ข่าว

กวาดล้างเครือข่ายค้ามนุษย์หนีจัดอันดับเทียร์3

กวาดล้างเครือข่ายค้ามนุษย์หนีจัดอันดับเทียร์3

15 มิ.ย. 2558

กวาดล้างเครือข่ายค้ามนุษย์ หนีจัดอันดับเทียร์3 : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. โดยพรรณทิพา จิตราวุฒิพร

                การดำเนินคดีกับ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงของไทย หลังปรากฏหลักฐานเข้าไปพัวพันกับคดีค้ามนุษย์ ที่มีพฤติการณ์ขนผู้อพยพชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศ ผ่านประเทศไทยไปยังประเทศที่สาม รวมถึงการเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างเครือข่ายในคดีนี้จนสามารถออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องได้แล้วถึง 89 คน แสดงให้เห็นชัดว่า ไทยมีความพยายามในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ท่ามกลางความคาดหวังว่า ในการจัดอันดับเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริการอบใหม่ที่จะมีขึ้น ไทยน่าจะได้รับการพิจารณาในการจัดอันดับใหม่ ที่ดีกว่ากลุ่มประเทศที่มีความพยายามแก้ปัญหาการค้ามนุษย์แย่ที่สุด หรือเทียร์ 3 ในเร็วๆ นี้


                ในคดีค้ามนุษย์ทลายเครือข่ายค้าโรฮิงญา คดีนี้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. มีบทบาทสำคัญในฐานะหัวหน้าชุดสอบสวนคลี่คลายคดี และยังมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก เยาวชน สตรี และปราบปรามการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ "คม ชัด ลึก" จึงคว้าตัวมาสอบถามรายละเอียด

                คดีค้ามนุษย์โรฮิงญารุดหน้าไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

                คาดว่าจะสรุปสำนวนการสอบสวนคดีนี้ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาคดีสั่งคดีได้ภายในวันที่ 24 มิถุนายน ตามกรอบที่วางไว้ เพราะผู้ต้องหาที่จับกุมได้แล้วทั้ง 55 คน ไม่ได้ทำความผิดแบบเดียวกันหมด เมื่อสั่งคดีแล้วก็ต้องส่งสำนวนกลับไปที่อัยการจังหวัดนาทวี เพื่อร่างฟ้องศาล ผมได้ไปหารือกับท่านอัยการสูงสุดรายงานให้ท่านทราบ ศาลก็ได้ให้ความสะดวกในการดำเนินการกับผู้ต้องหาทั้ง 55 คน เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายเมื่อต้องนำผู้ต้องหาทั้งหมดไปดำเนินการที่ศาลพร้อมกัน ท่านอัยการสูงสุดแนะนำเทคนิค ซึ่งมีประโยชน์ เช่น ได้อธิบดีต่างประเทศช่วยดูแลข้อกฎหมายในเรื่องอาชญากรรมต่างประเทศ ในส่วนศาลก็ได้ไปพบอธิบดีศาลภาค 9 ท่านก็ให้ความกรุณาขอสืบพยานล่วงหน้าหรือสืบต่อเนื่อง เพื่อเร่งรัดคดีให้เร็วที่สุด

                ในคดีนี้ออกหมายจับได้แล้ว 89 คน ควบคุมตัวได้แล้ว 55 คน กำลังเร่งทำสำนวนการสอบสวนเพื่อสรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดี ที่เหลืออีก 34 คน อยู่ระหว่างติดตาม รวมถึงการประสานพม่าเพื่อขอให้ส่งตัวนายณัฐภัทร แสงทอง หรือโกมิก ผู้ต้องหาคนสำคัญ กลับมาดำเนินคดีในไทยด้วย เพราะหากได้ตัวมาจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องคนอื่น ซึ่งยืนยันว่า หากพยานหลักฐานสาวไปถึงใครก็จะดำเนินคดีทั้งหมดไม่มีการยกเว้น แต่การขอตัวผู้ต้องหารายนี้ค่อนข้างลำบากพอควร เพราะไทยกับรัฐบาลพม่าไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่เราอาศัยการอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีตำรวจที่เป็นผู้ช่วยทูตคอยประสานงานกับเขาอยู่ ซึ่งทางการพม่าเองมีท่าทีสนับสนุน แม้มีข้อจำกัดเรื่องการดำเนินการทางกฎหมาย

                ยังมีตัวการใหญ่ในคดีนี้ที่จะมีการออกหมายจับเพิ่มในเร็วๆ นี้หรือไม่

                ถ้าหลักฐานพาดพิงถึงใครและมีพยานหลักฐานจนมีน้ำหนักสามารถขออำนาจศาลออกหมายจับได้ จึงจะเปิดเผยได้ว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดบ้าง ในขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายจับใครเพิ่มนอกเหนือจาก 89 คนที่ออกหมายจับไปแล้วก่อนหน้านี้ เรารวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ โดยคดีเปิดฉากเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม มีต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองมา 300 กว่าคน มีทั้งบังกลาเทศ พม่า ก็นำมาเข้าสู่กระบวนการคัดแยกว่าคนไหนถูกบังคับขู่เข็ญ เราก็ให้ความคุ้มครอง ตำรวจได้รับการสนับสนุนจากอัยการสูงสุดในการส่งพนักงานอัยการจังหวัดต่างๆ เข้ามาร่วม โดยมอบหมายให้ผมควบคุมกำกับดูแลในคดีนี้

                ซึ่งอยากจะสรุปให้ฟังถึงผลการสอบสวน ประเด็นแรก คือ มีการพิสูจน์ทราบว่ามีการค้ามนุษย์เกิดขึ้นจริง เพราะตอนแรกคิดว่าอาจเป็นเรื่องการอพยพย้ายถิ่นฐาน เรามีพยานหลักฐานยืนยัน แม้กระทั่งสื่อก็จะเห็นสภาพของการบังคับขู่เข็ญ มีการผูกเชือก ทำร้ายร่างกาย ประเด็นต่อมาคือมีเส้นทางที่ชัดเจน คือมาจากรัฐยะไข่ ล่องทะเลด้วยเรือเล็กเข้ามาทางระนอง ทางด้านทิศตะวันตกในช่วงพฤศจิกายน-เมษายน หลังจากนั้นจะไม่มา เพราะคลื่นลมแรงเพราะเป็นช่วงฤดูมรสุม แต่เมื่อขบวนการขยายใหญ่ขึ้นก็มีการเอาเรือใหญ่ขึ้นไปรับ พอลงเรือแล้วมาขึ้นรถที่ระนอง แล้วเดินทางเลียบฝั่งอันดามัน มาพังงา มากระบี่ ตรัง สตูล และเข้าสงขลา ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งขึ้นไปอ่าวไทย ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เส้นทางทั้งหมดพิสูจน์ทราบแล้วว่าปลายทางอยู่ที่ปาดังเบซาร์ เพราะว่าเป็นตลาด บนเทือกเขาแก้ว เขต ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ติดต่อกับมาเลเซียในเขตที่เจริญ ซึ่งมีขบวนการคอยจัดการ มีการติดต่อสื่อสาร มาเลือกคนเพื่อพาไปใช้ประโยชน์

                การเอาจริงเอาจังในคดีนี้คาดหวังหรือไม่ว่าเราจะพ้นจากการจัดอันดับเทียร์ 3

                การจับกุมได้ผู้ต้องหามากเป็นทวีคูณมาจากข้อเท็จจริงจากการสืบสวนขยายผล ผมเข้าใจว่า คดีนี้เป็นเคสที่ทำให้ทุกคนคาดหวัง หากอเมริกาได้พิจารณา มันจะตอบโจทย์ในข้อกล่าวหาทั้งหมด ทั้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย การสืบสวนสอบสวน แต่เดิมเขาบอกปลาซิวปลาสร้อย ตอนนี้มีทั้งนักการเมือง นักปกครอง ตำรวจ ทหาร นักการเมืองท้องถิ่น เกือบ 20 กว่าคน ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นผู้กระทำความผิด เราก็ดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน รวมไปถึงการคัดแยกเหยื่อกว่า 300 คน เราคัดแยกเหยื่อได้ 64 คน ถือว่ามีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ได้ว่า เราได้ให้ความสำคัญ ทูตต่างประเทศ รวมถึงอเมริกา ก็มีท่าทีพอใจชื่นชมว่าเราได้เอาจริงเอาจัง เราคาดการณ์ว่า น่าจะมีผลในการประเมินตามข้อเท็จจริง

                นอกจากการดำเนินคดีกับกลุ่มค้ามนุษย์โรฮิงญาแล้ว ยังมีเรื่องใดที่ต้องเร่งทำเพื่อแก้ปัญหาค้ามนุษย์ในไทย

                พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศให้การปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ โดยแบ่งปัญหาการค้ามนุษย์ออกเป็น 4 เรื่องหลักๆ ได้แก่ การค้าประเวณี แรงงานผิดกฎหมาย ขอทาน การบังคับคนไปเป็นทาส และสุดท้ายคือเรื่องโรฮิงญา มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานอนุกรรมการปราบปรามการค้ามนุษย์ และการทำประมงที่ผิดกฎหมาย มี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เป็นเลขาฯ มีผมเป็นผู้ช่วยเลขาฯ โดยมีเจ้าหน้าที่จาก 14 หน่วยงาน เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตำรวจดูแลในส่วนของการค้ามนุษย์ ซึ่งตำรวจถูกกล่าวหาใน 5 ข้อ คือ 1.บังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2.เรื่องการสืบสวนสอบสวนล้มเหลว 3.เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้กระทำความผิด รับผลประโยชน์ต่างๆ 4.การคัดแยกเหยื่อไม่มีประสิทธิภาพ ไม่จำแนกแยกแยะผู้เสียหายในคดี และ 5.ไม่มีการคุ้มครองแรงงาน

                สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้งศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว และปราบปรามการค้ามนุษย์ (ศพดส.ตร.) เพื่อจัดการแก้ปัญหา ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์การทำงาน โดยจำแนกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ เรื่องการดำเนินคดี ตามที่ถูกกล่าวหาว่าเราบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็ง ไม่สืบสวนสอบสวน ผมจึงนำคดีทั้งหมดที่มีประมาณ 1,600 คดี ที่เป็นคดีค้ามนุษย์ ตั้งแต่ปี 2551-2556 มาจัดไว้กลุ่มที่หนึ่ง ส่วนกลุ่มที่สอง มีประมาณ 300 คดี ที่เพิ่งเกิดคดีเมื่อปี 2557 เราดึงมา 60 คดีที่จะนำมาขยายผล สำหรับอีกกลุ่มที่เกิดคดีในปี 2558 จนถึงวันนี้ 70 กว่าคดี ซึ่งเป็นคดีที่เราสามารถขยายผลอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมีอยู่ 30 คดี

                ส่วนการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี 3 เดือนแรกกำหนดไว้ว่า จะไม่มีสถานบริการลักลอบค้าประเวณี หรือการค้ามนุษย์โดยเด็ดขาด หากพบจะมีการดำเนินการเด็ดขาด ในเรื่องของแรงงานผิดกฎหมาย แรงงานที่เข้ามาส่วนมากจากพม่าหรือทางด้าน จ.กาญจนบุรี ถ้าสมัครใจเข้ามา ความผิดตามกฎหมายเข้าเมืองก็ว่ากันไป ถ้ามีลักษณะหลอกลวงได้ประโยชน์เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จะมีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มดำเนินคดีทันที