที่มีขีดความสามารถในการรักษาพยาบาล เนื่องจากมีเครื่องมือทางการแพทย์ และห้องพยาบาลพร้อมทีมแพทย์จากกองทัพเรือพร้อมให้การช่วยเหลือก่อนที่จะส่งต่อขึ้นรักษาบนฝั่งต่อไป
ส่วนรูปแบบในการปฏิบัติภารกิจค้นหาช่วยเหลือชาวโรฮิงญานั้น กองทัพเรือภาคที่ 3 ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ โดยใช้เรือและอากาศยานปฏิบัติการในพื้นที่ที่คาดว่ากลุ่มชาวโรฮิงญาจะใช้เป็นเส้นทางผ่าน ส่วนปฏิบัติการทางอากาศยานก็ได้ปฏิบัติการไปถึงเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศไทย ซึ่งพื้นที่ที่ปฏิบัติค่อนข้างใหญ่มากกว่าเป็นแสนตารางกิโลเมตร ถือว่า ไม่ง่ายต่อการค้นหาว่ามีเรือของผู้อพยพตรงไหนบ้าง
“จะบอกว่าปฏิบัติการค้นหาชาวโรฮิงญาจะว่ายากก็ยาก แต่ในพื้นที่ดำเนินการอยู่ยังสามารถควบคุมดูแลได้ไม่มีปัญหาอะไร โดยเน้นตรงจุดสำคัญที่กลุ่มชาวโรฮิงญาจะเดินทางผ่าน แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีชาวโรฮิงญาอพยพเข้ามา ส่วนที่มีข่าวระบุว่าก่อนหน้านี้มีชาวโรฮิงญาประมาณ 7,000-8,000 คน ลอยเรืออยู่กลางทะเลนั้น ข้อมูลตรงนี้มีการพูดกันมาตั้งหลายเดือน กระทั่งสัปดาห์ที่แล้วยังมีข่าวว่า ชาวโรฮิงญาอยู่ในทะเลอีกประมาณ 2,000 กว่าคน ทั้งนี้ หากลบยอดที่ประเทศพม่าช่วยเหลือกว่า 1,000 คนน่าจะเหลืออีกประมาณ 1,000 คน แต่จนถึงวันนี้คิดว่าไม่มีกลุ่มผู้อพยพอยู่ในทะเลแล้ว”
ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 บอกเล่าถึงวิธีการค้นหาทางอากาศยานว่า ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่จะดำเนินการจัดทำตามแผนบิน เพื่อให้ครอบคลุมในพื้นที่ โดยให้เครื่องบินตรวจการณ์บินอยู่ในความสูง ประมาณ 1,000-2,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ดังนั้นหากพบเห็นสิ่งใด กองทัพเรือสามารถพิสูจน์เป้าหมายได้ทันทีว่า เรือที่พบเป็นชนิดใด เรือประมง หรือเรือผู้อพยพ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์การทำงานทางด้านทะเล และความเป็นทหารเรือมืออาชีพ ทำให้สามารถมองออกได้เลยว่า เรือลำนั้นคือเรืออะไร
ส่วนความร่วมมือของสหรัฐอเมริกาที่นำเครื่องบินร่วมปฏิบัติการนั้น เป็นความร่วมมือที่เป็นไปด้วยดี โดยแบ่งพื้นที่การทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของความปลอดภัย การบินแต่ละครั้งทุกฝ่ายจะวางแผนร่วมกันอย่างรอบคอบ ซึ่งกองทัพเรือ กองทัพอากาศจะแยกกันปฏิบัติการทางด้านเหนือ และด้านใต้ ส่วนอากาศยานของสหรัฐอเมริกาจะปฏิบัติการบินนอกน่านน้ำในการสำรวจในพื้นที่ต่างๆ โดยการปฏิบัติภารกิจของอากาศยานของสหรัฐ ทางทัพเรือภาคที่ 3 จะเป็นผู้ควบคุมการบินทั้งหมด
เกี่ยวกับเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ที่ก่อนหน้านี้ทางการไทยเข้าไปจับกุมอย่างจริงจัง ตรงนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรือผู้อพยพหยุดการเคลื่อนไหวหรือไม่ พล.ร.ท.สายันต์ ยอมรับว่า น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ประกอบกับตอนนี้เจ้าหน้าที่มีความเข้มงวดในเรื่องของการตรวจเรือมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสกัดกั้นบรรดาเรือประมงไทยที่ทำการดัดแปลงเรือเพื่อรับขนคนเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้อพยพน้อยลง เพราะเป็นพาหนะหลักในปัจจุบัน
"เรือประมงเหล่านี้เป็นของใคร เราพยายามติดตามหาต้นตอ พยายามค้นหาเรือเหล่านี้ในพื้นที่ จ.ระนอง และจังหวัดใกล้เคียง ที่ผ่านมาสามารถตรวจพบบ้าง และดำเนินการทางกฎหมายด้วยการยึดเรือดัดแปลง ส่วนเรือที่ออกพ้นนอกอาณาเขตประเทศไทย ไม่สามารถดำเนินการได้"
ทั้งนี้ ในด้านข้อมูลของกองทัพเรือภาคที่ 3 เรื่องขบวนการค้ามนุษย์ที่มีข้าราชการท้องถิ่น และนายทหารระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เน้นย้ำว่า จากการข่าวที่กองทัพเรือภาคที่ 3 ทำมาตลอดเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ว่า ก่อนหน้านี้เมื่อได้ส่งข่าวให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ กลับพบว่า ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง จึงไม่ผลปรากฏผลเท่าที่ควร
ส่วนที่สื่อตั้งข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือพม่านั้น ยืนยันว่า ได้รับความร่วมมือจากกองทัพเรือพม่าเป็นอย่างดีในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย ความร่วมมือทางด้านการทหารของทั้ง 4 ประเทศเป็นความสัมพันธ์ที่ดี โดยที่ผ่านมาทุกประเทศได้ฝึกปฏิบัติการร่วมกัน ลาดตระเวนร่วมกัน โดยการปฏิบัติจะต้องเป็นไปตามนโยบายของแต่ละประเทศ แต่จะสื่อสารเป็นกรณีไป โดยต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
เมื่อถามถึงการปฏิบัติภารกิจหลังจากมรสุม 6 เดือนข้างหน้า กองทัพเรือจะต้องทบทวนภารกิจว่าต้องหยุดหรือจะต้องขยายการปฏิบัติการออกไปหรือไม่ พล.ร.ท.สายันต์ ชี้แจงว่า คงต้องทบทวน และต้องติดตามในการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ คือต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง เพราะหากสามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง กลางทาง หรือปลายทางจะไม่มีปัญหา ซึ่งการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาอาจจะนำผลลัพธ์จากการประชุม 17 ประเทศที่ผ่านมา หรือการดึงนานาชาติเข้ามาร่วมแก้ปัญหา
"สิ่งที่ดีที่สุดคือความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง เพื่อดูว่าจะดำเนินการช่วยเหลือจับกุมชาวโรฮิงญาได้อย่างไรบ้างที่จะให้สามารถมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ของเขาเองได้ สำหรับภารกิจที่ทัพเรือภาคที่ 3 ดูแลอยู่ในเวลานี้ ยืนยันว่า เราทำงานเต็มที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ความเห็นอกเห็นใจเป็นธรรมชาติของคนไทย แต่สิ่งที่เราต้องตระหนักคือความมั่นคงของประเทศชาติ และในทางปฏิบัติทหารไทยไม่เคยไล่ยิงชาวโรฮิงญาตามที่เป็นข่าว เราให้ความช่วยเหลือดูแลอำนวยความสะดวกตลอดเวลา เพราะพวกเขาไม่มีความประสงค์ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย แต่หากมีความประสงค์ที่จะเข้ามาในประเทศไทย เราจะอำนวยความสะดวก แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายไทย”



