ข่าว

สโนว์เดนทำบริษัทไอทีสูญรายได้แสนล้าน

สโนว์เดนทำบริษัทไอทีสูญรายได้แสนล้าน

13 มิ.ย. 2558

เวิลด์วาไรตี้ : สโนว์เดนทำบริษัทไอทีสูญรายได้แสนล้าน

 
          พิษของโครงการสอดแนมประชาชนพลเมืองสหรัฐอเมริกา ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) ทำให้เกิดความสูญเสียหลายต่อหลายประการ ทั้งด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไปจนถึงด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเอง
 
          นับตั้งแต่นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างบริษัทเอกชนที่ทำงานให้เอ็นเอสเอ นำข้อมูลลับของสำนักงานแห่งนี้ออกมาแฉ และทำให้ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกนำตัวไปดำเนินคดีข้อหากบฏในสหรัฐอเมริกา จนต้องลี้ภัยไปอยู่ในกรุงมอสโก ภายใต้การดูแลของรัฐบาลหมีขาวรัสเซียอยู่ในเวลานี้ ส่งผลในเชิงลบอย่างมหาศาลกับรัฐบาลสหรัฐ และหน่วยงานแห่งนี้อย่างเหลือเชื่อ
 
          เฉพาะเรื่องที่ถูกแฉว่าเอ็นเอสเอแอบดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ของผู้นำหญิงเหล็กเยอรมนี อย่างนางอังเกลา แมร์เคิล ที่ถือเป็นพันธมิตรที่ดีของสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด เท่านี้รัฐบาลลุงแซมก็ถูกก่นด่าจากประชาคมโลกกันจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
 
          แต่ตอนนี้ก็มีกระแสตอบโต้ความพยายามของนายสโนว์เดน ที่ต้องการเปิดเผยความจริงที่เกิดขึ้น เปิดโปงความไม่ถูกต้องของหน่วยงานความมั่นคงของแดนบ้านเกิด โดยกลุ่มที่เรียกว่า "คลังสมอง" ของแดนลุงแซม ออกมาระบุว่าการเปิดเผยข้อมูลลับของเอ็นเอสเอนั้น ส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ให้บริการด้านไอทีสัญชาติอเมริกัน ทำให้บริษัทเหล่านี้สูญเสียรายได้หลักล้านล้านบาท
 
          กองทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสนเทศ กลุ่มคลังสมองที่มีฐานที่มั่นในกรุงวอชิงตัน เมืองหลวงสหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายงานผลการศึกษาถึงผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูลความลับของเอ็นเอสเอต่อชาวโลก ที่มีต่อบริษัทไอทีในสหรัฐ ว่าบริษัทไอทีสัญชาติอเมริกันเสียรายได้ระหว่าง 22,000-35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 704,000-1.12 ล้านล้านบาท) ในช่วง 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา
 
          ทั้งยังระบุด้วยว่าไม่สามารถประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศได้ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมไอทีทั้งระบบของสหรัฐถูกป้ายสีจากการแฉข้อมูลลับโดยนายสโนว์เดน ที่ทำให้ "พื้นฐานความเชื่อมั่นต่อบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกาสั่นคลอนและทำร้ายผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทอเมริกันในการทำธุรกิจทั่วโลก"
 
          นอกจากนั้นยังทำให้เกิดช่องทางที่บริษัทคู่แข่งจากต่างประเทศใช้เป็นแต้มต่อในการต่อรองกับลูกค้าให้เลือกใช้บริการบริษัทของตนมากกว่าบริษัทอเมริกัน ทั้งยังทำให้รัฐบาลหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย จีน รัสเซีย และอินเดีย ตั้งกำแพงกีดกันการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุุคคลของพลเมืองของตนเองไปยังต่างประเทศ โดยกำหนดให้มีการตั้งศูนย์เก็บข้อมูลภายในขอบเขตแห่งรัฐ ซึ่งในรายงานของคลังสมองในวอชิงตันระบุว่าเป็นผลดีในระยะสั้น แต่ก็จะทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวเนื่องจากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะขาดแคลนเทคโนโลยีที่ดีกว่านำไปใช้ในการบริหารจัดการ
 
          ถ้าจะฟันธงกันให้ชัดๆ กลุ่มบริษัทไอทีสัญชาติอเมริกันที่เสียประโยชน์ไปในการนี้ก็คือ กลุ่มที่ทำธุรกิจให้บริการเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ (Cloud Database) และระบบประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud Computing)
 
          แม้แต่ธุรกิจในประเทศที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐ อย่างแคนาดา และอังกฤษ ก็ยังเลิกใช้บริการระบบการฝากข้อมูลในสหรัฐ ในรายงานฉบับนี้ระบุว่า 25% ของธุรกิจในทั้งสองประเทศดึงข้อมูลของบริษัทออกจากศูนย์ข้อมูลในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับบางบริษัทในยุโรป
 
          ที่น่ากังวลที่สุดก็คือ สหรัฐยังไม่สามารถกู้คืนความน่าเชื่อถือจากลูกค้าในต่างประเทศกลับมาได้ นายแดเนียล คาสโตร ผู้ร่วมเขียนรายงานของกองทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสนเทศ ให้ความเห็นว่า มาตรการล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐที่ออกมาในรูปของรัฐบัญญัติเสรีภาพ ที่มีการกำหนดขอบเขตการดักฟัง และล้วงข้อมูลโดยหน่วยงานภาครัฐ เพื่อการระวังป้องกันภัยการก่อการร้ายนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้
 
          เพราะที่สำคัญก็คือรัฐบาลสหรัฐต้องกำหนดขอบเขตที่โปร่งใสในการตรวจสอบติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคล และกำหนดขอบเขตป้องกันไม่ให้หน่วยงานรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำให้เกิดช่องโหว่ในการสร้างระบบเข้ารหัสเพื่อรักษาฐานข้อมูล และต้องยกระดับความร่วมมือด้านการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายร่วมกับประเทศอื่นๆ
 
          นายคาสโตรที่มีนามสกุลเหมือนกับครอบครัวผู้นำคิวบา ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมากว่า 40 ปี ให้ความเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐออกกฎหมายมาถูกทางแล้ว แต่ขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ยังทำให้ธุรกิจในสหรัฐต้องแกล้งมองข้ามความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศไปก่อน