
รัฐงัด3มาตรการสกัดเงินบาทแข็งชะลอกู้นอก-หนุนเอกชนนำเข้า-ให้แบงก์รัฐดึงเงินฝาก
รัฐเล็งงัด 3 มาตรการเร่งด่วนสกัดเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก เผยชะลอแผนกู้นอก ใช้ภาษีหนุนเอกชนนำเข้าสินค้าทุน พร้อมให้สถาบันการเงินรัฐเร่งระดมเงินฝาก "กอร์ปศักดิ์" ห่วง ธปท.ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักทำให้ต้องหาตัวช่วย
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้ารัฐบาลจะมีมาตรการด้านการคลังเร่งด่วนระยะสั้น 3 มาตรการ เพื่อพยุงค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากไปกว่านี้ โดยแนวทางแรกคือ ชะลอแผนกู้เงินจากต่างประเทศและหันมากู้ในประเทศ 2.คือการออกมาตรการภาษีสนับสนุนเอกชนนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรมากขึ้น และ 3.ให้สถาบันการเงินรัฐเร่งระดมเงินฝาก เพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อแก่ภาคเอกชนทดแทนสภาพคล่องในระบบที่หายไปจากการกู้เงินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง
"การตรึงดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น และธปท.ต้องเข้าแทรกแซง ค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงพยายามหาทางใช้มาตรการอื่นเสริม เพื่อช่วย ธปท. ซึ่งผมหารือกับกระทรวงการคลังแล้ว ส่วนผลการหารือจะแจ้งในต้นสัปดาห์หน้า" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว
นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่อยากบอกคือ มาตรการเสริมจากโครงการไทยเข้มแข็ง ที่จะเดินหน้าต่อ แต่จะต้องเสนอ ครม.หรือไม่ ต้องหารือกันก่อน ซึ่งเรื่องมาตรการภาษีจะเสนอ ครม.ในสัปดาห์หน้าเพื่อพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ และทำวิธีไหน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยทำคือ เรื่องชะลอเงินกู้ต่างประเทศ อาจทำไม่ได้ เพราะบางโครงการทำสัญญาเงินกู้ไปแล้ว และมาตรการนี้เป็นระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากส่งสัญญาณให้เห็นในขณะนี้ คือการเพิ่มบทบาทของสถาบันการเงินของรัฐ ทั้งธนาคารกรุงไทย ออมสิน เอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) รวมถึงธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ให้ปล่อยสินเชื่อแก่ภาคเอกชนมากขึ้น
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 น่าจะติดลบน้อยกว่าไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1% โดย สศช.อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ใหม่ว่ามีปัจจัยลบที่อยู่นอกเหนือที่คาดการณ์เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 ปัจจุบัน ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น 2.ผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง และ 3.การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าต้องปรับประมาณการจีดีพีทั้งปีใหม่หรือไม่
“การระบาดของไข้หวัดใหญ่ ส่งผลทางจิตวิทยาต่อกิจกรรมด้านเศรษฐกิจแล้ว เช่น การจัดคอนเสิร์ต การเดินทางของคนในภูมิภาค ซึ่งเราเป็นห่วงว่า หากไม่ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการระบาดของโรคให้ดี แม้ความเป็นจริงจะพบว่าเชื้อจะรุนแรงน้อยกว่าโรคไข้หวัดนก ผลกระทบน่าจะยาวนาน” นายอำพนกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยลบจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัจจัยที่เป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจด้วย เช่น ความเชื่อมั่นการลงทุนดีขึ้น ซึ่งผู้ผลิตสินค้าได้ขยายการผลิตสินค้าและรับคนงานเพิ่ม เพื่อผลิตสินค้าทดแทนสินค้าที่ระบายออกไปก่อนหน้านี้ น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ดีกว่าไตรมาสแรกและจะไม่ติดลบสูงถึง 7% แน่นอน



