ข่าว

สปช.นัดถกลับเร่งปฏิรูปก่อนยุบ

สปช.นัดถกลับเร่งปฏิรูปก่อนยุบ

13 มิ.ย. 2558

'สปช.' เล็งประชุมลับถกปมวาระงานปฏิรูป เข้าใจ 'ประยุทธ์' ตำหนิ 'ไม่เข้าเป้า' แนะประชามติออนไลน์ เพื่อคนไทยในต่างแดนมีส่วนร่วม

 
                      13 มิ.ย. 58  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้นัดประชุมสมาชิก สปช. ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ โดยมีวาระสำคัญ คือ เวลา 09.00 น. จะเป็นการประชุมเพื่อปรึกษาหารือกรณีที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สปช. หลังจากที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ปรับแก้ไข โดยมีผลให้วาระการทำงานของ สปช.สั้นลง คือจะสิ้นสุดประมาณเดือน ส.ค. หรือ ก.ย.นี้ หลังจากลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากปฏิทินเวลาเดิมจะสิ้นสุดการทำงานต้นปี 2559 เบื้องต้น คาดว่าการหารือดังกล่าวจะเป็นการประชุมลับ
 
                      โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร สปช. ฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวว่า การประชุมในวันดังกล่าว จะเป็นการประชุมเฉพาะสมาชิก สปช.และไม่มีการเผยแพร่การประชุมออกไปยังภายนอก ทั้งนี้เพื่อหารือถึงประเด็นการเร่งรัดการทำงานปฏิรูปตามแผนปฏิรูปและภายใต้วาระงานสำคัญที่ สปช.วางโรดแม็พปฏิรูปไว้แล้ว ส่วนกรณีที่มีสมาชิก สปช.ส่วนหนึ่ง ออกมาให้ความเห็นในลักษณะที่ตำหนิการทำงานของ สปช.ด้วยกันเอง เกี่ยวกับการทำหน้าที่นั้น ตนมองว่า เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวที่ไม่เข้าใจข้อเท็จจริง โดยที่ผ่านมา สปช.ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งงานคณะกรรมาธิการ , งานประชุม สปช. และการลงพื้นที่ 77 จังหวัด เพื่อรับฟังความเห็นด้านการปฏิรูป สำหรับเวทีในแต่ละจังหวัดนั้นได้ดำเนินไปประมาณ 1,000 เวทีแล้ว ส่วนสถิติการลาประชุมหรือขาดประชุม ไม่มี สปช.คนใดที่ขาดการประชุมจนถึงขั้นต้องสิ้นสุดการดำรงตำแหน่ง ขณะที่การลาประชุมด้วยปัญหาสุขภาพของ สปช.ที่สูงอายุ ยอมรับว่ามีเป็นส่วนน้อยเท่านั้น โดยนับการประชุม สปช.ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 ไม่มีการประชุมล่ม เพราะองค์ประชุมไม่ครบสักครั้ง
 
                      นายอลงกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุถึงการทำหน้าที่ของ สปช.ว่าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากไม่ใช่พวก จึงตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นมาทำหน้าที่แทน ว่า ตนมองว่าการตั้งสภาขับเคลื่อนฯ แทน สปช. หลังจากที่ สปช.ลงมติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อต้องการปรับและเปลี่ยนแปลงในแผนปฏฺิรูป ที่ต้องมุ่งเน้นขับเคลื่อนงานให้เป็นจริงในทางปฏฺิบัติ โดยยอมรับว่าสภาขับเคลื่อนฯ เป็นหนึ่งในข้อเสนอของ สปช.ที่ต้องการให้งานปฏิรูปตามแผนดำเนินไปได้ โดยก่อนการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ สปช.ยืนยันว่าจะส่งโรดแม็พการปฏิรูปทุกด้านที่ได้ศึกษาให้กับรัฐบาลนำไปดำเนินการ ภายใต้สภาขับเคลื่อนฯ
 
                      "ผมมองว่านายกฯ เป็นนักบริหาร ที่ผ่านมาได้ให้ความเป็นอิสระกับการทำงานของ สปช.อย่างมาก จึงอาจทำให้มีช่องว่างระหว่างรัฐบาลและ สปช.อยู่ระดับหนึ่ง ดังนั้นการแก้ปัญหาต่อไปและเพื่อให้การปฏิรูปเห็นผล จึงต้องการผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลเข้ามาขับเคลื่อนการปฏิรูปที่เป็นหนึ่งเดียวกับรัฐบาลและราชการ ซึ่งตนไม่เชื่อว่าสภาขับเคลื่อนฯ ที่นายกฯ จะแต่งตั้งเข้ามาทำงานนั้น จะมุ่งสานต่องานปฏิรูปเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคพวก หรือเพื่อเอื้อต่ออำนาจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง"
 
 
 
เข้าใจ 'ประยุทธ์' ตำหนิ สปช.
 
 
                      นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุถึงการทำงานของ สปช.ที่ผ่านมาว่าไม่เป็นตามเป้าหมาย เพราะไม่ใช่พรรคพวก ว่า ในการทำงาน สปช.ซึ่งมีความหลากหลาย จึงทำให้ความเห็นเรื่องการปฏิรูปส่วนใหญ่ไม่ตรงกับเป้าหมายของ คสช.หรือรัฐบาล ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า คสช.เป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงทหาร ขณะที่ สปช.มาจากภาคประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นความเห็นจึงไม่ตรงกันในหลายเรื่อง แต่ความเห็นที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ชี้ว่าฝ่ายใดผิด หรือฝ่ายใดถูก ดังนั้นการให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มาทำหน้าที่แทน สปช.ที่จะหมดวาระหลังจากลงมติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนเข้าใจว่า คสช.ฐานะผู้มีอำนาจต้องการคนทำงานที่มีความเห็นตรงกันและลดความขัดแย้งในการทำงาน
 
                      นายสังศิต ยังกล่าวถึงการนัดประชุม สปช.ในวันที่ 15 มิ.ย.เพื่อพิจารณาถึงกรอบการทำงานปฏิรูปในระยะเวลาที่ปรับใหม่ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ว่า สปช.ควรพิจารณาวาระปฏิรูปที่สำคัญอย่างแท้จริงเพียง 5 - 6 เรื่อง อาทิ กระบวนการยุติธรรม , การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น , การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อดำเนินการให้สำเร็จตามช่วงเวลาที่ปรับใหม่ ส่วนตัวยังไม่มีความเห็นว่าจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่องใดเป็นพิเศษ เพราะต้องรอฟังจาก สปช.คนอื่นด้วย
 
 
 
แนะประชามติออนไลน์ เพื่อคนไทยในต่างแดนมีส่วนร่วม
 
 
                      นายสังศิต กล่าวถึงความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ต่อกระบวนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะตัดสิทธิ์คนไทยที่อาศัยอยู่นอกราชอาณาจักรไทยในการลงคะแนนเสียงดังกล่าว ว่า ส่วนตัวเห็นว่าประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ดังนั้นต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ยอมรับว่าการจัดการเลือกตั้งหรือออกเสียงประชามติในต่างประเทศนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง เมื่อพิจารณาถึงความคุ้มค่าควรดำเนินการเฉพาะคนไทยที่อยู่ในราชอาณาจักรจะเหมาะสมกว่า ส่วนกรณีที่คนไทยในต่างประเทศต้องการมีส่วนร่วมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และต้องการใช้สิทธิ์ออกเสียงลงประชามติ ตนมองว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรออกแบบระบบลงประชามติแบบออนไลน์ โดยใช้หมายเลขของหนังสือเดินทางเป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิ์ เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยในต่างประเทศ ส่วนตัวมองว่าด้วยระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่น่าจะทำได้