ข่าว

‘ไวรัสเมอร์ส’เกาหลีพลาดตรงไหน?

‘ไวรัสเมอร์ส’เกาหลีพลาดตรงไหน?

13 มิ.ย. 2558

‘ไวรัสเมอร์ส’เกาหลีพลาดตรงไหน? : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              “ไวรัสเมอร์ส” พบครั้งแรกปี 2012 ที่ซาอุดีอาระเบีย ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อแล้ว 25 ประเทศทั่วโลก จำนวนประมาณ 1,200 กว่าคน เสียชีวิตไปแล้วเกือบ 450 คน หากเปรียบเทียบเฉพาะตัวเลขเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2015 ในซาอุฯ พบผู้ติดเชื้อประมาณ 150 ราย เสียชีวิตเกือบ 60 ราย

              ขณะที่เกาหลีใต้ประกาศพบผู้ติดเชื้อครั้งแรกวันที่ 20 พฤษภาคม ผ่านไปเพียง 20 วัน ผู้ติดเชื้อพุ่งสูงถึง 122 ราย ทำให้หลายฝ่ายพยายามวิเคราะห์การรับมือกับการแพร่กระจายของไวรัสเมอร์สตัวนี้ว่า มีความผิดพลาดส่วนไหนบ้าง

              มีการวิเคราะห์ถึงความผิดพลาดของรัฐบาลเกาหลีใต้ 3 ประการ ได้แก่ 1.การปกปิดสถานพยาบาล เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขของเกาหลีใต้ปกปิดไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลสถานที่พบผู้ป่วยรายแรกนานถึง 17 วัน
             
              โดยวันแรกที่ยืนยันพบเชื้อไวรัสเมิร์สคือ 20 พฤษภาคม แต่ไม่ยอมบอกชื่อโรงพยาบาล จนกระทั่งประชาชนออกมากดดัน จึงยอมเปิดเผยในวันที่ 7 มิถุนายน ว่า ผู้ป่วยชายรายแรกวัย 68 ปี เข้าตรวจรักษาคลินิกและโรงพยาบาลถึง 4 แห่ง กว่าจะยืนยันการพบ และตอนนี้มีสถานพยาบาล 9 แห่ง หากรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศชื่อโรงพยาบาลเร็วกว่านี้อาจทำให้ประชาชนตระหนักและกักตัวเองในบ้านได้ หรือไปแจ้งข้อมูลการป่วยโดยไม่เดินทางไปมาระหว่างจังหวัด ซึ่งช่วยให้เชื้อไม่แพร่กระจายไปสู่โรงพยาบาลหลายแห่ง

              2.พื้นที่กักโรคไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากลูกชายวัย 44 ปี ของผู้ป่วยรายแรกในเกาหลีนั้น สามารถหลบหนีจากการกักกันโรคไปยังประเทศจีน จนกระทั่งวันที่ 28 พฤษภาคม รัฐบาลจีนแกะรอยจนพบ และยืนยันว่า พบชายเกาหลีที่ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัสเมอร์สแล้วในมณฑลกวางตุ้ง ขณะนี้ได้แยกตัวออกมารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งผู้ที่ใกล้ชิดอีก 35 คน ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ 25 ที่พบเชื้อไวรัสเมอร์ส

              3.ปัญหาอุปกรณ์ป้องกันที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากช่วงแรกหน้ากากอนามัยที่บุคลากรแพทย์ใช้สวมใส่นั้น เป็นหน้ากากแบบธรรมดา ราคา 5-10 บาท ใส่เพื่อป้องกันเสมหะหรือเลือดของผู้ป่วยที่จะกระเด็นเข้าปากและจมูก แต่หน้ากากที่เหมาะสมต้องเป็นหน้ากากที่ออกแบบมาให้มีคุณสมบัติป้องกันเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Protective Mask) หน้ากากชนิดนี้ต้องมีฟิลเตอร์หรือระบบกรองเชื้อโรค
              
              หรือที่เรียกว่า “หน้ากากเอ็น 95” ราคาหลักร้อยบาทขึ้นไป มีทั้งแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งหรือสามารถซักล้างและนำกลับมาใช้ได้ใหม่ บางประเทศพัฒนาเคลือบสารบางชนิดที่สามารถกรองเชื้อไวรัสได้มากกว่าร้อยละ 98

              ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ศิริราชพยาบาล วิเคราะห์ว่า ไวรัสเมอร์สตัวการทำให้เกิด “โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง” (Middle East respiratory syndrome coronavirus, MERS-CoV) หรือบางครั้งเรียกกันว่า “ไวรัสโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2012” นั้น เป็นเชื้อไวรัสที่ไม่รุนแรงมาก ติดต่อคนสู่คนยากพอสมควร แต่ว่าซ่อนตัวเก่ง ต้องใช้สารคัดหลั่งจำนวนมากถึงจะตรวจพบ เชื้อนี้จะไปทำร้ายที่ระบบทางเดินหายใจโดยตรง ถ้าไม่พบแพทย์ภายใน 3-4 วัน อาจเสียชีวิตได้ หรือบางคนร่างกายอาจมีภูมิคุ้มกันดี สามารถอยู่ได้นานถึง 2-3 สัปดาห์ แต่สุดท้ายก็ช่วยไม่ได้มากนัก เพราะเซลล์ในปอดถูกทำลายไปมาก ไม่สามารถฟื้นตัวกลับคืนมาได้

              “หน้ากากเป็นอุปกรณ์สำคัญ ต้องเน้นให้ผู้ป่วยใส่ ไม่ใช่คนทั่วไปใส่ ใครรู้ตัวว่าป่วยต้องใส่หน้ากากที่ป้องกันเชื้อไวรัสทันที หน้ากากที่ดีผู้สวมใส่จะรู้สึกหายใจลำบากนิดหน่อย หน้ากากที่ใส่ทั่วไปทำได้แค่ป้องกันฝุ่นละออง หรือละอองน้ำลายกระเด็นเท่านั้น เชื้อไวรัสเข้าได้เพราะมีช่องให้อากาศผ่านเข้าจมูก เป็นไปได้ที่เกาหลีใต้ในโรงพยาบาลคงไม่ได้เตือนให้สวมใส่หน้ากากที่เหมาะสม ทำให้ผู้ป่วยเป็นพาหะแพร่กระจายเชื้อไปอย่างรวดเร็ว ส่วนในประเทศไทยนั้น กำลังมีการประชุมกันว่า จะรับมือ และเตรียมพร้อมด้านอุปกรณ์ป้องกันอย่างไร”
              
              สุด เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2558 คณะกรรมการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะประกาศให้ไวรัสเมอร์สเป็น ”โรคติดต่อร้ายแรง” หรือไม่ เพื่อให้ความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการติดตามผู้ต้องสงสัยตลอดระยะฟักตัว 14 วัน โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้ป่วย ดังกรณีของไวรัสอีโบลา

              การรับมือที่ผิดพลาดของรัฐบาลเกาหลี คือบทเรียนสำคัญ ที่ทีมงานป้องกันโรคติดต่อของประเทศไทยควรนำมาศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเฉพาะการปกปิดข้อมูลเรื่องสถานที่หรือจำนวนผู้ติดเชื้อว่า คุ้มค่าหรือไม่ระหว่างภาพลักษณ์ของสถานพยาบาลหรือภาพลักษณ์ประเทศ กับการแพร่กระจายของเชื้อที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการช่วยควบคุม !?!