
แก้รธน.ชั่วคราว-เปิดทาง...ประยุทธ์อยู่ยาว...???
แก้รธน.ชั่วคราว-เปิดทาง... ประยุทธ์อยู่ยาว...??? : โอภาส บุญล้อม รายงาน
การประชุมร่วมระหว่าง ครม. และ คสช. จนนำมาซึ่งการเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ใน 7 ประเด็นนั้น อธิบายได้ง่ายๆ ว่า เป็นการเปิดทางให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ต่อได้อีก
ประเด็นหลักอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว “เปิดช่อง” ให้ทำประชามติได้ โดยตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ระบุว่า เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ต้องมีการนำร่างรัฐธรรมนูญไปทำ “ประชามติ”
โดยคำถามหลักที่จะนำไปถามในการทำประชามติ ก็คือ “รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”
แต่ถ้าถามเพียงเท่านี้ เกิดผลประชามติออกมาว่า “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างเดียว “รัฐบาลประยุทธ์” อยู่ต่อไม่ได้
ประเด็นสำคัญ จึงมีการเปิดทางไว้ว่า อาจจะมีการสอบถามประชามติในประเด็นอื่นได้ด้วย แต่ ครม. และ คสช. จะไม่ถามเอง เพราะอาจจะกระอักกระอ่วนใจ จึงให้ สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ทำคำถามเข้ามาได้ฝ่ายละ 1 คำถาม จากนั้นให้ส่งมายัง ครม. ถ้า ครม.เห็นชอบ ก็จะให้ กกต.จัดทำประชามติในครั้งเดียวกัน
แม้ว่า...จะยังไม่รู้ว่า สปช. และ สนช. จะถามว่าอย่างไรในการทำประชามติ แต่ก็น่าจะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า "เห็นชอบกับการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี” หรือไม่ ซึ่งเป็นกระแสร้อนแรงอยู่ในขณะนี้
โดยเฉพาะ สปช. เมื่อวันก่อน “พระพุทธะอิสระ” รวบรวมรายชื่อประชาชน 5 หมื่นรายชื่อ ยื่นต่อประธาน สปช. เพื่อให้มี "การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี"
ตามมาด้วย “ไพบูลย์ นิติตะวัน” สมาชิก สปช. ที่ออกมาบอกว่า การเปิดให้ทำประชามติที่สามารถตั้งคำถามได้มากกว่า 1 คำถามนั้น ตนเองมีแนวทางที่จะผลักดันข้อเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการให้การปฏิรูปสำเร็จก่อนประกาศการเลือกตั้ง
ซึ่งหากผลประชามติในประเด็นให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปีผ่าน “รัฐบาลประยุทธ์” อาจอยู่ยาวได้ถึงปี 2561 โดยนับจากการทำประชามติที่มีขึ้นราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2559
ประเด็นต่อมา ที่็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน คือ การแก้ไขลักษณะต้องห้ามของสมาชิก สนช. จากเดิมที่มาตรา 8 (4)ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ระบุว่า ต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เปลี่ยนเป็นว่า “ไม่อยู่ในระหว่างการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”
นั่นก็หมายความว่า คนที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่พ้นระยะเวลาที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว ก็สามารถเข้ามาเป็น สนช.ได้
ที่สำคัญคุณสมบัติต้องห้ามของ “รัฐมนตรี” ได้มีการนำคุณสมบัติต้องห้ามของ สนช.ในข้อนี้ มาใช้ด้วย ดังนั้น เมื่อมีการตัดการห้าม “ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” ออก ก็ทำให้บุคคลที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและพ้นระยะเวลาต้องห้ามแล้ว สามารถเข้าเป็น “รัฐมนตรี” ได้
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า การแก้ไขในประเด็นนี้เพื่อ “ปลดล็อก” ให้ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” อดีต รมว. คลัง ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา คสช. และกรรมการในคณะกรรมการขับเคลื่ิอนการทำงานของคณะรัฐมนตรี ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและพ้นโทษแบน 5 ปีแล้ว เข้ามาเป็น “รัฐมนตรี” ใน “ครม. ประยุทธ์” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะต้องอยู่ยาวกว่ากำหนดตามโรดแม็พ
อีกประเด็น คือ “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” เป็น 1 ใน 7 ประเด็นที่ ครม.-คสช. จะเสนอแก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปใน “รัฐธรรมนูญชั่วคราว” เป็นประเด็นที่ถูกจับตาและถูกตั้งคำถามเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ”อีกครั้ง
โดยในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ระบุว่า เมื่อ สปช.ลงมติ ไม่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อลงมติเสร็จ ก็ให้ยุบ สปช. (ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว สปช.จะสิ้นสภาพ ก็เฉพาะกรณีไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ในกรณีที่ สปช.ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ สปช.ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทำกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือกฎหมายอื่นที่จำเป็น เช่น กฎหมายที่จำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศ) แล้วให้ตั้ง “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” ขึ้นมา
มองผิวเผินก็เหมือนกับ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” มีอายุสั้นลง แต่ถ้าจะมองว่าเป็น “การแปลงร่าง” มาเป็น “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” ก็ย่อมได้ เพราะตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
“สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” ซึ่งมีสมาชิกไม่เกินจำนวน 200 คนนั้น อาจจะเป็นคนที่เป็น สปช. มาก่อนก็ได้
ที่สำคัญ สมาชิก “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” ที่ทำหน้าที่เกี่ยวการปฏิรูป ตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้งได้เอง โดยไม่ต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลแต่งตั้ง
ดังนั้น จึงมีการมองว่า “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” ที่นายกฯ ตั้งมาด้วยมือตัวเอง จะทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หลังจากผลประชามติออกมาให้ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี" ซึ่งส่งผลให้ “รัฐบาลประยุทธ์” อยู่ต่อได้
ที่จริงแล้ว “สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเดิมเรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ใน “ร่างรัฐธรรมนูญ” ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อยู่แล้ว
ซึ่งทันทีที่คณะกรรมาธิการกำหนดเรื่องนี้ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” ทันที แม้ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พยายามอธิบายว่าสร้างกลไกนี้ขึ้นมาเพื่อ “สานต่อการปฏิรูป” ไม่ใช่ “การสืบทอดอำนาจ”
ทำไมจึงเกิดข้อสงสัยว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจ?.. ก็เพราะว่าองค์ประกอบของสภาขับเคลื่อน 120 คนตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นให้มี สปช.และ สนช.อยู่ด้วย คือ สปช. 60 คน และ สนช.30 คน ที่เหลือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการปฏิรูปด้านต่างๆ โดยให้ทำงานร่วมกับ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ" ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาล
ประเด็นสุดท้าย ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ระบุว่า ถ้ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งก็มี 2 กรณีคือ สปช.ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ หรือทำประชามติแล้วร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ให้มีการตั้ง“คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาใหม่ มีจำนวน 21 คน ซึ่งหัวหน้า คสช. เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้ง โดยไม่ต้องนำขึ้นกราบบังคมทูล
โดยไม่ได้ห้ามคนที่เคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดแรกมาแล้ว กลับมาเป็น “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ในชุดหลัง เท่ากับเป็นการ “ปลดล็อก” ข้อจำกัดเดิม ที่กำหนดว่าหากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่สิ้นสภาพไปเพราะ สปช. ไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถกลับมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญได้อีก ซึ่งทำให้มีปัญหาการหาคนมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
สำหรับ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ที่ตั้งขึ้นมาใหม่หลังทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้วไม่ผ่าน จะทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เสร็จสิ้่นภายใน 180 วันหรือ 6 เดือน จากนั้นนำไปทำ “ประชามติ” อีก
การทำ “ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” ย่อมมีผลให้การเลือกตั้งล่าช้ากว่า “โรดแม็พเดิม” ที่วางไว้ก่อนหน้านี้ เพราะหากไม่มีการทำ “ประชามติ” ในเดือนเมษายน 2559 ก็สามารถเลือกตั้งได้แล้ว
และหากทำ “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ก็ต้องมีการใช้เวลาในการออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก กว่าจะเลือกตั้งกันได้ก็ตกประมาณกันยายน 2559 แต่หากต้องมีการทำประชามติถึง 2 ครั้ง เนื่องจากรอบแรกร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ก็มีความเป็นไปได้ว่ากว่าจะมีการเลือกตั้งได้ อาจปาเข้าไปต้นปี 2560
แต่หากทำประชามติถึง 2 รอบแล้วร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ผ่านอีก คงไม่มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่ 3 โดยหยิบเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาประกาศใช้ ดังนั้นในช่วงที่ยังไม่มีการเลือกตั้ง “รัฐบาลประยุทธ์” ก็อยู่ไปได้เรื่อยๆ
การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวของ ครม.และ คสช. จึงเป็นการ “ปลดล็อค” ในทุกเรื่องที่อาจจะเป็นปัญหากับการดำรงอยู่ของ คสช. รวมทั้ง “เปิดช่อง” ให้มีการทำประชามติให้อยู่ต่อได้ หากเห็นว่าจำเป็นเพื่อไม่ให้เสียของ!



