ข่าว

‘บิ๊กตู่’ทำตารางโรดแม็พระยะ3แจงคสช.-ครม.

‘บิ๊กตู่’ทำตารางโรดแม็พระยะ3แจงคสช.-ครม.

11 มิ.ย. 2558

‘บิ๊กตู่’ทำตารางโรดแม็พระยะ3แจงคสช.-ครม. พบ6ด้านยังไม่เริ่ม‘ปฏิรูปตำรวจ’อยู่ในลิสต์

              11มิ.ย.2558 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมร่วมระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ครั้งที่4 เมื่อวันอังคารที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา นอกจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะได้สั่งการให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม สรุปการทำงานตามโรดแม็พทั้งสามระยะว่า มีความคืบหน้าไปถึงไหนเพื่อเตรียมส่งมอบงานให้กับรัฐบาลต่อไปนั้น มีรายงานว่าในที่ประชุมพลเอกประยุทธ์ ได้จัดทำตารางสรุปงานตามโรดแม็พในส่วนที่เกี่ยวข้องกับครม.และคสช. แจกในที่ประชุมเพื่อให้เห็นว่างานส่วนใดที่เสร็จแล้วในโรดแม็พในระยะไหน โดยโรดแม็พระยะที่หนึ่ง คือช่วง พ.ค. - ก.ย. 2557 ระยะที่สองคือ ก.ย.2557 - เม.ย. 2558 และระยะที่สาม คือช่วง เม.ย. 2558 เป็นต้นไป
 
              โดยงานตามโรดแม็พระยะที่1 มีจำนวน 14 เรื่อง ดำเนินการเสร็จแล้ว 11 เรื่อง ตามลำดับคือ 1.การยุติความรุนแรง โดยการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกละคำสั่งคสช. การใช้กำลังทหาร ตำรวจรักษาความสงบ และการใช้มาตรการหยุดการปลุกระดมปลุกปั่น 2.การจัดระเบียบสังคม โดยการใช้กำลังตำรวจ ทหารจัดระเบียบในเรื่องการค้าขาย ตลาด ชายหาด จักรยานยนต์รับจ้าง รถตู้ บ่อนการพนันฯ 3. หยุดการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ โดยการใช้กำลังทหาร/ตำรวจและอื่นๆปราบปรามผู้กระทำผิดทั้งผู้จ้าง ผู้กระทำ ไปดำเนินคดี 4.จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว มีการเร่งรัดการจดทะเบียน และพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว 5.การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยการนำเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยให้ดำเนินการแบบไร้การกดดัน การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.) การตรวจสอบหน่วยงานที่ใช้งบประมาณสูงและผิดปกติ 6.การบริหารจัดการงบประมาณปี 2557 ด้วยการจัดระเบียบการบริหารราชการโดยคสช. ให้ข้าราชการสามารถปฏิบัติราชการได้ตามปกติ โดยมีปลัดกระทรวงรักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการ
 
              7.การจัดทำงบประมาณปี 2558 ใช้กระบวนการตามระบบปกติในการจัดทำและใช้สภานิติบัญญัติ(สนช.)ในการพิจารณา 8.ปรับย้ายข้าราชการเพื่อประสิทธิภาพและความเหมาะสม โดยการใช้อำนาจโดยออกคำสั่งคสช. 9.การเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ ด้วยการเปลี่ยนคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจเพื่อประสิทธิภาพและความเหมาะสม และแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.) 10.การบริหารจัดการน้ำ มีการออกคำสั่ง คสช.ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ จัดทำยุทธศาสตร์แผนงานและโครงการตามระบบ ซึ่งดำเนินการไม่ทันโร๊ดแม็พระยะที่หนึ่ง แต่กำลังดำเนินการในระยะที่สองและระยะที่สาม

              11. การจ่ายเงินจำนำข้าวส่วนที่ค้าง 12.การปรับแก้การบริหารงานของกสทช. โดยการออกคำสั่งคสช. แก้ไขกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ประเด็นการบริหารจัดการเงินกองทุนวิจัยและพัฒนาฯ 13.การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ด้วยการปรับเปลี่ยนการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันให้สอดคล้องกับสถานการณ์าค้าน้ำมันโลกไม่บิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งดำเนินการไม่ทันในระยะที่หนึ่ง แต่กำลังดำเนินการในระยะที่สอง 14.การแก้ไขปัญหางาช้าง ด้วยการออกพระราชบัญญัติงาช้าง จัดระเบียบและจดทะเบียนผู้ครอบครอง

              ส่วนโรดแม็พระยะที่สอง แบ่งเป็น 6 ด้านที่ส่วนใหญ่ดำเนินการเสร็จแล้ว ในระยะนี้ได้แก่ 1.ด้านความมั่นคง อาทิ การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ (Tip report) การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย การแก้ไขปัญหาโรงฮิงญา การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดิน และการพูดคุยเพื่อสันติสุข 2.ด้านเศรษฐกิจ อาทิ การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเริ่มต้น โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรสู่ชุมชนเพื่อรรเทาปัญหาภัยแล้ง การฟื้นฟูความเชื่อมั่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตัล การวางโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมทางราง ทางถนน ทางอากาศ และทางน้ำ การบริหารจัดการน้ำ การส่งเสริมการท่องเที่ยว
 
              3.ด้านสังคมจิตวิทยา ได้แก่ การเร่งสร้างโอกาส อาชีพและการมีรายได้ที่มั่นคง การดูแลผู้สูงอายุ/เด็ก/สตรี/คนพิการและผู้ด้อยโอกาส การศึกษาและการสาธารณสุข รวมทั้งการแก้ไขปัญหาขยะ ด้านการต่างประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และด้านการปฏิรูปการบริหารราชการ
 
              4.ด้านการต่างประเทศ อาทิ การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ต่างประเทศ 5.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีการเสนอกฎหมายให้สนช.แล้ว 107ฉบับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 71 ฉบับ และทูลเกล้าฯแล้ว 13 ฉบับ และ6.ด้านการปฏิรูปการบริหารราชการ มีการส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการออกพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ การจัดตั้งศูนย์บริการร่วมในห้างสรรพสินค้า และการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

              ส่วนโรดแม็พระยะที่สาม ก็มี6ด้านเช่นกัน และยังไม่เริ่มดำเนินการแม้แต่ด้านเดียว คือ 1.ด้านความมั่นคง ในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ 2.ด้านเศรษฐกิจ คือการปฏิรูปพลังงาน การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม การส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนมีความเข้มแข็ง 3.ด้านสังคมจิตวิทยา คือการปฏิรูปการศึกษา การเรียนการสอน และการปฏิรูปครู รวมทั้งการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการขยะมูลฝอย 4.ด้านการต่างประเทศ คือ การดำเนินการตามโร้ดแม็พอาเซียน 5. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คือ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หรือ ปฏิรูปตำรวจ และ6.ด้านการปฏิรูปการบริหารราชการ คือการปรับปรุงโครงสร้างข้าราชการ

 

‘พรเพชร’ระบุให้สิทธิสนช.ถกแก้ไขรธน.57
 
 
             เมื่อเวลา10.00 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงว่าขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ได้ลงนามและส่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้สนช.แล้ว โดยตนได้นัดประชุมเพื่อพิจารณาในวันที่ 18 มิ.ย. นี้ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาประชุมเพียงวันเดียว ขณะที่การพิจารณาจะใช้การพิจารณาแบบ 3 วาระรวด คือวาระแรกรับหลักการ วาระสองพิจารณาเป็นรายมาตรา และวาระสามลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งที่ประชุมจะมีผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี และคสช. เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย
 
             ทั้งนี้ตัวแทนครม.และคสช. ที่ร่วมประชุมจะเป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ เนื่องจากการพิจารณาหากสนช.มีมติขอแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่กติกาต้องได้รับความเห็นชอบจากคสช.และครม.ก่อนนั้น หากเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจได้จะทำให้การพิจารณาแล้วเสร็จได้ในวันเดียว ส่วนการพิจารณาของสนช. นั้นตนจะเปิดโอกาสให้สมาชิกซักถามและอภิปรายอย่างเต็มที่ก่อนที่จะเปิดให้ลงมติอย่างเปิดเผยด้วยการขานชื่อ สำหรับคะแนนที่จะถือให้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมได้รับความเห็นชอบนั้น ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดให้ใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก สนช. เท่าที่มีอยู่ คือ 220 คน ดังนั้นจะต้องใช้เสียง 110 เสียงรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงจะได้รับความเห็นชอบ
 
             นายพรเพชร กล่าวด้วยว่าสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 นั้นไม่ใช่เป็นการต่ออายุใดๆ แต่เป็นการวางหลักการด้วยว่าต่อจากนี้ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับจะต้องนำไปทำประชามติสอบถามประชาชนว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ด้วย ส่วนการตั้งคำถามเพื่อทำประชามติที่ให้มีมากกว่า 1 คำถามนั้น ในส่วนสนช.ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะดำเนินการเสนอคำถามเพิ่มหรือไม่


กำชับสมาชิกสนช.ถกร่างแก้ไขรธน.18 มิ.ย.
                   
              ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธานได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ครม.ส่งมาให้ โดยตนจะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาในวันที่ 18 มิ.ย.58 ทั้งนี้การพิจารณากำหนดให้สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่รับร่าง ซึ่งจากการคำนวณวันสุดท้ายจะต้องเสร็จภายในวันที่ 25 มิ.ย. ซึ่งในวรรค 3 ได้บัญญัติไว้ว่าสนช.จะแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ เว้นแต่ครม. คสช.จะเห็นชอบด้วย ทั้งนี้มติในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกที่มีอยู่ทั้งหมด 220 คน ดังนั้นจึงขอความร่วมมือให้สมาชิกได้เข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว


สนช.ไม่อนุญาตอดีต248ส.ส.คัดสำนวนคดีถอดถอน
 
              ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่การประชุม นายพรเพชร ได้ขอหารือกับสามชิก ถึงกรณีที่อดีต ส.ส. ที่ถูกมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลให้ถอดถอนในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาส.ว. ได้ทำหนังสือถึงเพื่อขอคัดสำนวนคดีถอดถอนทั้งหมด ดังนั้นจึงขอหารือต่อที่ประชุมว่าจะอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาคัดสำเนาสำนวนคดีหรือไม่
 
              นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. ลุกขึ้นอภิปรายว่า สำนวนดังกล่าวแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.สำนวนที่เป็นคำให้การของผู้ถูกกล่าวหา ส่วนสำนวน 2.และ 3. เป็นสำนวนคำให้การของพยานผู้กล่าวหาและเป็นสำนวนการประชุมของป.ป.ช ซึ่งเอกสารบางส่วนเป็นเอกสารลับ ซึ่งตนเห็นว่า ในกลุ่มที่1. ควรจะให้มีการคัดสำเนาได้ ขณะที่กลุ่มที่ 2 และ 3 ไม่ควรอนุญาตให้คัดสำเนา
 
              ขณะที่ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. ได้ยกข้อบังคับการประชุม สนช.ข้อที่ 149-151 ที่เกี่ยวกับการคัดสำเนาเอกสารรายงานสำนวนคดีถอดถอน ที่ระบุว่าสามารถแจกจ่ายให้กับสมาชิกเพื่อไปศึกษาได้ แต่วรรคสุดท้าย ระบุว่าในกรณีที่เป็นสำนวนการประชุมลับ ไม่สามารถที่จะขอคัดสำเนาเอกสารลับนั้นได้ เว้นแต่ที่ประชุมมีมติให้มีการคัดสำเนาเท่านั้น
 
              ทั้งนี้ นายกล้านรงค์ จันทิก อดีต ป.ป.ช. ได้ชี้แจงว่า การคัดสำนวนของป.ป.ช. เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหรือพยานให้การเสร็จสิ้นแล้ว จะให้สามารถตรวจสอบสำนวนได้หากมีอะไรที่ไม่ถูกต้องก็จะแก้ไข พร้อมมีการลงรายมือชื่อ ซึ่งหากจะขอคัดเอกสารทุกฉบับต้องมีการอนุมัติจากป.ป.ช. และเท่าที่จำได้ ตนทำงานมาในป.ป.ช. คณะกรรมการไม่เคยให้คัดเอกสารลับแต่อย่างใด
 
              ภายหลังจากอภิปราย นายพรเพชร จึงกล่าวต่อที่ประชุมว่า สรุปว่าไม่อนุญาตให้มีการคัดสำเนาสำนวนคดีถอดถอนอดีตส.ส.ทั้ง 248 ราย แต่สามารถเข้ามาอ่านสำนวนได้ในสถานที่จัดไว้ให้
 

กมธ.ร่างรธน. ยืน‘พลเมือง’ไว้ในร่างรธน.ใหม่

              พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เริ่มประชุมในรายละเอียดไปแล้วเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ผลของการประชุมนั้น มติจากที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะงดแถลงในรายละเอียด แต่เบื้องต้นนั้นเป็นพิจารณาประเด็นของคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมาโดยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งแง่ปริมาณและคุณภาพ หากมีประเด็นที่ดีทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะนำมาพิจารณา ทั้งนี้จะเป็นไปตามโครงสร้างเสาหลักของร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดไว้ เพราะหากไม่ยึดตามโครงสร้างหลักแล้ว จะเท่ากับเป็นรื้อใหม่ทั้งหมด และผลการพิจารณาขณะนี้คือยึดกรอบเดิมไม่มีการปรับโครงสร้างหลักใหม่
 
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณาของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่พิจารณาในประเด็นสำคัญนั้น ขณะนี้มีข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าด้วยพลเมือง ซึ่งมีข้อเสนอให้ตัด และปรับบทบัญญัติ โดยที่ประชุมจะคงคำว่าพลเมืองไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จะมีการปรับการจัดวางถ้อยคำว่าพลเมืองให้เหมาะสมกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงจะไม่นำคำว่าพลเมือง ไปบัญญัติแทนคำว่า “ประชาชน” ทุกมาตรา โดยยึดประเด็นสำคัญ คือ รัฐต้องมีส่วนส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมืองให้เกิดขึ้นกับประชาชน ในการเข้ามามีส่วนร่วมต่อกิจกรรมการเมืองและกิจการของบ้านเมือง นอกจากนั้นแล้วในประเด็นที่ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมฐานะพลเมืองนั้น ทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาทำเป็นข้อสังเกตเพื่อแนบไปกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย เช่น บัญชีกฎหมาย, รายละเอียดโครงการที่ต้องดำเนินการ เนื่องจากในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่จะปรับปรุงจะไม่ระบุในรายละเอียดดังกล่าวไว้