
รวมพลคนรักษ์โลกHuman Love Earth
จิตอาสาความดีง่ายๆที่คุณทำได้ รวมพลคนรักษ์โลกHuman Love Earth : คมคิดจิตอาสา สุรัตน์ อัตตะ เรื่องอนันต์ จันทรสูตร์ ภาพ
“จิตอาสา ความดีง่ายๆ ที่คุณทำได้”สโลแกนของชมรม Human Love Earth หรือคนรักษ์โลกที่มี "วรวิทย์ เตชะสุภากูร" นั่งรั้งเป็นประธาน สำหรับองค์กรเล็กๆ ที่ถือกำเนิดมาจากกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนที่มีความคิดด้านจิตสาธารณะอยากทำประโยชน์เพื่อสังคมมาร่วมสรรค์สร้างโลกใบนี้ให้มีความศิวิไลซ์ให้น่าอยู่น่าอาศัยผ่าน "พลังจิตอาสา"
แม้ทุกวันนี้จะมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีแผนการดำเนินงานอยู่แล้ว แต่ก็ทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ส่วนใหญ่จะทำกันในเฉพาะหน่วยงานหรือองค์กรของตัวเองในรูปแบบของซีเอสอาร์ ทว่ายังไม่มีการร่วมมือกันในวงกว้าง หรือหากมีก็ผ่านกลไกที่มีกฎระเบียบบังคับมากกว่าความร่วมแรงร่วมใจในลักษณะจิตอาสา ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะติดปัญหาอุปสรรคต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการขาดตัวเชื่อมสำคัญในการประสานงาน
ถึงแม้สถานะของจิตอาสาหรืออาสาสมัครจะได้รับการจัดให้เป็น "วาระแห่งชาติ" ตามมติคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2550 หรือกว่า 8 ปีมาแล้วที่เห็นชอบในเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม โดยมีสาระสำคัญในการรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกและให้มีการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการ ทั้งการเงิน การคลังการศึกษาเพื่อเอื้อให้ประชาชน ข้าราชการเข้าร่วมในงานอาสาสมัครได้มากขึ้นทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ
“ที่จริงเรื่องของจิตอาสาจัดเป็นวาระแห่งชาตินะ ครม.มีมติเห็นชอบอนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานอาสาสมัครโดยไม่ถือเป็นวันลาและให้ถือเป็นวันปฏิบัติราชการได้ไม่เกิน 5 วันทำการต่อปีและยังเชิญชวนภาคเอกชนให้พนักงานลาไปปฏิบัติงานอาสาสมัครตามแนวทางของภาครัฐ โดยไม่ถือเป็นวันลาเช่นกันและยังมีการกำหนดมาตรฐานไอเอสโอ 26000 เพื่อทำเรื่องซีเอสอาร์ในภาคเอกชนอีกด้วย”
วรวิทย์ฉายภาพกิจกรรมงานอาสาสมัครที่ไม่เพียงทำด้วยจิตอาสาเท่านั้น แต่ยังเป็นวาระแห่งชาติตามมติ ครม.อีกด้วยพร้อมยกตัวอย่างประเทศเวียดนามที่เริ่มปลูกจิตสำนึกเด็กและเยาวชนในหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
โดยครูจะให้การบ้านนักเรียนเป็นคำถามวันละ 5 ข้อเพื่อให้เด็กตอบทุกวันอย่างเช่น วันนี้ช่วยพ่อแม่ทำงานอะไรบ้าง วันนี้คุณทำความดีอะไรกับคนอื่นบ้าง ในท้องถิ่นคุณมีข่าวอะไรที่น่าสนใจบ้าง มีข่าวการเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศบ้างและมีข่าวการเปลี่ยนแปลงอะไรเกี่ยวกับโลกเราบ้าง ซึ่งหากนึกภาพในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เด็กเขาจะมีความกตัญญูต่อพ่อแม่และมีน้ำใจต่อคนในสังคมมากขนาดไหน
“บ้านเราล่ะ ถ้าคนไทยกว่า60 ล้านคนทำงานจิตอาสาเพียงคนละ 1ชั่วโมง เราจะมีเวลาทำงานสาธารณะมากถึง 60 ล้านชั่วโมงหรือ 2.5 ล้านวัน หรือ 6,850 ปี เลยทีเดียว”ประธานชมรม Human Love Earth สะท้อนภาพจิตอาสา แม้จะสละเวลาแค่ 1 ชั่วโมงต่อคน แต่ผลที่ได้ในภาพรวมจะมีมูลค่ามหาศาล
เขายอมรับว่า แม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่ทว่าสามารถเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน โดยเห็นจากกิจกรรมที่ทางชมรมได้จัดขึ้นในทุกครั้งในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในทุกภาคส่วน จนประสบความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้
“เป้าหมายหลักของเราก็เพื่อต้องการสร้างจิตสำนึกและจุดประกายให้แก่เด็ก เยาวชนและคนในพื้นที่ให้เห็นความสำคัญด้านจิตอาสา ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ดีที่ดีขึ้นของคนในชุมชนนั่นเอง”
วรวิทย์ เผยต่อว่า เป้าหมายหลักของชมรมที่ได้ดำเนินกิจกรรม โดยเน้นใน 4 เรื่อง ได้แก่ ท่องเที่ยว สุขภาพ นันทนาการและสิ่งแวดล้อม เพราะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่ทำแล้วจะเกิดเป็นรูปธรรมได้ง่าย ถ้าไม่ทำเพิกเฉยปล่อยไปเรื่อยๆ เรื่องเหล่านี้จะย้อนกลับมาเป็นผลกระทบกับชีวิตของพวกเราทุกคนในไม่ช้า
“ขณะนี้ชมรมคงยังไม่สามารถทำได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ แต่เชื่อว่าจะพอเป็นอีกแรงขับเคลื่อนหนึ่งที่จะสร้างการรับรู้กระตุ้นเตือนเพื่อให้เกิดความรู้สึกรับรู้ร่วมกันโดยค่อยๆ ขยายวงให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ ไปยังสมาชิกในสังคม โดยมองให้กว้างทำจากสิ่งเล็กๆ ก่อน”
ประธานชมรม Human Love Earth ย้ำว่าหลักการสำคัญของเราต้องการระดมจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนมาช่วยกันทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาคราชการ ภาคเอกชนหรือภาคประชาชนโดยทางชมรมจะทำหน้าที่คอยประสานงานให้แก่หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ เหล่านี้ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
“แต่ละภาคส่วนมีจุดแข็งที่แตกต่างกันไปอย่างภาคราชการมีกำลังคน มีพื้นที่ในการดูแล แต่เขาขาดงบประมาณในการดูแลในการพัฒนา ขณะที่ภาคเอกชนมีความพร้อมด้านทุนทรัพย์แต่ไม่มีคอนเน็คชั่นหรือไม่มีความสามารถในการไปติดต่อราชการ เพราะเขาอาจไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้จะต้องไปติดต่อราชการหน่วยงานไหนบ้าง ทั้งๆ ที่อยากจะทำและมีเงิน ในฐานะที่เราเคยทำงานทั้งภาคราชการ ภาคเอกชนและภาคการเมืองมาพอสมควรก็คิดว่าน่าจะเป็นตัวเชื่อมให้แก่ในทุกภาคส่วนมาช่วยกันทำงานได้”
วรวิทย์ ยอมรับว่า พวกเราโชคดีที่มีพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายในแวดวงงานมาช่วยกันผลักดันให้การจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง เริ่มจากการให้กำลังใจและนำเสนอรูปแบบกิจกรรมไปยังฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยสามารถตอบโจทย์สำคัญเพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน
ยกตัวอย่างการจัดกิจกรรม Amazingly Clean Thailand เนื่องในเทศกาลวันไหลพัทยา เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยจับมือกับนายกเมืองพัทยา อิทธิพล คุณปลื้ม ทวีและไพบูลย์ จุลศักดิ์ศรีสกุล ผู้บริหารบริษัท คิงส์ ดีแพคดิสทริบิวชั่น จำกัด หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ สนับสนุนกำลังพลร่วมกันทำความสะอาดชายหาดพัทยา ตั้งแต่พัทยาเหนือจนถึงพัทยาใต้ รวมระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร เพียงเท่านี้ก็สามารถเชิญชวนผู้คนจากทุกภาคส่วนมาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุขและยังได้ขยายผลไปยังลานวัดหลวงพ่ออี๋ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และชุมชนโดยรอบเทศบาลหนองไม้แดง อ.เมือง จ.ระยอง
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการจัดกิจกรรมรณรงค์ทำความสะอาดตลาดสดสามย่าน ตลาดสะพานเหลือง โดยรณรงค์ให้มีการคัดแยกขยะแล้วนำมาทำน้ำหมักจุลินทรีย์ ความสำคัญเรื่องนี้เน้นความสะอาดเพราะถ้าอาหารไม่สะอาด พื้นที่ไม่สะอาด ตลาดไม่สะอาดก็จะมีผลกระทบต่อสุขภาพได้
“ที่ผ่านมาเราจะเน้น 3 เรื่องหลักที่เกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยวละสิ่งแวดล้อมก่อน คือความสะอาด ความสะดวกและความปลอดภัยเพื่อนักท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่นนั้นๆ เริ่มจากจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ เช่น พัทยา ชลบุรี เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ แล้วต่อไปจะขยายผลไปให้ครบทั้ง 77 จังหวัดต่อไป
ประธานชมรมคนเดิมระบุอีกว่า ในส่วนเรื่องสุขภาพและนันทนาการนั้น ยังทำไม่ได้มากนักแต่ก็พยายามจะเข้าร่วมกับโครงการต่างๆ ที่เป็นเครือข่าย อย่างเช่นกิจกรรมปั่นจักรยานก็ไปคุยกับหลายๆ ภาคส่วนในการสนับสนุนทำเลนจักรยานทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดที่สนใจร่วมกับเครือข่ายจัดกิจกรรมปั่นจักรยานบนทางด่วนบรมราชชนนีระยะทาง 35 กิโลเมตร อย่างนี้เป็นต้น
Human Love Earth หรือคนรักษ์โลกนับเป็นองค์กรที่จุดประกายให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เห็นความสำคัญของจิตอาสาในการร่วมแรงร่วมใจสรรค์สร้างสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเพื่อความยั่งยืนของโลกใบนี้
กว่าจะมาเป็น "Human Love Earth"
น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร เป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้อง 4 คนของคุณพ่อไพรัช คุณแม่ศศธร เตชะสุภากูร ปัจจุบันอายุ 45 ปี หลังจบมัธยมตอนปลายจากโยธินบูรณะ ก็เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีและโทนิติศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบออกมาก็มานั่งรั้งตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานกฎหมายเอกชนอยู่พักใหญ่ ก่อนลาออกมาเป็นผู้ช่วยเลขานุการคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ชื่อ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
จากนั้นสอบเข้ารับราชการทหารในตำแหน่งนายทหารพระธรรมนูญ กองทัพเรือ รับราชการอยู่14 ปี ระหว่างนี้ได้ถูกยืมตัวมาช่วยราชการในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายอำนวยการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ(ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) หัวหน้าฝ่ายอำนวยการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (วีระศักดิ์ โควสุรัตน์)
หลังสั่งสมประสบการณ์การทำงานทั้งภาคเอกชน ภาคราชการและงานการเมืองมาพอสมควร จึงมีแนวคิดที่จะสร้างองค์กรด้านจิตอาสาขึ้นเพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมตามความตั้งใจของตัวเองที่วางไว้เมื่อครั้งยังเป็นผู้นำนิสิตที่จุฬาฯ
จนกระทั่งปี 2556 ความฝันก็เป็นจริงขึ้นมาทันที หลังได้หารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพหลายท่าน จนเป็นที่มาของชมรม Human Love Earth หรือคนรักษ์โลกในวันนี้ กลุ่มคน องค์กรหรือหน่วยงานใดร่วมเป็นเครือข่ายสามารถติดต่อได้ที่ประธานชมรม 08-1839-9525 ได้ตลอดเวลา
มองวรวิทย์ผ่าน"วีระศักดิ์ โควสุรัตน์"
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติกล่าวชื่นชม น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ประธานชมรม Human Love Earth ว่าเป็นคนมีความตั้งใจจริง มุ่งมั่นและกตัญญูโดยเห็นจากการได้ร่วมงานในช่วงสั้นๆ เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยได้แต่งตั้งให้คุณวรวิทย์ (เตชะสุภากูร) เป็นหัวหน้าฝ่ายอำนวยการสำนักงานรัฐมนตรี สามารถตอบโจทย์ได้ทุกเรื่องที่มีการสั่งการลงไป
“คุณวรวิทย์เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน กตัญญูและมีความตั้งใจสูง เมื่อมอบหมายงานใดไปแล้วจะต้องได้รับคำตอบภายในเวลาอันรวดเร็ว เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสาธารณะ จุดเด่นของเขาเป็นคนประนีประนอม เก่งด้านการประสานงานหากมุ่งมั่นทำสิ่งใดแล้วจะต้องทำจนกว่าจะได้ผลรับออกมา”
วีระศักดิ์ มองว่า แม้ปัจจุบันจะมีองค์กรหรือหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไรมาดำเนินการขับเคลื่อนในเรื่องจิตอาสา เพื่อการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้นในสังคมนานแล้ว หากแต่ดำเนินการเฉพาะกลุ่ม เฉพาะเรื่องเพิ่อประโยชน์ต่อองค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ เท่านั้น มีส่วนน้อยที่มีการบูรณาการทำงานแบบองค์รวมอย่างจริงจัง ในลักษณะจิตอาสา มากกว่าที่จะมีการบังคับใช้ตามกฎหมาย
“Human Love Earth ก็น่าจะเป็นอีกองค์กรที่มีผู้นำที่ดี มาจุดประกายให้เห็นคุณประโยชน์ของการมีจิตอาสามาร่วมทำงานเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยมองจากสิ่งเล็กๆ ก่อน ถ้าทุกคนทุกองค์กรมองเรื่องใกล้ตัว แล้วทำมันให้ดี ให้เกิดประโยชน์แล้วเชื่อว่าสังคมทุกสังคม ชุมชนทุกชุมชนก็จะมีแต่ความสุข ความยั่งยืนตลอดไป” อดีตนายเก่าให้มุมมองทิ้งท้าย



