ข่าว

‘ธีรยุทธ’เหน็บ‘บิ๊กตู่’ดุเป็นท.ทหารฉุนเฉียว

‘ธีรยุทธ’เหน็บ‘บิ๊กตู่’ดุเป็นท.ทหารฉุนเฉียว

12 มิ.ย. 2558

‘ธีรยุทธ’เหน็บ‘บิ๊กตู่’ดุเป็นท.ทหารฉุนเฉียว เผยปลายมิ.ย.จะตั้งโต๊ะวิจารณ์การเมือง แนะทำรธน.ให้ปชช.เข้มแข็ง ไม่ใช่อะไรก็ใช้อำนาจพิเศษ ‘สุริชัย’ขอ‘ผู้นำ’อารมณ์หนั


               12มิ.ย.2558 ที่อิมแพคเมืองทองธานีสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) จัดการประชุมวิชาการหัวข้อ "ปฏิรูประบบสุขภาพและชีวิต ปฏิรูปจิตสำนึกประชาธิปไตยในโอกาส 9 ปี สช. ณ ศูนย์ประชุมอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดประชุมที่จัดมาตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. โดยในวันนี้เชิญนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "พลังพลเมือง สร้างสังคมสุขภาวะ"
 
               นายธีรยุทธสวมเเจ๊คเก็ตสีขาว ซึ่งต่างจากทุกครั้งที่จะเห็นนายธีรยุทธสวมเสื้อกั๊กออกมานั่งวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองไทย โดยนายธีรยุทธ กล่าวว่า ในวันนี้สวมเสื้อสีขาวเพราะต้องการพูดให้ตรงกับงานด้านสุขภาพตามหัวข้อที่ได้รับเชิญมาพูดจึงใส่สีขาวให้เหมือนเสื้อกราวของหมอ ส่วนสาเหตุที่เงียบหายไปนั้นนายธีรยุทธระบุว่า “ผมค่อนข้างกลัวลุงตู่(พลเอกประยุทธ์ จันทร์อชา) ผมว่าแกดุเป็นบ้าเลย แกชอบบ่น เลยไม่ได้ออกมาวิจารณ์เป็นปีแล้ว เดี๋ยวแกเรียกไปปรับทัศนคติ ทั้งนี้สังเกตหรือไม่ว่าลุงตู่ทำให้ทหารเปลี่ยนไป จากท.ทหารอดทนเป็น ท. ทหารฉุนเฉียวนะในบางที และถ้าเป็นคนรุ่นก่อนหรือรุ่นผมอาจจะจำได้ว่าเรามีการ์ตูนนิสคือลุงประยูร จรรยาวงษ์ ซึ่งท่านจะเขียนการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และลุงประยูรจะจั่วหัวคอลัมน์ว่า สัปดนวันละนิดจิตแจ่มใส แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนแล้วเป็น ฉุนวันละนิดจิตแจ่มใส”
 
               นายธีรยุทธ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการทำหน้าที่ด้านการเมืองนั้นตนจะสรุปภาพรวมการเมือง ทิศทางใหญ่โดยรอให้การถกเถียเรื่องรัฐธรรมนูญเสร็จก่อน และ คิดว่าจะทำบทสรุปในช่วงสิ้นเดือนนี้แล้วจะแถลงความคิดเห็นให้สื่อมวลชนทราบต่อไป
 
               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นช่วงหนึ่งนายธีรยุทธก็ได้กล่าวว่า รูปแบบการเมืองการปกครองจะตอบสนองภารกิจทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในแต่ละช่วง ดังนั้นการเมืองในแต่ละช่วงจะต่างไปเรื่อยๆ ดังนั้นระบบการเมืองการปกครองจะไม่มีแน่นนอนถาวรตลอดไป เพราะมันมีภารกิจของมันแต่ละช่วง ส่วนประชาธิปไตยก็ไม่ได้เป็นพิมพ์เขียวที่เป็นสากลฉบับเดียวที่ใช้ได้ แต่เป็นหลักการใหญ่ของระบบที่ต้องเคารพอำนาจสิทธิของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเท่าที่ศึกษามาประชาธิปไตยมันเกิดมาเพื่อตอบสนองภารกิจทางการเมืองทั้งสิ้น แต่ตนไม่ได้บอกว่าเราควรมีประชาธิปไตยแบบไทย ๆ และไม่มีประชาธิปไตยแบบสากล เพราะไม่มีแบบไหนเหมือนกันเลย ดังนั้นคิดว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องค้นหาเหมือนทั่วโลกที่ค้นหาว่ารูปแบบโครงสร้างอำนาจใดที่เหมาะกับประเทศเขา
 
               นายธีรยุทธ กล่าวว่า เราเคยนำรัฐธรรมนูญแบบฝรั่งเศสมาใช้ซึ่งฝรั่งเศสเขาก็มีปัญหาของเขา คือต้องทำให้มีผู้นำมีความเข้มแข็งเพื่อสยบกลุ่มย่อยทางการเมืองเพื่อให้การบริหารประเทศบริหารได้ราบรื่น ซึ่งฝ่ายธุรกิจก็พยายามผลักดันแนวคิดนี้ อย่างไรก็ตามฝ่ายบริหารของเราควรมีประสิทธิภาพและอิสระในการทำงาน แต่ไม่ใช่ว่าเป็นผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียว เพราะโครงสร้างบ้านเรากระจายอำนาจ ซึ่งนี่คือปมปัญหาที่ทำให้เกิดระบอบทักษิณตามมา
 
               นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอย วินมอเตอร์ไซด์ วินรถตู้ด้วยกำลังทหาร ไม่สามารถแก้ได้ถาวร ซึ่งตนคิดว่าท่านทำดีแต่ท่านต้องไปฟังพวกที่เขาที่ทำอาชีพนี้อยู่ว่าเดี๋ยวก็กลับมาอีก เพราะการใช้อำนาจพิเศษแก้ไม่ได้ ดังนั้นควรจะต้องผลักดันให้ท้องถิ่นชุมชนหรือบุคคลในที่นั้นเป็นผู้จัดการดูแลแก้ปัญหา ซึ่งถ้าเป็นที่อเมริกาประชาชนจะแจ้งรัฐ แต่ของเราแจ้งรัฐแล้วรัฐไม่ดูแล เพราะจะเป็นอันตรายกับตัวเอง คนไทยจึงเฉื่อยชา
 
               “ดังนั้นผมจึงไม่สนใจกระบวนการเลือกตั้ง แต่สนใจที่จะให้กระบวนการในรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนให้ประชาชนเขาลุกขึ้นมาดูแลของของเขา หาบเร่แผงไหนก็ให้คนเขตนั้นลุกขึ้นมาดูแล ร้านสะดวกซื้อก็มีจำนวนมากก็แข่งกันเอง ในเป็นต่างประเทศเขามีโซนนิ่ง ดังนั้นถ้าชุมชนมีโอกาสรับผิดชอบ ได้ร่วมรับผิดชอบ ทำให้เป็นวิถีชีวิต”นายธีรยุทธ กล่าว
 
               อาจารย์คณะสังคมวิทยา กล่าวอีกว่า สิ่งที่ทหารทำไม่ใช่ไปทำแทนประชาชน แต่ต้องดึงให้ประชาชนมามีส่วนร่วมมากที่สุด ต้องไม่ผลักใสประชาชน ทั้งแง่ความคิดและการปฏิบัติ ถ้าท่านทำเดี่ยวๆมันจะควบคุมสถานการณ์ได้ชั่วครั้งชั่วคราว ปัญหาจะกลับมา จะลดหรือเพิ่มก็ประเมินสถานการณ์ไม่ได้ ดังนั้นทำอย่างไรที่ประชาธิปไตย จะเป็นวิถีชีวิตของคน คนดีเลวไม่เท่ากัน คนจน คนชั้นกลาง คนรวย คนเรียนจบประถม มหาวิทยาลัย ปริญญาเอก ก็ต้องเคารพในเกียรติ์ ศักดิ์ศรี ความสามารถของมนุษย์ และวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย


‘สุริชัย’ขอ‘ผู้นำ’อารมณ์หนักแน่นสร้างบรรยากาศปฏิรูป
 
               นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ สมาชิกปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาว่า ประเทศไทยติดกับดักความเหลื่อมล้ำทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน และประเทศไทยนอกจากมีประเด็นความเหลื่อมล้ำแล้วยังมีปัญหากับดักคอรัปชั่นและกับดักของวัฒนธรรมดั้งเดิม คือ การมีอภิสิทธิ์ชน ศักดินานิยม อุปถัมป์นิยม ที่เป็นปัญหายากของสังคมไทย ซึ่งทั้งสามส่วนทำให้สังคมไทยเสื่อมถอย จึงเป็นที่มาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ที่มองเห็น36วาระในการปฏิรูป ที่กำหนดว่าจะทำอย่างไรที่จะลด3สิ่งต่อไปนี้ คือการลดการทุจริตคอรัปชั่น การลดความเป็นอภิสิทธิ์ชน และลดความขัดแย้ง และทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีก่อน เพราะ ถ้าประชาชนมีชีวิตดีเขาก็รักดีก็จะมีการศึกษาที่ดี เราก็จะมีพลเมืองที่ตื่นตัว เมื่อพลเมืองตื่นตัว ไม่เฉื่อยชา ประชาธิปไตยที่ดีก็จะมาของมันเอง
 
               นายสุวิทย์ กล่าวอีกตอนหนึ่งว่า ปัจจุบัน 4สถาบันเสาหลักที่ค้ำจุนโลกในศตรรษที่ผ่านมาเริ่มไม่สามารถตอบโจทย์พลวัตโลกในศตวรรษที่21 คือ 1.ประชาธิปไตยเปลี่ยนเป็นธนาธิปไตย 2.ทุนนิยมเปลี่ยนเป็นทุนนิยมสามาน 3. ประชาสังคม มีการเสื่อมถอย และ4.นิติรัฐก็เปลี่ยนเป็นสังคมสองมาตรฐาน ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านการเมืองต้องสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน ประชาธิปไตยระดับตัวแทนในระดับสังคมจะเชื่อมโยงกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่จะนำมาสู่การสร้างการศึกษาการสร้างคน เพื่อให้ได้พลเมืองที่มีความตื่นตัว แทนการมีพลเมืองที่เฉื่อยชา
 
               ด้านนายสุริชัย หวันแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งว่า ตอนนี้เรามีสถานการณ์พิเศษ มีรัฐบาลพิเศษ ที่ความชอบธรรมอยู่ภายใต้สถานการณ์พิเศษสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งที่คุยกันให้รู้เรื่องไม่ได้ เพราะเรามีความขัดแย้งที่มีฝ่ายการเมืองที่ไม่บันยะบันยัง อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีความสลับซับซ้อนที่มองไม่เห็นด้วยตาเราไม่ควรรอให้เรารวยก่อนถึงจะแก้ปัญหาเพราะเราจนก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสติปัญญา ดังนั้นอย่าเอามิติของรายได้การจำกัดในการแก้ปัญหา
 
               นายสุริชัย กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่าการห้ามพูดแสดงความคิดเห็นทำให้เราไม่รู้ความทุกข์ยากของลูกหลานเรา ดังนั้นคิดว่าควรจะต้องเปิดช่องให้คนหายใจ เปิดให้มีโอกาสในการถกกัน เพื่อสร้างความหวัง เพราะถ้าจะสร้างบ้านเมืองต้องสร้างโอกาสให้คนมีความหวัง ต้องเคารพความเป็นคนของทุกคน หากเรายอมรับว่าจะต้องสร้างโอกาสให้เสมอกันในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ก็จะต้องอาศัย “ความหนักแน่นทางอารมณ์ของผู้นำ” ช่วยกันข่มใจและมีวินัยในการสร้างโอกาสร่วมกันเพราะโอกาสไม่ใช่เป็นของเราเท่านั้น
 
               “ความแตกต่างอาจจะมีคุณค่าของการอยู่ร่วมกัน การสร้างผืนแผ่นดินให้ร่มเย็นไม่ใช่ทำแค่เรื่องรายได้ แต่ต้องทำให้คนในแผ่นดินเดียวกันรู้สึกว่ามีการเคารพในความแตกต่างทั้งชาติพันธุ์ ความคิดเห็น ยกเว้นคนที่จะเอาแต่พวกกู และคนที่จะเอาแต่ประโยชน์”นายสุริชัย กล่าว
 
               นายสุริชัย กล่าวอีกว่า ถ้าไปขอศาลเจ้าช่วยเราได้เราก็ไปขอ แต่อนาคตประเทศไม่ควรแขวนอยู่กับความเลื่อนลอย เราควรจะฝากความหวังไม่ใช่การใช้อำนาจเด็ดขาด ที่บางทีมีข้อจำกัดของอำนาจ ที่อำนาจที่เด็ดขาดไม่ได้รู้ถึงความซับซ้อนของคนหลายกลุ่ม ดังนั้นถ้าผู้นำช่วยสร้างบรรยากาศก็จะช่วยให้การปฏิรูปมีความกว้างขวางมากขึ้นได้"นายสุริชัย กล่าว