
ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 5)
14 มิ.ย. 2558
เรื่องเล่าข่าวดัง : ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 5) : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม
กว่าสิบปีมาแล้วที่ขบวนการค้ามนุษย์ใช้พื้นที่ภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันเป็นเส้นทางในการลักลอบขนชาวต่างด้าวเข้าประเทศไทยโดยมีทั้งที่นำมาส่งให้แก่ผู้ที่ต้องการใช้แรงงานในไทย และผ่านไปยังประเทศที่สาม
ยุคแรกๆ ขบวนการค้ามนุษย์จะนำพาชาวพม่าเข้าไทย โดยจะอาศัยแรงงานชาวพม่าที่เข้ามาทำงานในไทยยุคแรกๆ ซึ่งรู้ช่องทางการทำงานในไทยผันตัวไปเป็นนายหน้าติดต่อหาแรงงานในประเทศบ้านเกิดเพื่อส่งให้เอเย่นต์แรงงานในไทย หากเป็นชายจะถูกส่งไปให้แก่ผู้ที่ต้องการใช้แรงงานที่มีการติดต่อไว้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานใน จ.สมุทรสาคร และลงเรือประมง หากเป็นหญิงสาวหน้าตาดีจะถูกขายให้แก่แหล่งค้าบริการทางเพศต่างๆ โดยเฉพาะตามร้านคาราโอเกะในพื้นที่ จ.ชุมพร
แต่หลังจากไทยมีนโยบายจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว โดยกำหนดให้แรงงานผิดกฎหมายใน 3 สัญชาติคือ พม่า กัมพูชา และลาว ขึ้นทะเบียนแรงงาน ประกอบกับชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศมีความต้องการอพยพออกจากยะไข่และบังกลาเทศ เครือข่ายค้ามนุษย์ก็เปลี่ยนไปขนชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศแทน
จ.ระนอง เป็นต้นทางที่เครือข่ายค้ามนุษย์ใช้เป็นทางขึ้นฝั่งของโรฮิงญาและบังกลาเทศ ซึ่งเป็นเส้นทางเดิมที่ขบวนการค้ามนุษย์ใช้ขนแรงงานชาวพม่า เพราะผู้ค้าแรงงานพม่ากับนำพาโรฮิงญาผ่านประเทศไทยไปยังประเทศที่สาม เป็นคนกลุ่มเดิมๆ
เอเย่นต์ค้ามนุษย์ในระนองมีมากกว่า 60 ราย แต่จะมีกลุ่มหลักๆ อยู่ 3 กลุ่ม ซึ่งคนในพื้นที่เรียกกันว่า 3 ใบเถา คือ 1 กลุ่ม “เจ๊ ง.” ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว แต่มีน้องชายชื่อ “โก ร.” รับช่วงสืบทอดกิจการนอกกฎหมายแทน ส่วนอีก 2 กลุ่ม คือ “โกเนิน” และ “โกมิก” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลนาทวี ในข้อหาค้ามนุษย์
“เขาทำกันมานานแล้วจนมีเครือข่ายกว้างขวางอยู่ในพม่า เมื่อก่อนขนพม่าเข้ามา แต่พอโรฮิงญากับบังกลาเทศต้องการอพยพออกมา พวกนี้ก็หันมาขน เดิมทีพวกนี้ทำประมงจึงมีเรือประมงขนาดใหญ่ มีแพปลา มีรถบรรทุก ก็ใช้สิ่งที่มีนี่แหละเอื้อต่อการขนต่างชาติ แน่นอนคนเหล่านี้จะทำอะไรไม่ได้เลยหากคนของรัฐไม่มีส่วนรู้เห็นช่วยเคลียร์เส้นทางให้ น้องคิดดูแล้วกันน่านน้ำไทยนะมีใครดูแล เข้ามาชายฝั่งใครดูแล ขึ้นบกมามีใครดูแล กว่าจะผ่านไปชั้นในได้มันต้องผ่านกี่ด่าน หากเอากันจริงๆ พวกนี้จะผ่านไปได้หรือ” ผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงแรงงานในพื้นที่ จ.ระนอง ให้ข้อมูล
ระนองเป็นเมืองชายแดน มีทหารดูแลความสงบและความมั่นคงของประเทศอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากมีผู้นำหน่วยทหารที่เห็นแก่ประเทศชาติ ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เป็นไปไม่ได้เลย ที่ขบวนการค้ามนุษย์จะใช้พื้นที่บริเวณนี้ลักลอบขนชาวต่างชาติเข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้ หลักคิดนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความคิดที่จริง เพราะในระยะหลังมานี้ในพื้นที่ จ.ระนอง มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะผู้นำหน่วยทหารในพื้นที่ จึงทำให้ขบวนการค้ามนุษย์ต้องเปลี่ยนเส้นทางจากที่เคยใช้ระนองเป็นทางขึ้นฝั่งของผู้อพยพชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศ กลับเปลี่ยนไปใช้ จ.สตูล เป็นจุดขึ้นฝั่งในไทยแทน
“ช่วงหนึ่งระนอง และชุมพร มีผู้นำหน่วยงานที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์มีทั้งที่ใช้อำนาจหน้าที่ไปไล่จับบรรดาเอเย่นต์ค้ามนุษย์ในพื้นที่เพื่อกดดันให้มีการเคลียร์ กลายเป็นที่มาของส่วยค้ามนุษย์ ทำมาระยะหนึ่งก็เกิดฮึกเหิมเข้าไปร่วมกลุ่มเสียเอง ใช้คนของตัวเองขนคน พอถูกต่างหน่วยจับได้ไล่ทันก็ใช้อำนาจหน้าที่และบารมีของนายบีบให้ปล่อยไม่ให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ไปย้อนดูได้ราว 3-4 ปีก่อนมีการจับกุมแก๊งขนโรฮิงญาได้ เขาจะแจ้งข้อหาดำเนินคดีกันอยู่แล้วแต่ก็ต้องชะงักเมื่อมีคนระดับบิ๊กสายตรงมาสั่งปล่อย” เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง บอก
ใน จ.สตูล และ จ.สงขลา ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าของเถื่อน หลายรายพัวพันกับการค้าน้ำมันเถื่อน บุหรี่เถื่อน และเหล้าเถื่อน หลายรายอาศัยความมั่งคั่งจากการทำธุรกิจนอกกฎหมายนี้ปูทางเข้าไปสู่แวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อได้ตำแหน่งมาแล้วก็ใช้อำนาจหน้าที่นั้นเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อยอดไปสู่การใช้อำนาจหน้าที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจสีเทาๆ ที่ตัวเองทำอยู่
บนเขาแก้ว รอยต่อ จ.สตูล และ จ.สงขลา ถูกใช้เป็นพื้นที่ในการตั้งค่ายของผู้อพยพมานาน โดยชาวโรฮิงญา ไม่ใช่ผู้อพยพกลุ่มแรกที่เดินทางผ่านบริเวณนี้ ก่อนหน้านี้ก็มีกลุ่มของชาว “อุยกูร์” จำนวนไม่น้อยใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่พักพิงสุดท้ายก่อนข้ามไปมาเลเซียเช่นกัน ซึ่งแนวทางการสืบสวนก็พบว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการขนชาวอุยกูร์ ก็คือกลุ่มคนเดิมๆ ที่พัวพันอยู่กับการขนชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศ ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในเวลานี้
แต่ที่น่าตั้งข้อสังเกตคือในห้วงเวลาที่มีปัญหาการลักลอบขนชาวต่างชาติทั้งอุยกูร์ ชาวโรฮิงญา รวมถึงบังกลาเทศ เป็นห้วงเวลาที่ผู้นำหน่วยทหารที่รับผิดชอบพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.สตูล เป็นบุคคลคนเดียวกับที่เคยคุมอำนาจอยู่ใน จ.ระนอง และ จ.ชุมพร ซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องค้ามนุษย์เช่นกัน
การขยายผลจากการจับกุมผู้ต้องหาค้ามนุษย์รายหนึ่งใน จ.ระนอง นำมาสู่การขยายผลสู่ “บิ๊กทหาร” รายหนึ่ง หลังผู้ต้องหารายนี้อ้างว่า พัวพันกับการรับผลประโยชน์จากเครือข่ายค้ามนุษย์และจากการขนชาวต่างชาติผ่านประเทศไทยจริง โดยผลประโยชน์ส่วนหนึ่งได้ส่งต่อให้แก่ชายผู้หนึ่งที่อ้างว่าชื่อ “ผู้พันกล้วย” เป็นรายเดือน ประมาณ 7 ล้านบาทต่อเดือน และอ้างว่าท้ายสุดแล้วเงินจำนวนนี้ไปสุดทางที่ชายในเครื่องแบบที่ชื่อ “ผู้การแป้น”
คำให้การของผู้ต้องหารายนี้ มีน้ำหนักขึ้นทันทีภายหลัง พ.ต.อ.อดิษร ตันเพชรทองกุล รอง ผบก.ภ.จว.ระนอง นำกำลังตำรวจในสังกัด พร้อมหมายศาลจังหวัดระนอง ที่ 8/2558 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 เข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งใน ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นของนายวราคม โมฬี หรือโกเนิน หนึ่งในผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ตามหมายจับของศาลจังหวัดนาทวี
การตรวจค้นบ้านพักครั้งนี้พบหลักฐานสำเนาใบโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารระบุชื่อ “พล.ต.มนัส คงแป้น” อยู่หลายใบ มีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน ซึ่งจากพยานและหลักฐานที่ปรากฏนำมาสู่การออกหมายจับ พล.ต.มนัส คงแป้น หลังจากนั้นไม่นาน
ขณะถูกออกหมายจับ พล.ต.มนัส ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ตามหมายจับศาลจังหวัดนาทวี ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก อัตรา “พล.ท.” และหลังจากนั้นไม่นานผู้ต้องหาค้ามนุษย์รายนี้ก็เข้ามอบตัวต่อสู้คดี
พล.ท.มนัส เคยปฏิบัติหน้าที่สำคัญในพื้่นที่ภาคใต้ตอนบนคือ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนแยกที่ 1 ระนอง รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาแรงงานพม่าและการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญา โดยตรง เคยเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 25 กรมทหารราบที่ 25 ที่ จ.ระนอง ตำแหน่งผู้บังคับการจังหวัดทหารบกชุมพร (ผบ.จทบ.ชุมพร) ซึ่งคุมพื้นที่มาถึงระนอง ก่อนจะโยกไปทำหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มีตำแหน่งสำคัญคือผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 จ.สงขลา มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมดูแลตลอดแนวชายแดนครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
---------------------
(เรื่องเล่าข่าวดัง : ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 5) : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)



