
ทายาทรุ่น3ต่อยอดธุรกิจเน้นวิจัยพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
ทายาทรุ่น3รับช่วงต่อยอดธุรกิจเน้นวิจัยพัฒนาเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร : คมคิดธุรกิจนิวเจน
ธุรกิจขนาดใหญ่ในเมืองไทยมีอยู่มากมายหลายหลาก โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัวที่ส่งต่อให้ทายาทเข้าเป็นมาผู้สืบทอดกิจการ ถือเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของคนรุ่นใหม่ที่จะนำพากิจการให้เติบโต หรือมีการพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้แผ่ขยายกิ่งก้านออกไปได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่ง "นงนุช อธิพันธุ์" หรือ ผึ้ง นับเป็นหนึ่งในทายาทรุ่นใหม่ของธุรกิจพันล้านแห่งอาณาจักรโกลเบลฟูด เทรดดิ้ง จำกัด โดยเธอยอมรับว่าถูกวางตัวและหมายมั่นปั้นมือจากครอบครัวให้เข้ามาสืบทอดกิจการตั้งแต่แรกและบังเอิญว่าเธอเองก็มีความชอบทางด้านอาหารอยู่แล้ว จึงไม่รอช้าที่จะร่ำเรียนฝึกวิชาชนิดว่า "จัดเต็ม" ก่อนจะมารับช่วงกิจการบริษัท โอชาฟูดแพ็ค จำกัด ต่อจากผู้เป็นพ่อที่รับกิจการมาจากคุณปู่อีกทอดหนึ่ง
ดังนั้น เมื่อเรียนจบปริญญาเอกในปี 2556 ทำให้เธอตัดสินใจกลับมาทำงานที่บริษัทโอชาฟูดแพ็คทันที โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจตลาดก่อนว่าตลาดต้องการอะไร เพราะเดิมบริษัทจะส่งออกสินค้าเกษตรมานาน 8 ปี แต่ไม่ได้มีการเพิ่มมูลค่าของสินค้า จึงเป็นโจทย์แรกให้ผึ้งลองคิดหาแนวทางในการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ทำตลาดอยู่แล้ว โดยงานรับผิดชอบหลักคือ การสร้างทีมวิจัยขึ้นมา ซึ่งพอเริ่มทำไปได้ 4-5 เดือนก็บังเอิญได้รับมอบหมายงานเพิ่มคือ ให้ไปคุมโรงงาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.บางพลี จ.สมุทรปราการ ด้วย
“ตอนนั้นเกิดปัญหาขึ้น ลูกพี่ลูกน้องที่คุมโรงงานเกิดป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ขึ้นมาที่จะให้นักวิจัยอย่างเราไปคุมโรงงานสายการผลิต ซึ่งไม่ได้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญมาก่อน ก็ถือว่าค่อนข้างท้าทาย เหมือนเราต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ในโรงงานก็มีคนหลากหลายประเภท การสื่อสารพูดคุยกันอาจจะไม่เข้าใจกัน เราอาจพูดแบบนักวิชาการแต่พนักงานอาจพูดแบบผู้ปฏิบัติงาน ช่วงแรกก็เลยต้องใช้เวลาทำความเข้าใจปรับจูนเข้าหากันนาน 2-3 เดือน”
ผึ้งบอกว่า การเข้าไปคุมโรงงานในฐานะที่เธอเป็นคนใหม่เลยทำให้มองเห็นปัญหาในหลายๆ จุด ซึ่งตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาได้ จึงเป็นตัวจุดประกายให้เข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมในโครงการฝึกอบรมเอสเอ็มอีของทีเอ็มบี ซึ่งการเรียนตรงนี้ช่วยสอนให้มองปัญหาและมีกระบวนการคิดได้ดีขึ้น เช่น 10 ปัญหาอาจจะรวมแล้วมีแค่ 3 ปัญหา และปัญหาที่ 1 อาจนำไปสู่ปัญหาที่ 2 -3 -4 ตามมา จึงต้องมองปัญหาที่แท้จริงให้ออกและเข้าไปแก้ไขให้ตรงจุด และเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของแต่ละปัญหา
สำหรับสิ่งแรกที่ลงมือทำในกระบวนการผลิตคือ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพราะสินค้าที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรที่มีการแข่งขันในตลาดค่อนข้างสูง การจะเพิ่มราคาสินค้าคงทำไม่ได้ เพราะลูกค้าไม่ยอมรับราคาที่สูงเกินไป จึงคิดในมุมกลับว่าถ้าไม่สามารถทำกำไรจากการเพิ่มราคาได้ ก็ต้องไปเน้นที่ลดต้นทุนแทน จึงเลือกลดต้นทุนที่สินค้าใช้แรงงานคนจำนวนมากอย่าง ”ใบตอง” ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะในแต่ละปีมีการส่งออกจำนวนไม่น้อย เป็นสินค้าที่ขายได้เรื่อยๆ มีความต้องการที่แน่นอน เนื่องจากไม่ใช่สินค้าแฟชั่นและไม่ค่อยมีคู่แข่งในตลาด ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่นำไปใช้ทำขนมหรือตกแต่งจาน หรือคนไทยในต่างแดนที่ต้องการนำไปใช้ประกอบอาหารหรือทำขนม โดยเฉพาะที่ตลาดสหรัฐ แคนาดา ยุโรป และออสเตรเลีย
เธอบอกว่า การส่งออกใบตองแช่แข็งหรือฟรีสด้วยอุณหภูมิ -40 องศานั้น ทำให้มีกำไรไม่มากนักเพราะต้นทุนสูงทั้งค่าจ้างแรงงานและค่าขนส่ง ทำให้เกือบจะเลิกทำไปแล้ว แต่พอมานั่งคิดและปรับกระบวนการทำงานเพื่อลดต้นทุนใหม่ก็ประสบความสำเร็จ ทำให้ใบตองยังเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของบริษัทจนถึงวันนี้ โดยปีก่อนมียอดขายถึง 20 ล้านบาท จากยอดขายรวมของบริษัทที่ 370 ล้านบาท
ผู้บริหารสาวบอกว่า เดิมอาจจะมองแค่การรับใบตองมาจากเกษตรกรและส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ไม่ได้ดูในรายละเอียดของขั้นตอนการทำงาน คิดว่าแค่ตัดล้างใส่ถุงแช่แข็ง คงไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่พอตั้งเป้าว่าจะลดเวลาการทำงานก็เริ่มจากการไปคุยทำความเข้าใจกับพนักงานก่อน เพราะกลัวถูกมองว่าไปบีบให้พนักงานทำงานมากขึ้นเหนื่อยมากขึ้น จึงต้องไปอธิบายว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานนั้น ใช้เวลาเท่าเดิมแต่จะได้ปริมาณงานเพิ่มขึ้น
“ตอนแรกอาจจะมีการต่อต้านบ้าง แต่เราเข้าไปสอน เข้าไปคลุกคลีในทุกขั้นตอนการทำงาน จากเดิมใช้คน 3 ไลน์ ซึ่งทุกไลน์อาจจะทำงานเหมือนกันแต่พอเข้าไปดูใกล้ชิดจะเห็นว่าแต่ละคนมีวิธีการทำงานต่างกันแม้จะอยู่ในไลน์เดียวกัน จึงเลือกเอาวิธีการที่ดีที่สุดมาเป็นมาตรฐานในการทำงานและนำมาสอนให้ทุกๆ คนใช้ พอทุกคนทำแล้วก็รู้สึกว่าช่วยให้การทำงานดีขึ้น เลยปรับวิธีการทำงานไปเรื่อยๆ จนทำให้ใบตอง 1 แพ็คจากใช้เวลา 199 วินาที ลดลงไปเหลือแค่ 93 วินาทีเท่านั้น เราก็มีกำไรมากขึ้นจากแค่ 7-8% เพิ่มเป็น 20%”
ผึ้งยังเผยถึงวิธีการทำงานว่า จะช่วยๆ กันคิดกับพนักงาน เพราะคิดเองคนเดียวอาจจะต้องเหนื่อย ก็จะเอาวิธีที่เรียนมาๆ สอนต่อให้พนักงานเพื่อให้เขาเข้าใจว่าจะปรับตัวหรือมุ่งเน้นไปทางใด ซึ่งพนักงานบางคนแค่ชี้แนะก็คิดเองได้ปรับตัวได้เร็ว เพราะพนักงานจะเป็นผู้ที่รู้ปัญหาที่แท้จริงมากที่สุด และพอเห็นว่าตัวแรกได้ผลก็เริ่มเขยิบไปตัวที่สองคือ มะขามเปียกที่ต้องเอามาคัดเมล็ดออก อัดก้อนและแช่แข็งส่งออก ซึ่งภายหลังช่วยลดเวลาลงไปได้ครึ่งหนึ่ง และหลังจากนี้คงนำหลักคิดเดียวกันนี้ไปใช้กับสินค้าตัวอื่นๆ ต่อไป
“แรกๆ พนักงาน และน้องๆ อาจจะกลัวการเปลี่ยนแปลง คิดว่าเปลี่ยนไม่ได้ ที่ผ่านมาเลยทำงานด้วยความเคยชิน แต่พอเขาลองถอยออกมาดูก็จะเห็นมุมมองที่กว้างขึ้น กระบวนการทำงานจึงเริ่มปรับเปลี่ยนเพื่อลดต้นทุนการผลิตก่อนเป็นอันดับแรก”
อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้ทิ้งงานหลักที่รับผิดชอบเดิม จึงมุ่งมั่นสร้างทีมวิจัยและพัฒนาของตัวเองไปด้วย จากเดิมที่สินค้าของโอชาฟูดแพ็คจะมี 3 กลุ่มคือ กลุ่มสินค้าแช่แข็ง ซึ่งซอยย่อยออกไปจะมี ผัก ผลไม้แช่แข็ง เช่น ใบตอง ใบเตย พริก ชะอม ทุเรียนและอื่นๆ และยังมีกลุ่มสินค้าขนมหวานไทยแช่แข็ง เช่น ขนมตาล ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวปิ้ง และสุดท้ายสินค้าเกี่ยวกับปลาน้ำจืดปลาน้ำเค็ม ส่วนสินค้าที่เป็นของแห้งก็จะเป็นพวกถั่วเขียว ถั่วเหลือง และสินค้าของดองทุกอย่าง รวมถึงสินค้าที่เป็นเครื่องปรุงรส เช่น ซอสต่างๆ ซึ่งทำมาตั้งแต่เริ่มแรกและขยายกิจการมาเรื่อยๆ
เธอมองว่า บริษัทของเรามีสินค้าเกษตรส่งออกอยู่ในมือมากมาย มีวัตถุดิบกระจายอยู่ทั่วไป เช่น ข้าวเหนียว มะพร้าวหรือกะทิ และทุเรียน เลยมองว่าหากนำมาปรุงแต่งหรือประกอบร่างกันน่าจะไม่ยากเกินความสามารถของทีมวิจัย จึงเป็นที่มาของสินค้าที่เธอและทีมงานคิดค้นตัวแรกนั่นคือ “ข้าวเหนียวทุเรียนน้ำกะทิ” แช่แข็งส่งออก ซึ่งสามารถอุ่นรับประทานได้ทันที
“สินค้าตัวนี้ใช้เวลาในการทำวิจัยประมาณ 1 ปีในการทดสอบรสชาติเมื่อเก็บไว้นานๆ เพื่อให้แช่แข็งส่งออกไปแล้วพออุ่นก็ยังคงความอร่อยเหมือนเดิม ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวสู่ตลาดไปเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา และพอทำตัวแรกเสร็จก็เขยิบไปตัวที่ 2 คือขนุนข้าวเหนียวน้ำกะทิ ซึ่งยังไม่มีใครทำมาก่อน และตัวที่ 3 บัวลอยเผือกและน่าจะมีตามออกมามากขึ้นในอนาคต”
ทั้งนี้ เมื่อมีสินค้าขนมหวาน 3 ตัวแล้ว ก็มองว่าการวิจัยพัฒนามีความสำคัญและสามารถนำไปต่อยอดได้อีกเลยร่วมกับทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการทำวิจัย เช่น ตัวข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนก็ไปร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากรคิดค้นสูตรที่มีแคลลอรี่ต่ำ เพื่อให้เหมาะกับคนไดเอทที่อยากกินแต่กลัวอ้วน ซึ่งน่าจะพัฒนาออกมาสำเร็จใน 2 เดือนข้างหน้านี้ และยังร่วมกับมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ในการพัฒนาชานมที่ไม่ใส่นม หรือน้ำสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ เช่น น้ำอัญชัน โดยมีเป้าหมายจะแตกไลน์สินค้าที่เป็นกลุ่ม ”น้ำสมุนไพร” เพื่อขายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งน่าจะได้เห็นในปีหน้า และการที่หันมาทำตลาดในประเทศด้วยก็เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจในอนาคต
เธอบอกว่าเหตุที่หันมาทำตลาดขนมหวาน เพราะกระบวนการผลิตที่คิดค้นสามารถเก็บรักษาได้นาน 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี และมองว่าอาหารและขนมไทยได้รับความนิยมในต่างประเทศ คนต่างชาติรู้จักทุเรียนอยู่แล้ว และยังมีคนไทย คนเอเชียที่อพยพไปตั้งรกรากอยู่ต่างประเทศจำนวนมากที่ชื่นชอบ ขณะที่ร้านอาหารไทยมีจำนวนมาก แค่ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมืองเดียวมีถึง 600-700 ร้าน ทั้งประเทศจึงน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 3,000 ร้านค้า จึงน่าจะเป็นช่องทางและโอกาสในการขยายตลาดขนมไทยได้ แต่ช่วงแรกอาจจะต้องเข้าไปแนะนำก่อนว่ามีสินค้าอะไรเพื่อให้ทางร้านได้รู้จัก โดยช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาขนม 3 ชนิดก็ได้รับการตอบรับอย่างดี มีออเดอร์เข้ามาเรื่อยๆ เพราะเก็บได้นานและน่าจะคุ้มค่ากว่าการที่ทางร้านอาหารต้องมานั่งทำเองเป็นหม้อๆ ทำได้ครั้งละชนิดและเก็บไม่ได้นาน หากซื้อสำเร็จรูปไปขายก็ไม่ต้องกังวลกับของเสียทีเกิดขึ้นในแต่ละวัน
“การเริ่มต้นที่ข้าวเหนียวทุเรียนนอกจากเป็นเพราะทุเรียนขายได้ในต่างประเทศแล้ว ยังถือเป็นการเริ่มต้นทำจากสิ่งที่รู้จักมากที่สุดก่อน เช่น เรารู้วิธีการเลือกพันธุ์ข้าวเหนียว พันธุ์ทุเรียนที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ก่อนจะเขยิบไปทำสิ่งที่ยากขึ้น ตอนนี้แฮปปี้กับการทำงานในระดับหนึ่ง แต่ไม่อยากบอกว่าพอใจ เพราะถ้าพอใจจะทำให้เรานิ่ง ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง มองว่าทุกอย่างยังไปได้อีก อย่างการลดต้นทุนการผลิตยังมีอีกหลายสินค้าที่ทำได้ ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นระบบเดียวกันก็ตั้งเป้าภายในปีนี้ทุกคนต้องคุยภาษาเดียวกัน ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน”
ผึ้งยืนยันว่า แม้จะดูแลพนักงานแบบครอบครัว แต่การทำงานยึดหลักแบบมืออาชีพ ทุกอย่างต้องมีเอกสารมายันกัน โดยปีนี้จะให้ความสำคัญกับการวิจัยมากขึ้นจากปีก่อนที่ได้มา 1 ล้านบาท ปีนี้น่าจะพัฒนาต่อยอดสินค้าใหม่ๆออกไปได้อีก
สุดท้ายทายาทรุ่น 3 บอกว่าเธอตั้งเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าบริษัทต้องเติบโตขึ้นอีก 10% ซึ่งตอนนี้อยู่ในท็อปทรีของประเทศ สักวันหนึ่งก็อยากไปให้ถึงเบอร์หนึ่งให้ได้ หรืออยากให้บริษัทเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในใจของลูกค้า
“มองปัญหาเป็นโอกาส...ช่วยพัฒนาการทำงาน”
"ผึ้ง" นงนุช อธิพันธุ์ ในวัย 30 ปี ทายาทรุ่น 3 ของบริษัท โอชาฟูดแพ็ค จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตอาหารและส่งออกผัก ผลไม้มานานกว่า 8 ปี โดยถือเป็นอีกธุรกิจที่แตกไลน์มาจาก บริษัทโกลเบิลฟูด เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งส่งออกข้าวหอมมะลิมายาวนานถึง 40 ปี โดยก่อนจะเข้ามารับช่วงกิจการของรุ่นที่ 3 ในแต่ละธุรกิจของครอบครัวที่มีถึง 9 บริษัท โดยมีทั้งอุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจค้าไม้เหล็ก อสังหาริมทรัพย์ และโรงพยาบาล ซึ่งทายาทรุ่น 3 มีจำนวน 14 คน ได้กระจายไปตามงานที่แต่ละคนถนัด
ส่วนตัวของผึ้งนั้น ช่วงที่จบมัธยมปลายและต้องตัดสินใจเข้ามหาวิทยาลัย บังเอิญคุณพ่อเริ่มป่วยจึงอยากให้ลูกๆ เข้ามาสืบทอดกิจการแทน และเริ่มมีแนวคิดสร้างโรงงานผลิตและส่งออกอาหารด้วย นอกเหนือจากมีโรงงานส่งออกข้าวหอมมะลิอย่างเดียว เพราะมองว่าน่าจะเติบโตทางด้านธุรกิจอาหารได้ และอยากให้มีคนที่เข้ามาทำด้านนี้โดยตรง คุณพ่อและคุณลุงเลยพาเธอไปดูโรงงาน ตอนนั้นเธอแค่คิดว่าเป็นไอเดียที่ดี เพราะส่วนตัวชอบรับประทานอาหาร ชอบชิมอาหารใหม่ๆ และชอบเดินสำรวจซูเปอร์มาร์เก็ตว่ามีอาหารอะไรที่น่าสนใจอยู่แล้ว จึงตัดสินใจเรียนทางด้านภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ด้วยความที่เป็นคนเรียนดี เกรดเฉลี่ยเธออยู่ระดับ 4.00 และได้เกียรตินิยม จึงได้รับทุนของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้ไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโท ซึ่งพอไปเรียนแล้วก็อยากลงลึกในอุตสาหกรรมอาหาร จึงเลือกเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระดับปริญญาเอก และทำวิจัยเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งตอนนั้นเป็นโปรเจกท์ที่ทำร่วมกับน้ำผลไม้ยี่ห้อหนึ่งในสหรัฐ ก็เข้าไปช่วยตั้งแต่กระบวนการวิจัย การพัฒนาและการทำตลาด เมื่อเรียนจบกลับมาก็เข้าทำงานที่บริษัทของครอบครัวเลยทันที ไม่ได้ออกไปหาประสบการณ์จากบริษัทอื่น ซึ่งเธอมองว่าการทำงานที่บริษัทตัวเองก็เป็นการสะสมประสบการณ์เหมือนกันและไม่ต้องเสียเวลามาเริ่มใหม่ในภายหลัง
ทายาทรุ่น 3 ของอาณาจักรโกลเบิล ฟูดฯ บอกว่า ทุกวันนี้เธอต้องดูแลทีมวิจัยและพนักงานอีก 270 คน การทำงานจะแบ่งเวลาครึ่งๆ ระหว่างบริษัทกับโรงงาน ซึ่งตอนนี้โชคดีมีญาติผู้พี่มาช่วยงานอีกแรง แม้จะผ่านมาเกือบ 2 ปีในการเข้ามากุมบังเหียนแต่การทำงานก็ไม่ใช่อาศัยแค่ความเป็นลูกหลานของเจ้าของบริษัทเท่านั้น แต่เธอต้องพิสูจน์ให้พนักงานและลูกน้องเห็นด้วยว่าเธอทำงานได้จริง ทำให้ตอนนี้เธอผ่านพ้นแรงกดดันมาได้
“ตอนแรกอาจจะถูกมองว่าไม่ใช่ผู้บุกเบิกเป็นแค่รุ่นหลานที่เข้ามาคุมงานแทน เข้ามานั่ง เข้ามาสั่งงานเท่านั้น ทำให้ต้องลงไปคลุกคลีกับพนักงานที่โรงงานและยึดหลักในการทำงานว่าหากมีปัญหาอะไรก็คุยกัน ซึ่งส่วนตัวชอบเห็นปัญหาด้วยตาตัวเองมากกว่านั่งอยู่ที่โต๊ะแล้วมีคนอื่นมาเล่าให้ฟัง”
ผึ้งบอกว่า ในช่วงเวลาเกือบ 2 ปีก็พยายามเรียนรู้งานทุกอย่างให้เร็วที่สุด บังเอิญมีโจทย์ยากที่ต้องไปคุมโรงงานเลยทำให้รู้สึกว่าเป็นงานเร็วขึ้น เพราะหากไม่เข้าใจอะไรเลย แล้วไปคุยกับพนักงานจะรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจจะเกิดปัญหาในการสื่อสาร
สำหรับหลักในการทำงานอย่างแรกต้องลงไปให้เห็น จะรู้สึกหงุดหงิดหากไม่รู้อะไร และมองว่าปัญหาที่เกิดทุกครั้งเป็นโอกาส ไม่ได้มองว่าทำให้ท้อ หรือไม่อยากทำงาน ปัญหาจะช่วยให้ระบบการทำงานดียิ่งขึ้น เวลาเดินไปถามพนักงานว่ามีปัญหาอะไรไหม ถ้าพนักงานตอบว่ามีเธอบอกว่าจะแฮปปี้มาก เพราะจะได้คุยกันช่วยกันแก้ปัญหา แต่ถ้าบอกว่าไม่มีก็จะรู้สึกว่าไม่ได้ทำงานหรือเปล่า ช่วงแรกๆ พนักงาน บางคนอาจจะกลัวบอกว่าไม่มี แต่ตอนนี้ก็เริ่มจะเข้าใจพอมีปัญหาอะไรก็จะบอกไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ทำให้การทำงานตอนนี้ค่อนข้างจะเป็นระบบที่ดี



