ข่าว

รายงานข่าวอย่างไรไม่ให้เกิดโรคเกลียดกลัวอิสลาม?(1)

รายงานข่าวอย่างไรไม่ให้เกิดโรคเกลียดกลัวอิสลาม?(1)

12 มิ.ย. 2558

รายงานข่าวอย่างไรไม่ให้เกิดโรคเกลียดกลัวอิสลาม?(1) : โลกมุสลิม โดยศราวุฒิ อารีย์

               วิชา “ตะวันออกกลางศึกษา” ของผมเมื่อปีการศึกษาที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีนิสิตบางคนสนใจเขียนงานวิชาการเรื่องกระแสความเกลียดกลัวอิสลาม หรือ Islamophobia หนึ่งในนั้นคือ พรทิวา ไวยครุฑธา จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสนใจศึกษาหาคำตอบว่า ทำอย่างไรจะทำให้การรายงานข่าวสามารถบอกเล่าปรากฏการณ์ได้โดยไม่ผลิตซ้ำความไม่เข้าใจอิสลามและมุสลิม อันเป็นปัจจัยให้เกิดกระแสอิสลาโมโฟเบีย

               ผลการศึกษาของเธอน่าสนใจครับ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเรื่องกระแสอิสลาโมโฟเบียกันก่อน

               กระแสอิสลาโมโฟเบียเริ่มก่อตัวขึ้นในยุโรปตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1980 แต่หลังเหตุการณ์วินาศกรรมที่ประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 หรือเหตุการณ์ "9/11" กระแสอิสลาโมโฟเบียก็เข้มข้นและแพร่กระจายมากขึ้น ล่าสุดถูกเน้นย้ำอีกครั้งหลังเหตุการณ์บุกยิงที่สำนักงานชาร์ลี เอบโด ประเทศฝรั่งเศส เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แม้จะมีชาวมุสลิมจำนวนเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ แต่พวกเขาที่มีจำนวนเกือบ 2,000 ล้านคนทั่วโลก กลับถูกเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายและความรุนแรง มีหลักฐานว่าชาวมุสลิมต้องเผชิญกับการกระทำอันเกิดจากอิสลาโมโฟเบีย ตั้งแต่การถูกคุกคามทางวาจาไปจนถึงการโจมตีทางกายภาพ

               คำว่า อิสลาโมโฟเบีย หรือกระแสเกลียดกลัวอิสลาม ไม่มีคำนิยามที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ แต่มีความพยายามอธิบายเพื่อสร้างความกระจ่างหลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า อิสลาโมโฟเบียเป็นอุดมการณ์หรือชุดความคิด ที่สนับสนุนและดำรงไว้ซึ่งการประเมินความหมายเกี่ยวกับมุสลิมและอิสลามในแง่ลบ มีหน้าที่และเป้าหมายเพื่อเหยียดชนชาติหรือเป้าหมายอื่นที่คล้ายกัน ส่งผลกระทบต่อการกระทำทางสังคม ปฏิสัมพันธ์ การตอบสนอง รวมทั้งกำหนดความเข้าใจ การรับรู้ และทัศนคติที่เห็นพ้องต้องกันในสังคม โดยประกอบสร้างเป็นความคิดที่ว่ามุสลิม "เป็นอื่น"

               ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การกระทำที่บั่นทอน การตัดสินล่วงหน้า หรือแบ่งแยกมุสลิมและอิสลามในพื้นที่ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รวมถึงการที่ชาวมุสลิมตกเป็นเป้าของความรุนแรง

               จากการเก็บข้อมูลโดยคณะกรรมการเพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ (Commission for Racial Equality : CRE) ระหว่างวันที่ 14 กันยายน-19 ตุลาคม 2001 มีเหตุความรุนแรงทางกายภาพที่เกิดกับชาวมุสลิมในยุโรป เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ ชายชาวบังกลาเทศอายุ 20 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายจนกรามหัก และในเมืองสวินดอน ประเทศอังกฤษ ผู้หญิงอายุ 19 ปี ซึ่งสวมฮิญาบ (hijab) ถูกฟาดด้วยไม้เบสบอลเหล็กโดยชายผิวขาว 2 คน โดยมีพยานได้ยินคำพูดก่อนจะทำร้ายว่า "นี่ไง มุสลิม"

               ตัวอย่างของปรากฏการณ์ทางสังคมที่แสดงถึงการมีอยู่ของกระแสอิสลาโมโฟเบีย ได้แก่ กรณีที่มุสลิมชาวยุโรปจำนวนหนึ่งเผชิญกับการถูกแบ่งแยกในการจ้างงาน การศึกษา และที่อยู่อาศัย จากการเก็บข้อมูลโดยอียูเอ็มซี มุสลิมชาวยุโรปมักอยู่ในพื้นที่ที่มีคุณภาพที่อยู่อาศัยย่ำแย่กว่า มีความสำเร็จด้านการศึกษาอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และอัตราการว่างงานสูงกว่าค่าเฉลี่ย ชาวมุสลิมมักถูกจ้างในงานที่ต้องการคุณสมบัติต่ำกว่า ชาวมุสลิมเป็นกลุ่มที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจระดับล่าง (เช่น เป็นแรงงานไร้ฝีมือ) นอกจากนี้ มุสลิมยุโรปจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน ต้องเผชิญกับกำแพงกีดกันทางสังคม ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกว่าถูกกันออกจากสังคมและเกิดความสิ้นหวัง

               ทั้งนี้ การแบ่งแยกที่เกิดกับชาวมุสลิมนี้ อาจมาจากทัศนคติเกลียดกลัวมุสลิม รวมถึงการเหยียดชนชาติ และความรู้สึกเกลียดกลัวชาติอื่น (Xenophobia) เพราะองค์ประกอบเหล่านี้มักมีพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่ ความรู้สึกว่า ชาวมุสลิมเป็นปฏิปักษ์ จึงมักถูกมองว่าเป็นความรู้สึกเกลียดกลัวชาติอื่น และการเหยียดชนชาติที่เกิดกับคนกลุ่มน้อยและผู้อพยพจากต่างถิ่น ซึ่งการเหยียดชนชาติและการแบ่งแยกเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความเป็นหนึ่งเดียวกันในสังคม

               การมีอยู่ของกระแสอิสลาโมโฟเบียเป็นอันตรายครับ เนื่องจากชุดความคิดดังกล่าวไม่ให้ความเคารพต่อปัจเจกบุคคล ตัดสินล่วงหน้าอย่างเหมารวม โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลังทางสังคม ชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรม ทำให้ชาวมุสลิมทุกคนมัวหมอง

               ในทางการเมือง "สงครามและความหวาดกลัว" ส่งผลต่อสถานะของอิสลามในพื้นที่สาธารณะในยุโรป ชาวมุสลิมในยุโรปต้องเผชิญกับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) เช่น ถูกสงวนห้ามกิจกรรมทางศาสนาเนื่องจากกระบวนการด้านความปลอดภัยที่อ้างว่าอิสลามเป็นภัยคุกคามที่ทางการต้องจัดหามาตรการพิเศษมารองรับ

               สถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่แพร่กระจายข่าวสารทั่วโลกและได้รับการยอมรับเชื่อถืออย่างสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อกระแสหลัก มีส่วนรับผิดชอบต่อกระแสอิสลาโมโฟเบียที่แผ่ขยายไปทั่วโลกหลังเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายสากล