
เขื่อนพิมายหยุดจ่ายน้ำ-เขื่อนแควน้อยเหลือน้ำใช้9%
12 มิ.ย. 2558
แล้งหนัก! เขื่อนพิมายสั่งหยุดจ่ายน้ำเพื่อการเกษตร หลังระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์แล้ง ขณะที่จ.พิษณุโลก ผอ.เขื่อนแควน้อยระบุเหลือน้ำใช้การได้เพียง 9%
12 มิถุนายน 2558 สถานการณ์ที่ชลประทานที่ 8 สั่งการให้ทุกโครงการส่งน้ำในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา หยุดจ่ายน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำกักเก็บในแต่ละพื้นที่มีปริมาณน้ำที่ลดต่ำลง อีกทั้งเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลักนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ หรือ เขื่อนระบายน้ำพิมาย เจ้าหน้าที่ได้ปิดประตูระบายน้ำ ที่ระบายลงสู่ท้ายเขื่อนทั้ง 6 บาน ประตูที่ระบายลงส่งคลองส่งน้ำชลประทาน 2 บาน และประตูที่ระบายลงสู่ลำน้ำเค็ม จำนวน 3 บาน หลังจากที่ปริมาณน้ำวัดจากระดับพื้นเขื่อนมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 3 เมตร 88 เซนติเมตร ปริมาณน้ำที่อยู่ในระดับน้ำแล้ง ทั้งนี้ก็เพื่อทำการกักเก็บปริมาณน้ำไว้ในการอุปโภคบริโภคเท่านั้น
นายชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 8 กล่าวว่า เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่กำลังจะเพาะปลูกข้าวนาปี ควรที่จะมีแหล่งน้ำสำรองเพื่อทำการเพาะปลูก แต่หากเกษตรกรรายใดที่ไม่มีแหล่งน้ำกักเก็บขอให้มีเลื่อนการเพาะปลูกออกไปและให้ติดตามข่าวสารจากทางหน่วยงานราชการหรือผู้นำชุมชน เนื่องจากปลายเดือนมิถุนายน ฝนทิ้งช่วงจะส่งผลให้ต้นข้าวของเกษตรกรที่จะกำลังเจริญเติบโตนั้นแห้งตายและสร้างความเสียหายแก่เกษตรกร
พิษณุโลก - ผอ.เขื่อนแควน้อย ระบุเหลือน้ำในเขื่อนแควน้อยเหลือใช้การได้เพียง 9.49 %
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ น้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากฝนไม่ตกตามฤดูกาล น้ำไม่เข้าเขื่อนส่งผลให้ระดับน้ำในเขื่อนล่าสุด เหลือเพียง 132 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำที่สามารถรับได้ 939 ล้าน ลบ.ม. หรือ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 14.07 % จากความจุของตัวเขื่อน น้ำสามารถใช้การได้ เพียง 9.49% เท่านั้น
นายสมหวัง ปารสุขสาร ผู้อำนวยการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน กล่าวว่า จากระดับน้ำดังกล่าว เราจะสามารถใช้น้ำได้เพียงอีก 56 วันเท่านั้น หากไม่มีฝนตกเติมน้ำในเขื่อนแควน้อย ซึ่งในปีนี้ถือว่าแล้งกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากฝนไม่ตกตามฤดูกาลดังกล่าว เบื้องต้นทางกรมชลประทาน ได้ขอความร่วมมือ กับพี่น้องเกษตรกร ให้ชลอการเพาะปลูกออกไปก่อน หากผู้ใดยังไม่ได้เริ่มลงมือ แต่อย่างใด เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักลดลงมาก และแทบไม่เหลือน้ำใช้การได้เลย ส่วนแนวทางการแก้ไข ทางเขื่อนอาจขอความร่วมมือให้ทำฝนหลวง เพื่อให้ฝนตกภายในเขื่อนอีกครั้ง
อยุธยา - ภัยแล้งยาวนาน ชาวนากรุงเก่าทำนาปรับไม่มีน้ำ
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 มิถุนายน 2558 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปสำรวจสภาพภัยแล้งใน พื้นที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากรับแจ้งจากเกษตรกรที่ทำนาปรังอยู่ในพื้นที่ ตำบลของอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย ตำบลมารวิชัย ตำบลชายนา ตำบลสามตุ่ม และตำบลบ้านหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกัน กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งอย่างหนัก และจากการสำรวจ พบว่า พื้นนาจำนวนมาก หยุดการทำนาไปแล้ว สภาพดินแห้งแล้ง และมีแดดร้อนอย่างมาก แต่ก็พบว่า มีเกษตรกรอีกไม่น้อยที่ยังปลูกข้าวนาปรัง
นายบุญเสริม อื้อฉาว อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 3 ตำบลมารวิชัย อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เกษตรกรที่ทำนารายหนึ่ง เปิดเผยว่า นาข้าวที่ตนปลูกเป็นการปลูกครั้งแรกของรอบปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กรมชลประทานได้ออกประกาศเตือนมาตั้งแต่ต้นปี จนถึงปลายเมษายนให้งดทำนา เนื่องจากจะเกิดวิกฤตภัยแล้ง เมื่อเกษตรกรเห็นว่า เลยเดือนเมษายนแล้ว เกษตรกรก็เริ่มลงมือปลูกข้าวนาปรัง โดยดึงน้ำจากคลองส่งน้ำเข้าที่นา ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ต้นคลองส่งน้ำ จึงมีแปลงนาจำนวนมาก ที่ข้าวเริ่มตั้งท้องออกรวง
นายบุญเสริม บอกอีกว่า ในส่วนอีกหลายราย ที่มีพื้นที่นาอยู่ช่วงกลางคลองส่งน้ำ ทำให้น้ำไม่เพียงพอต่อการสูบน้ำเข้าที่นา ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวอยู่ระหว่างเป็นต้นกล้า ขณะที่พื้นที่ท้ายคลอง เกษตรกรเริ่มไม่แน่ใจ และเพิ่งมีการปรับพื้นที่เพื่อเตรียมปลูก แต่ก็ยังไม่มีน้ำทำนา ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า จะสามารถปลูกข้าวได้ทันหน้าน้ำหลากเดือนกันยายนนี้หรือไม่
“ตอนนี้แปลงนาทั้งหมด กำลังต้องการน้ำ เพื่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว แต่น้ำในคลองไม่มี ทำให้นาปรังกว่า 20,000 ไร่ กำลังจะเสียหาย โดยหากภายใน 15 วันนี้ ยังไม่มีน้ำปล่อยเข้ามาในคลอง ปัญหาอาจขยายวงกว้าง สร้างความเสียหายเพิ่มอีก ถึง 50,000 ไร่ อย่างแน่นอน” นายบุญเสริม กล่าว
พิจิตร - ชลประทานลดการระบายน้ำจากเขื่อน เตือนชาวนาเลื่อนทำนา
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2558 ชาวนาในเขตชลประทาน อำเภอเมืองพิจิตร ต้องนำเครื่องสูบน้ำทำการสูบน้ำกักตุนไว้ในแปลงนา ที่ทำการปลูกข้าวนาปี ไว้ เพื่อป้องกันความเสียหายจากฝนที่ทิ้งช่วง และ ชลประทานลดการระบายน้ำลง เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักทางตอนบนของภาคเหนือ มีปริมาณน้อยลงและลดการระบาย โดยเขื่อนสิริกิติ์มีลดการระบายจากเดิม 33 ล้านลูกบาศ์เมตร เหลือ 31 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนภูมิพล ลดการระบายจากเดิม 20 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือเพียง 17 ล้าน ล้านลูกบาศก์เมตร
นายสมยศ แสงมณี ผู้อำนวยการชลประทานพิจิตร ระบุว่าจากปริมาณน้ำในเขื่อน มีปริมาณน้อย และ ลดลง เนื่องจากการระบายน้ำช่วยเหลือเกษตรกรทำนา โดยปัจจุบัน สำนักงานชลประทาน ได้มีคำสั่งให้ลดการระบายน้ำจากเขื่อนลง จึงทำให้น้ำเข้าระบบชลประทานมีจำนวนจำกัด จึงขอเตือนเกษตรกรชาวนาในเขตชลประทาน ให้เลื่อนการทำนาออกไป เกรงน้ำจะไม่เพียงพอและให้เกษตรกร ที่ทำการเพาะปลูกข้าวไปแล้ว ใช้น้ำอย่างประหยัด
สำหรับจังหวัดพิจิตร มีพื้นที่ทำการเกษตรในเขตชลประทาน ที่มีอยู่ กว่า 1.8 แสนไร่ มีเกษตรกรทำนาไปแล้ว 1.7 หมื่นไร่ คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่และเหลือพื้นที่รอทำนา 1.5 แสนไร่ ที่ยังไม่มีน้ำทำนา
อุทัยธานี - ชาวบ้านเฮได้ฝายกั้นน้ำ
พ.ท.กฤษณ์ กิตยาธิวัฒน์ ผบ.กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 4 กำลังทำพิธีส่งมอบฝายกั้นนำ ที่สร้างกั้นลำห้วยธรรมชาติ หมู่ที่ 5 บ้านน้อย ต.คอกควาย อำเภอบ้านไร่ ที่ชาวบ้านร่วมกันรับจ้างแรงงานก่อสร้างจนเสร็จ ตามโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตามนโยบายรัฐบาล ให้กับหมู่บ้านดูแล
โดยฝายแห่งนี้สร้างกั้นลำห้วยธรรมชาติ ที่รับน้ำมาจากเทือกเขาที่อยู่ตอนบน ขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 50 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ตลอดทั้งปี มีครัวเรือนเกษตรกรได้รับประโยชน์ 585 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 3,000 ไร่ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ค่าแรงงานจ้างชาวบ้านและค่าวัสดุ ทั้งสิ้น 1 ล้านบาท โดยเป็นค่าแรงร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับ มีเกษตรกรรับจ้างแรงงาน 161 คน ทำให้มีรายได้ช่วงฤดูแล้ง สร้างความดีใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากก่อหน้านี้ยังไม่เคยมีหน่วยงานราชการใดมาดำเนินการก่อสร้างฝายให้



