
ทีมทนายพล.ท.มนัสตั้งธงดึงคดีขึ้นศาลทหาร
ทีมทนายพล.ท.มนัส ตั้งธงดึงคดีขึ้นศาลทหาร : สมชาย สามารถรายงาน
การเข้ามอบตัวและรับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนของ "พล.ท.มนัส คงแป้น" ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ “โรฮิงญา” ก่อนจะถูกนำตัวฝากขังส่งศาลจังหวัดนาทวี และพนักงานสอบสวนยื่นคัดค้านประกันตัว ขณะที่ทีมทนายความของ พล.ท.มนัส ได้ยื่นขอประกันตัวแต่ศาลไม่อนุมัติ
ล่าสุดทีมทนายได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ ”เครือเนชั่น“ ถึงแนวทางการต่อสู้ จะเป็นอย่างไรนับจากนี้ ผ่าน “ภคพล ศิริรัตน์” หัวหน้าทีมทนายความผู้ทำคดีให้แก่ พล.ท.มนัส
“ตอนนี้เราตั้งคณะทำงาน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดว่ากระบวนการนี้เกี่ยวพันกฎหมายกี่ฉบับ มีฉบับไหนบ้างที่เกี่ยวพันกับที่พนักงานสอบสวนตั้งข้อหามา เอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งจริงและทั้งที่ถูกกล่าวหา นำมาประมวลภาพเพื่อกำหนดแนวทางการต่อสู้”
สำหรับคณะทำงานทีมทนายก็จะมีจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายรัฐศาสตร์ ฝ่ายกฎหมาย ทั้งทนายความ ซึ่งเตรียมดำเนินการตั้งแต่วันนี้จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 24 มิถุนายน ที่ทางพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนส่งอัยการ ก็ต้องทำงานกันต่อเนื่องเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้
ขณะเดียวกัน อีกด้านก็จะยื่นให้การปฏิบัติตามข้อกฎหมายของผู้เกี่ยวข้องดำเนินการควบคู่กันไป เนื่องจากมีหลายวิธี เช่น การยื่นเพื่อให้ศาลไต่สวนหรือการยื่นอุทธรณ์คำสั่ง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา
“เวลาเรามีน้อยมากจนถึงวันฟ้อง บวกกับอุปสรรคสำคัญ คือผู้ต้องหาอยู่ในเรือนจำ ทางทีมทนายไม่มีความสะดวกในการพูดคุยเก็บข้อมูลจากผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่การพูดคุยกับผู้ต้องหามีการดักฟังหรือไม่ ซึ่งตอนนี้มีช่องทางเดียวที่จะคุยกับผู้ต้องหาของทีมทนายคือการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ในเรือนจำเท่านั้น นี่คืออุปสรรค และไม่ได้รับความเป็นธรรม"
หัวหน้าทีมทนายผู้นี้ ระบุอีกว่า ที่สำคัญคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ทำให้การพูดคุยกับผู้ต้องหาในลักษณะรายละเอียดเชิงลึกของคดี เราทำไม่ได้ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการต่อสู้คดี ซึ่งกระบวนการขอปล่อยตัวชั่วคราวหรือการประกันตัว ถ้าเป็นธรรมและถูกต้อง การประกันตัวไม่ใช่เรื่องยาก ทั้งนี้องค์ประกอบการประกันตัว คือ 1.ไม่หลบหนี 2.ไม่ยุ่งเหยิงกับพยาน ทำตรงนี้ให้ชัดเจนก็ประกันตัวได้แล้ว เข้าเงื่อนไข เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ กฎหมายมีเรื่องนี้ แต่ทุกวันนี้เป็นธรรมหรือยัง นี่คือคำถาม
ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางคดีของ พล.ท.มนัส คือการยื่นให้ศาลทบทวนอำนาจการสั่งคดีนี้ ซึ่งถือเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงว่ามีอำนาจหรือไม่ หลังจากที่ยื่นไปแล้ว 3 ครั้งไม่สำเร็จ แต่ยื่นอีกเป็นครั้งที่ 4 ในวันที่ 12 มิถุนายน โดยจะนำรายละเอียดเกี่ยวกับประกาศของคสช.ฉบับที่ 68/57 ที่ระบุว่าเรื่องการค้ามนุษย์เป็นเรื่องความมั่นคง แต่ทางศาลจังหวัดนาทวีได้ยกคำร้องและยืนยันว่าอยู่ในอำนาจของท่าน เพราะหมายจับเป็นหมายจับตามหมายศาลจังหวัดนาทวี แต่เราก็ยังติดใจในประกาศของคสช.จึงจะยื่นคำร้องไปอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
"ทีมกฎหมายทำ 2 เรื่อง เรื่องแรก คือการยื่นคำร้องขอประกันตัว เรื่องสอง คือไปสอบถามศาลว่ามีอำนาจที่จะสั่งให้ประกันตัวหรือไม่ เพราะว่าอำนาจนี้อยู่ที่คสช.หรือไม่ เพราะยังยืนยันว่าคดีความมั่นคงจะต้องขึ้นกับศาลทหาร เพราะช่วงนี้อยู่ในภาวะพิเศษที่บ้านเมืองไม่ปกติ ถ้าเป็นภาวะปกติหากทหารกระทำความผิดร่วมกับพลเรือนก็ต้องขึ้นศาลพลเรือน แต่ตอนนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ ส่วนที่สื่อบางสื่อไปรายงานว่าเราพยายามดิ้นรนเพื่อให้อยู่ในอำนาจศาลทหาร เพื่อจะได้ประกันตัวได้ง่ายขึ้น ก็อยากจะถามกลับว่ามันง่ายตรงไหน"
เขา ระบุว่า คำสั่งของคสช. คดีความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นพลเรือนที่กระทำความผิดก็ขึ้นศาลทหาร แต่คดีนี้กลับเป็นว่าทหารต้องไปขึ้นศาลยุติธรรมเป็นศาลพลเรือนในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ จึงไม่น่าจะใช่ และยังมีผลกระทบกับผู้บริสุทธิ์ เพราะบุคคลเหล่านั้นที่ถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหา ไม่ใช่จำเลย แม้แต่จำเลยก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ถ้าศาลพิพากษายกฟ้อง ดังนั้นผู้ต้องหาจะต้องได้รับการดูแลอย่างดี
"ในเมื่อยังมีคำถามที่ยังไม่มีคำเฉลย ยังไม่ได้ข้อยุติ จะมาบอกว่าให้ขังไว้ก่อน เดี๋ยวให้ได้ข้อยุติก่อนแล้วค่อยปล่อยตัว เอาแบบนั้นเหรอ ผมคาใจมากในเรื่องนี้ ซึ่งการยื่นครั้งที่ 4 จะยื่นใหม่โดยมีรายละเอียดและความชัดเจนมากขึ้นว่าโอกาสที่คดีนี้จะอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลทหารก็มีมากขึ้น" นายภคพล กล่าว และว่า ในข้อกฎหมาย เรากำลังเตรียมตรวจสอบและขอความเห็นจากนักกฎหมายหลายฝ่ายมีความเห็นอย่างไร
หัวหน้าทนายความของ พล.ท.มนัส บอกด้วยว่า ได้หารือกับทหารพระธรรมนูญหลายนาย และหลายท่านยืนยันตรงกันว่าคดีนี้ต้องขึ้นศาลทหาร ฟันธงเลย โดยให้เหตุผลว่าเพราะอยู่ในประกาศของคสช.และเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคง ยกเว้นคำสั่งของคสช.บอกว่าศาลทหารยุติไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไปแล้ว อย่างนั้นก็จบ ซึ่งคนที่จะหักล้างคำสั่งได้ก็ต้องเป็นผู้ที่ออกคำสั่ง คนอื่นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะบ้านเมืองอยู่ในภาวะพิเศษ อำนาจนิติบัญญัติ ตุลาการ บริหารอยู่ภายใต้คสช.ชัดเจน
"นี่คือแนวทางที่เราดำเนินการอยู่ขณะนี้ ทางทีมกฎหมายก็จะต่อสู้ด้านเดียวในเรื่องของคดี เพราะกระบวนการพิจารณาระหว่างศาลทหารกับศาลยุติธรรม มันคนละเรื่องกัน มันคนละวิธีการ กฎหมายคนละฉบับ คนละกติกา ในฐานะทนายความตอนนี้ ถือว่ายังไม่ได้เริ่มต้นสำหรับคดี พล.ท.มนัส เพราะจะต้องหาข้อยุติเสียก่อนในเรื่องคำสั่งของศาล เพราะหากเกิดว่าคำสั่งนี้เป็นคำสั่งไม่ชอบขึ้นมาก็ต้องปล่อยตัว เมื่อปล่อยตัวแล้วก็จึงจะเริ่มต้นกระบวนการของคดี เช่น จะมีการควบคุมตัวใหม่ ผมก็จะได้ยื่นประกันตัว”
ดังนั้นแนวทางการทำงานของทีมกฎหมายคดี พล.ท.มนัส คือเรื่องข้อกฎหมายว่าควรจะใช้กติกาไหน ส่วนความมั่นใจให้คดีมาขึ้นกับศาลทหารอาจจะหนักกว่าขึ้นศาลพลเรือนก็ได้ แต่เราต้องการให้เกิดความถูกต้องก่อน ให้เป็นบรรททัดฐานของสังคม ส่วนการต่อสู้คดีก็ว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่ง



