ข่าว

เปิดโลกวันอาทิตย์ : อดีตหลอนในยุโรป

เปิดโลกวันอาทิตย์ : อดีตหลอนในยุโรป

14 มิ.ย. 2558

เปิดโลกวันอาทิตย์ : อดีตหลอนในยุโรป : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                      ช่วงนี้ นักประวัติศาสตร์ในทวีปเก่ายุโรปหลายคนต่างต้องทำงานหนักเป็นพิเศษเพื่อคลี่คลายปมปริศนาที่ค้างคาอยู่ในใจจากอดีตที่ยังตามหลอกหลอนอยู่อย่างน้อย 2 เหตุการณ์ หนึ่งนั้นก็คือจะครบรอบ 200 ปีที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 หรือ นโปเลียน โบนาปาร์ต พ่ายมหายุทธ์ครั้งสำคัญที่วอเตอร์ลู ในเบลเยียม ถือเป็นสมรภูมิสุดท้ายของพระองค์ทั้งๆ ที่สู้อุตส่าห์หลบหนีจากเกาะเอลบากลับมาครองราชย์อีก 100 วัน แต่แล้วก็ถูกกองทัพพันธมิตรอันประกอบด้วย อังกฤษ รัสเซีย ออสเตรีย และปรัสเซีย ภายใต้การนำของดยุคแห่งเวลลิงตัน พิชิตจนไม่อาจแหงนหน้าสู้ฟ้าได้อีกต่อไป 
 
                      ท้ายสุดถูกเนรเทศไปที่เกาะเซนต์เฮเลนา จนสิ้นพระชนม์ตามประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ ขณะที่นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่าผู้ที่ถูกเนรเทศไปนั้นเป็นตัวปลอม ส่วนองค์จริงได้หลบหนีไปอยู่ที่อิตาลี จึงกลายเป็นข้อมูลอันโอชะที่นักเขียนแนวประวัติศาสตร์หลายคนได้นำไปปรุงแต่งกลายเป็นนวนิยายหลายรสหลายแนว
 
                      ในวาระพิเศษนี้ นักประวัติศาสตร์ยุโรปหลายคนได้ช่วยกันจำลองภาพว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าประวัติศาสตร์เกิดพลิกผัน โดยนโปเลียนสามารถพิชิตสงครามชี้ขาดที่วอเตอร์ลูได้
 
                      ภาพจำลองที่ได้ก็คือนโปเลียนผู้มีความทะเยอทะยานอยากครองโลกจะไม่หยุดยั้งความทะเยอทะยานของตัวเองแต่เพียงเท่านี้ แต่จะกรีธาทัพรุกคืบไปถึงตอนเหนือของเยอรมนี ยึดแว่นแคว้นต่างๆ มาเป็นของฝรั่งเศสอีกครั้ง จากนั้นก็จะยกทัพไปชำระแค้นเก่าถึงรัสเซีย คราวนี้มอสโกจะลุกเป็นไฟจนแทบไม่เหลือซาก และเมื่อพิชิตทวีปยุโรปทั้งทวีปจนราบคาบ ทำให้ทั่วทั้งทวีปเก่าแห่งนี้มีคนพูดแต่ภาษาฝรั่งเศส จักรพรรดินโปเลียนก็อาจจะแผ่ขยายอำนาจด้วยการตะลุยฝ่ากำแพงเมืองจีนข้ามไปยึดแดนมังกรแล้วลดฐานะให้เป็นแค่จังหวัดเอเชียของฝรั่งเศสเท่านั้น 
 
                      นี่คือส่วนหนึ่งของภาพจำลองสุดโต่งของหลุยส์ เจฟฟรอย นักเขียนชาวฝรั่งเศสที่มีมุมมองกลับตาลปัตรไม่เหมือนใคร ซึ่งได้พรรณนาไว้ในหนังสือเรื่อง "นโปเลียนกับชัยชนะเหนือโลก 1812-1832" ทั้งยังวาดภาพพระองค์ว่าจะกลายเป็นจักรพรรดิผู้ครองโลก และจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดรองจากพระเจ้าเท่านั้น
 
                      หลุยส์ เจฟฟรอย และนักประวัติศาสตร์หลายคนยังมองด้วยว่าถ้านโปเลียนยึดครองยุโรปได้จริงก็จะสร้างคุณูปการใหญ่หลวงต่อโลก นั่นก็คือจะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งขึ้นในศตวรรษที่ 20 เนื่องจากการปกครองของนโปเลียนจะทำให้มีเสถียรภาพไปทั่ว กดหัวเยอรมนีไม่ให้มีทางสั่งสมความเข้มแข็งทางทหาร จนกล้าประกาศทำสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ขึ้น  
 
                      นักประวัติศาสตร์ชาวเบลเยียมคนหนึ่งให้ความเห็นว่า "สงครามที่วอเตอร์ลูเป็นชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของกองทัพพันธมิตร แต่อาจจะไม่ใช่ชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่อนโปเลียน" ซึ่งแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเผด็จการ แต่ไม่ใช่เผด็จการประเภทปฏิกิริยาหรือขวาตกขอบแบบซาร์ของรัสเซีย ที่สำคัญก็คือระบอบเผด็จการที่นโปเลียนส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ที่อยู่ใต้การยึดครอง แม้จะเป็นเรื่องของการถดถอยหลังเมื่อเทียบกับความก้าวหน้าของการปฏิวัติฝรั่งเศส แต่เมื่อนำไปใช้ในเยอรมนี ฮอลแลนด์ และอิตาลี ก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป เนื่องจากให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่ชนกลุ่มน้อยและคนบ้านนอกคอกนาในเรื่องการนับถือศาสนา ตลอดจนการให้สิทธิออกเสียงแก่ผู้ชาย รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขระบบยุติธรรมแบบใหม่และการขยายพื้นที่เศรษฐกิจ
 
                      อีกอดีตหนึ่งที่ตามหลอนยุโรปเช่นกันก็คือปีนี้เป็นปีครบรอบ 70 ปีที่กองทัพพันธมิตรสามารถพิชิตกองทัพนาซีของฮิตเลอร์ได้ ทำให้โลกกลับมามีสันติภาพอีกครั้ง บรรดาประเทศต่างๆ ที่เคยเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่างจัดงานรำลึกนี้กันถ้วนหน้า แต่ที่กำลังฮือฮาไม่ใช่น้อยเนื่องจากเป็นการรำลึกที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร จนกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วว่าชักไปไกลสุดกู่มากเกินไปแล้ว
 
                      กรณีที่ว่านี้ ก็คือกรณีสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งของสาธารณรัฐเช็กได้จัดทำรายการเรียลิตี้  "วันหยุดในยุคใต้การยึดครอง" จำลองภาพการใช้ชีวิตของครอบครัวหนึ่งในยุคนาซียึดครองเชโกสโลวะเกียเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ภายใต้สโลแกนว่า "ยินดีต้อนรับสู่นรก" ซึ่งได้เผยแพร่รายการในช่วงไพรม์ไทม์สัปดาห์ละ 2 วัน ปรากฏว่าแค่วันแรกก็มีคนดูมากกว่า 5 แสนราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 16 เปอร์เซ็นต์ของยอดชมโทรทัศน์ทั่วทั้งประเทศ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ฮือฮาไปทั่วทั้งประเทศ เนื่องจากปรกติแล้ว สารคดีประเภทนี้แทบไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าใดนัก 
 
                      ผู้เข้าร่วมในรายการเรียลิตี้ครั้งนี้เป็นครูระดับประถมพร้อมด้วยสามีซึ่งเป็นพนักงานขับรถพยาบาล ลูกชาย 2 คน หลานปู่ 1 คน และหลานห่างๆ อีกหนึ่งคน ครอบครัวนี้จะต้องไปใช้ชีวิตในกระท่อมเล็กๆ กลางท้องไร่ท้องนาในเขตภูเขาห่างไกลที่แสนแร้นแค้นเป็นเวลา  2 เดือน ต้องไปโพงน้ำจากบ่อสำหรับดื่มกินและใช้ในชีวิตประจำวัน ต้องรีดนมวัว รวมทั้งต้องเลี้ยงไก่ กระต่ายและหมู มีการปันส่วนอาหาร และมักจะมีทหารในชุดเครื่องแบบเวร์มัคท์ของนาซีเยอรมนีมาคอยข่มขู่คุกคาม โดยเฉพาะการขู่ว่าจะถูกเนรเทศไปที่ค่ายแรงงานที่ไหนสักแห่งในอาณาจักรไรซ์ที่ 3 ถ้าครอบครัวซึ่งประกอบด้วยคน 3 ชั่วคนนี้สามารถอดทนต่อความยากลำบากนานัปการได้จนจบรายการก็จะคว้ารางวัล 1 ล้านครูนา หรือราว 1,300,000 บาทไปครอง
 
                      นักวิจารณ์หลายคนให้ความเห็นว่ารายการเรียลิตี้ "วันหยุดในยุคใต้การยึดครอง" นี้ได้รับความนิยมมากผิดคาดมาตั้งแต่ต้น เพราะเหมือนกับย้อนกลับไปอดีต สะท้อนภาพชีวิตของคนรุ่นปู่ย่าว่าสุดแสนลำเค็ญมากน้อยแค่ไหนช่วงที่ถูกนาซียึดครองระหว่างปี 2482-2488  ระหว่างนั้นฮิตเลอร์ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเชโกสโลวะเกียเป็นดินแดนในอารักขาของโบฮีเมียและโมราเวียได้สังหารประชาชนในพื้นที่กว่า 3 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ความเจ็บปวดจากการถูกกดขี่นี้ยังคงฝังรากลึกอยู่ในใจชาวเช็กอยู่จนถึงทุกวันนี้
 
                      อย่างไรก็ดี นักวิจารณ์บางคนได้ตั้งคำถามว่ารายการนี้จะสามารถสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นได้สมจริงสมจังมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือไม่เชื่อว่าจะสามารถจำลองภาพตอนถูกทหารขู่จะเอาชีวิตออกมาให้เหมือนจริงได้ อย่างดีก็แค่กล้อมแกล้มจำลองเหตุการณ์นั้นพอเป็นกับแกล้มเรียกน้ำย่อยเท่านั้น นักวิจารณ์บางคนให้ความเห็นว่ารายการนี้ก็เหมือนกับการเล่นละครเพื่อดึงดูดคนดูเท่านั้น หลายคนมองว่าเป็นรายการเรียลิตี้ที่ไม่เคารพบรรดาเหยื่อของนาซี "นี่เป็นเพียงแค่การตีตั๋วไปสู่อดีตเท่านั้นเอง"
 
                      อย่างไรก็ดี โซรา เคจเอ็นโคว่า ผู้กำกับรายการนี้กล่าวว่าเธอได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของปู่ย่าของเธอเอง นอกเหนือจากได้รับอิทธิพลจากรายการ "บ้านไร่ในช่วงสงคราม" ของบีบีซี ส่วนใครจะวิจารณ์อย่างไร เธอไม่ถือสา อย่างน้อยก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการนำประวัติศาสตร์ของคนรุ่นปู่ย่ามาถ่ายทอดให้คนรุ่นลูกหลานได้รับรู้
 
                      เชื่อได้เลยว่ารายการเรียลิตี้ของอีกหลายประเทศคงจะดัดแปลงนำไปประยุกต์ทำบ้าง
 
                      ขณะที่ชาวยุโรปกำลังตื่นตัวกับอดีตที่ตามหลอกหลอนทั้ง 2 เหตุการณ์ ในช่วงเดียวกัน เบอร์ลิน นครหลวงของเยอรมนีและยุโรปซึ่งต้องการจะลบรอยเลือดและคราบน้ำตาในอดีต ก็ได้จัดงานฉลองความสำเร็จของการบูรณะพระราชวังเก่าแก่ของจักรพรรดิเยอรมันหรือไกเซอร์ อันเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซชิ้นสำคัญของเบอร์ลินได้ครึ่งทางแล้ว ก่อนจะเปิดให้ประชาชนได้ชมความวิจิตรตระการตาของตัวอาคารภายนอก ขณะที่ภายในดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ไม่ใช่งานฝีมือของยุโรปในอีก 4 ปีข้างหน้า
 
                      ทั้งนี้ พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ 572 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งปรัสเซียและไกเซอร์ของเยอรมนีจนถึงสมัยไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 ที่ทรงสละราชย์เมื่อปี 2461 ถือเสมือนหนึ่งเป็นหัวใจของนครหลวงของเยอรมนี ก่อนจะถูกโซเวียตทิ้งระเบิดถล่มจนเกิดเพลิงไหม้ขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวพระราชวังได้รับความเสียหายจนทางการต้องสั่งรื้อทิ้งเมื่อปี 2493 หรือหลังสงครามโลกยุติลงได้ไม่นาน ก่อนจะตัดสินใจบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพระราชวังเก่าที่ยูเนสโกประกาศว่าเป็นมรดกโลก
 
 
 
 
 
-----------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : อดีตหลอนในยุโรป : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)