ข่าว

เกาหลีฟีเวอร์กรรมกรแห่ขุดทอง

เกาหลีฟีเวอร์กรรมกรแห่ขุดทอง

18 ก.ค. 2552

ถึงแม้สถานการณ์การจ้างงานในประเทศจะลดลงอย่างต่อเนื่อง วันเวลาผ่านไปด้วยความหวังว่า เมื่อผ่านช่วงนั้นช่วงนี้ไปแล้ว การเลิกจ้างจะสิ้นสุด และคนที่ตกงานไปแล้วจะได้กลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง

แต่สำหรับสถานการณ์การจ้างงานในต่างประเทศนั้น แรงงานไทย ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏการณ์ใหม่ก็เกิดขึ้นกับแรงงานไทยที่เดินทางไปขายแรงงานในต่างแดน

 ถึงแม้ไต้หวัน จะยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่คนไทยไปขุดทอง แต่ เกาหลี แดนกิมจิ กลับทำสถิติพุ่งพรวดตามมาติดๆ เรียกได้ว่าฮอตฮิตไปพร้อมๆ กับกระแสเกาหลีฟีเวอร์ในบ้านเราเลยทีเดียว

 จากสถิติจำนวนคนหางานที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศกับกรมการจัดหางาน ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (2548-2550)  พิชัย เอกพิทักษ์ดำรง อธิบดีกรมการจัดหางาน บอกว่า มีทั้งสิ้น 4.7 แสนราย

  ในจำนวนนี้มีคนงานแจ้งความประสงค์ว่าอยากจะเดินทางไปทำงานที่ ”สาธารณรัฐเกาหลี” มากที่สุดเป็นจำนวนถึง 1.49 แสนราย คิดเป็น 31.25% รองลงมาคือ “ไต้หวัน” จำนวน 1.45 แสนราย (30.37%) โดยมีญี่ปุ่นตามมาห่างๆ จำนวน 2.7 หมื่นราย คิดเป็น 5.74 %

 จากจำนวนทั้งหมด กรมจัดหางานได้อนุญาตให้เดินทางไปทำงานได้เกือบหมดคือ 4.6 แสนราย

 แต่ก็อย่างว่า ถึงจะอยากไปมากที่สุด แต่เกาหลีก็ให้แรงงานไทยได้เข้าทำงานเพียงแค่ 4.3 หมื่นรายเท่านั้น โดยไต้หวันยังคงเป็นประเทศที่เปิดรับแรงงานไทยมากที่สุด 1.71 แสนราย

 นั่นคือ "การบ้าน" ชิ้นสำคัญ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกลับมาทบทวนดูว่า เหตุใดประเทศที่พึงประสงค์ กลับไม่ประสงค์จะรับคนของเรา

 ไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่า การส่งแรงงานไทยไปทำงานที่สาธารณรัฐเกาหลีนั้น เป็นการจัดส่งโดยรัฐต่อรัฐ ซึ่งกรมการจัดหางานเป็นผู้ดำเนินการจัดส่ง โดยจะต้องคัดแรงงานที่มีคุณภาพ ผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน และต้องผ่านการทดสอบภาษาเกาหลี ซึ่งแรงงานไทยสอบผ่านได้น้อยกว่าโควตาที่ได้รับ จึงทำให้การอนุญาตไปทำงานที่เกาหลีมีน้อยกว่าไต้หวัน

 “เราจำเป็นต้องคัดแรงงานที่มีคุณภาพเพื่อส่งไปทำงานที่เกาหลี เนื่องจากเป็นการจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐ หากคนงานที่จัดส่งไปมีคุณภาพดีตามที่กำหนด ก็จะมีผลให้ไทยได้รับโควตาแรงงานเข้าไปทำงานในเกาหลีเพิ่มมากขึ้น”

 เมื่อได้โจทย์มาอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดูแล เพราะปี 2552 ยังมีโควตาจัดส่งแรงงานไทยไปเกาหลีอีกกว่า 2,000 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่เป็นงานในภาคอุตสาหกรรม

 แต่ที่สำคัญที่สุด จะต้องดูว่าได้รับค่าจ้างคุ้มกับค่าหัวที่จ่ายไปหรือไม่ อย่าคิดแต่เพียงว่า เห็นคนอื่นเขาไปทำงานต่างประเทศกัน แล้วก็อยากไปบ้าง เพราะตรงนี้จะเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวง ว่าจะส่งไปทำที่นั่นที่นี่ สุดท้ายก็เชิดเงินหนี

 แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก หากเข้าถึงแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะสำนักงานจัดหางานจังหวัด ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

 ปัญหาการหลอกลวงแรงงานนั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ เพราะเป็นกลุ่มที่นำรายได้ส่งกลับมาจำนวนมหาศาล ดังนั้น การหลอกลวงแรงงานก็เท่ากับทำลายโอกาสของประเทศไปพร้อมๆ กัน 

 ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างก็คือ บริษัทจัดหางาน ที่หากเข้าตามตรอกออกตามประตู เสาะหาคนงานตามหน่วยงานที่เปิดรับสมัครแรงงานให้แจ้งความจำนงไปหางาน เช่น ที่ศูนย์ทะเบียนคนหางาน ก็น่าจะไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ทั้งหมดนั้นก็ต้องขึ้นกับ "นักขุดทอง" ทั้งหลายที่ต้องคำนวณให้ชัดเจนก่อนว่า ไปแล้วไม่ผิดหวัง

 โดยเฉพาะพวกที่หลงใหลแดนกิมจิตามกระแสแฟชั่น เกาหลีฟีเวอร์ในยามนี้ การลงทุนฝึกภาษา ฝึกทักษะ ตามที่นายจ้างเกาหลีต้องการ รวมทั้งค่าเดินทางค่าใช้จ่ายอื่นๆ สุดท้ายก็ยังต้องถามว่า "คุ้มไหม?"