ข่าว

น้ำผลไม้สกัดเย็นสูตร‘สุขภาพดีซื้อได้’ของ‘แพร’

น้ำผลไม้สกัดเย็นสูตร‘สุขภาพดีซื้อได้’ของ‘แพร’

10 มิ.ย. 2558

น้ำผลไม้สกัดเย็นสูตร‘สุขภาพดีซื้อได้’ ของ‘แพร’ณัชณิชา จันทราสุข : คมคิดธุรกิจนิวเจน

               ช่องว่างทางความเชื่อที่ว่ายังมีผู้คนอีกมากที่ไม่เข้าใจวิถีการกินอยู่เพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเลือกบริโภคอาหารดีมีประโยชน์ไร้การปรุงแต่งมาก จุดประกายให้สาวรักสุขภาพตัวยงวัย 27 ปี “แพร” ณัชณิชา จันทราสุข ปิ๊งไอเดียธุรกิจเครื่องดื่มจากน้ำผักผลไม้สกัดเย็นพร้อมคิดค้นสูตรผสมผสานตามตำราโภชนาการลงตัวเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อคนรักสุขภาพแบรนด์ "เพรสท์ จูซ (Prest Juice)" หวังแบ่งปันสุขภาพดีพร้อมขอแชร์เค้กตลาดเครื่องดื่มน้ำผลไม้ที่กำลังไปได้สวย


               "แพรเป็นคนดูแลตัวเองอยู่แล้ว รักสวยรักงามตั้งแต่เด็กโดยเฉพาะเรื่องการกิน อยากให้ตัวเองดูดี คุณพ่อพาไปอยู่อเมริกาตั้งแต่เล็กๆ จนเรียนจบปริญญาตรีด้านแฟชั่นดีไซน์ แล้วทำงานกับบริษัทแฟชั่นพีอาร์พักใหญ่ มีโอกาสได้เจอดาราฮอลลีวู้ดเยอะ ได้เห็นการใช้ชีวิตของเขาไม่เฉพาะการออกกำลังกาย หรือศัลยกรรมที่ทำให้คนสวยหล่อ ยังมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการรับประทานอาหารดีมีประโยชน์ แต่แรงบันดาลใจสำคัญกว่านั้น พอตัวเองเริ่มท้องลูกคนแรก ตอนนั้นอยู่กับสามีที่อเมริกาต้องดูแลตัวเองแทบทุกอย่าง มีคำถามมากมายต้องทำอย่างไร กินอยู่อย่างไร จึงเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น แต่พออ่านมากรู้มากก็กังวลไปทุกอย่างทั้งที่รับประทานมังสวิรัติอยู่แล้ว คราวนี้เลยหันมาดื่มน้ำผลไม้ซึ่งที่อเมริกามีให้เลือกเยอะมาก

               จริงๆ แล้วส่วนผสมของจูซ ผักผลไม้แต่ละอย่างสำคัญมาก ถ้าผสมผิดสูตรก็ไม่ดีแก่ร่างกาย อย่างผลไม้ถ้าสัดส่วนเยอะเกินไปก็จะได้น้ำตาลมากเกินไป อาจทำให้เราเป็นโรคได้ ไม่ว่าจะเบาหวาน คอเลสเตอรอล เส้นเลือดไม่ดี ส่งผลกระทบหลายอย่างกับร่างกาย โดยเฉพาะการดีท็อกซ์ (ขับสารพิษจากร่างกาย) มีสูตรเลยว่าผักผลไม้ตัวไหนช่วยอะไร ส่วนผสมขนาดไหน ควรดื่มเวลาไหน ก็ศึกษาอย่างจริงจัง คือจบแฟชั่นดีไซน์มาแต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ สิ่งที่แพรชอบจริงๆ หลังจากการได้เป็นแม่แล้วคือชอบดูแลคน ชอบดูแลตัวเอง" ลูกสาวคนโตของ วราวุธ จันทราสุข อดีตสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ดินให้เช่าเล่าที่มาของความสนใจสุขภาพก่อนจะปลุกปั้นให้เป็นธุรกิจเล็กๆ 

               ราว 2 ปีก่อนขณะอุ้มท้องลูกสาวคนเล็กเธอกลับมาใช้ชีวิตเมืองไทยพร้อมหอบเอาความรู้ด้านการดูแลสุขภาพมาด้วย พร้อมกับยังคงวิถีกินอยู่อย่างเดิม ไม่ว่าจะเป็นการคั้นน้ำผลไม้สดดื่มเอง การรับประทานมังสวิรัติ นอกจากนี้ยังทำให้เพื่อนๆ ที่เป็นดารานักแสดง (“ปู” ไปรยา สวนดอกไม้) ได้ลองชิมด้วย ปรากกว่าชื่นชอบกันแล้วนำไปโพสต์บนโซเชียลเน็ตเวิร์ก จนมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย สุดท้ายทนเสียงเชียร์จากเพื่อนๆ ที่ยุให้ทำขายไม่ไหว จึงตัดสินใจทดลองตลาดเพราะส่วนหนึ่งมองว่าเมืองไทยไม่ค่อยมีน้ำผักผลไม้แบบนี้ อีกทั้งคนไทยมักดูแลตัวเองแบบผิดๆ ไม่เข้าใจวิธีการอย่างลึกซึ้ง

               สาวนักคิดบอกว่า น้ำผลไม้ที่วางขายในเมืองไทยมีมากมาย รู้สึกดีที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น แต่เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะที่เป็นเพื่อสุขภาพจริงๆ รสชาติไม่ควรหวานจากการเติมน้ำตาล ควรเป็นรสธรรมชาติจากผักผลไม้ล้วนๆ คนที่ไม่เข้าใจจึงรู้สึกทั้งเฝื่อนและขม รสชาติไม่ดี แต่นั่นดีต่อร่างกายแน่นอน

               "คนไทยยังติดรสหวานดื่มง่าย การสกัดเย็น หรือ "โคลด์ เพรสต์ (Cold Prest)" คือการคั้นน้ำผลไม้ด้วยเครื่องที่ไม่ผ่านความร้อน กระบวนการง่ายๆ คือบดเสร็จแล้วจะมีตัวบีบคั้นน้ำให้ออกมาอีกที นั่นหมายถึงได้น้ำผักผลไม้เพียวๆ แต่ของเราพิเศษกว่านั้นคือใช้ผักผลไม้ออแกนิก ปลูกในเมืองไทย มีเพียงแอปเปิ้ลเขียวที่คงไม่ออแกนิกเพราะเมืองไทยปลูกไม่ได้ แล้วก็เป็นเกรดพรีเมียมราคาขายจึงอาจจะสูง ที่แน่ๆ ไม่ใส่สารกันเสีย ไม่ใส่สี สามารถเก็บไว้ได้ 3 วัน ซึ่งการใช้เครื่องโคลด์เพรสต์นี้จะแตกต่างจากการใช้เครื่องแยกกากผลไม้ทั่วไป แบบนั้นจะใช้วิธีปั่นจนเกิดความร้อน ความร้อนจะไปทำลายวิตามิน เมื่อเราสกัดเย็นได้แล้วต้องรีบบรรจุขวดแช่ตู้เย็นทันทีที่อุณหภูมิ 2-3 องศาเซียลเซียส ย้ำว่า ควรแช่เย็นไว้เสมอเพราะหากเจอความร้อนหรืออุณหภูมิเปลี่ยนมากเกินไปจะไปทำลายโมเลกุลของสารต่างๆ จนกลายเป็นกรดได้" เจ้าของเครื่องดื่มทางเลือกสำหรับคนใส่ใจสุขภาพ เผย
               
               ปลุกปั้นสินค้าจนเป็นที่สนใจของผู้บริโภคไม่พอ แพรบอกว่าต้องใส่ความรู้ในการดื่มไว้ในขวดเครื่องดื่มปริมาณ 360 ซีซี สนนราคา 180 บาทด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการดูแลสุขภาพยิ่งขึ้น โดยตามหลักโภชนาการอาหารที่เรียนมาจากสถานบันบอดี้ มายด์ (Body Mind Institute) สหรัฐอเมริกา เรื่อง “โฮลิสติก นูทริชั่น (Holistic Nutrition)” หรือการส่งเสริมโภชนาการแบบองค์รวม ที่สอนโดยนักโภชนาการของดาราฮอลลีวู้ดนั้น จะอธิบายเรื่องการมิกซ์แอนด์แมทช์ผักผลไม้เพื่อให้ได้ประโยชน์ครบถ้วน
               
               แต่ละขวดที่ผลิตได้จะมีฉลากบอกส่วนผสมพร้อมตั้งชื่อไว้อย่างมีความหมาย เช่น "ลิเวอร์ คลีน ( Liver Cleanse)" สกัดจากบีทรูท, แครอท, เลมอน, แอปเปิ้ล และขิง ซึ่งบีทรูทจะมีเมล็ดสีแดงๆ มีแคโรทีนอยด์มากช่วยสร้างเม็ดเลือด มะนาวมีวิตามินซี ส่วนแอปเปิ้ลจะให้พลังงาน และขิงช่วยขับสารพิษ ดื่มแล้วช่วยปรับสมดุลร่างกาย หรือ “ซิตรัส คลีน (Citrus Cleanse)” ที่ผสมจากเลมอน, แอปเปิ้ล และขิงเหมาะที่จะดื่มตอนเช้า เพราะกลางคืนร่างกายสะสมของเสียไว้มากตื่นมาใหม่ๆ มะนาวช่วยปรับสมดุลร่างกาย แอปเปิ้ลให้พลังงาน ขิงขับสารพิษ ตกบ่ายให้ดื่ม “แคโรทีน (Carotene)” มีแครอท, แอปเปิ้ลแดง และแตงกวา ช่วงเวลาร้อนสุดของวันร่างกายจำเป็นต้องปรับสมดุลให้เย็นลง เป็นต้น โดยจะมีการเซตโปรแกรมให้ลูกค้าดื่มเป็นต่อวัน ต่อสัปดาห์ และต่อเดือน ตั้งแต่เซตละ 1,800 บาทไปจนถึง 12,000 บาท

               "กลุ่มผู้บริโภคที่เรามองไว้คือเป็นคนที่รักสุขภาพจริงๆ ยอมเสียเงินมากกว่าการซื้อน้ำผลไม้ปกติ ตอนนี้มีวางที่เซ็นทรัล ชิดลม ร้านขายของออแกนิกย่านสุขุมวิท สินค้าอยู่ได้แค่ 3 วันไม่เป็นปัญหาเพราะมีฝ่ายดูแลสต็อกสินค้าอยู่แล้ว ขายไม่หมดเก็บทิ้งทันที เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้บริโภค เรื่อง อย.ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่คงต้องใช้เวลาสักพัก ปัญหาและอุปสรรคเท่าที่เห็น ลูกค้าบางคนอาจไม่เข้าใจวิธีดื่ม การเก็บรักษา ซึ่งตลาดเมืองไทยคงต้องมีการให้ความรู้มากกว่านี้ กลยุทธ์การขายนอกจากจะให้เพื่อนๆ ดาราช่วยโพสต์ในโซเชียลอย่างที่บอกแล้ว ตอนนี้แพรกำลังเขียนหนังสือที่จะวางแผงเร็วๆ นี้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพองค์รวม และโภชนาการ ตลาดเครื่องดื่มประเภทนี้ถือว่ายังไม่ใหญ่มาก เพียงแต่ในตลาดเล็กๆ มีคนทำเยอะ ถ้าของเราดีจริงยังไงลูกค้าก็น่าจะซื้อ" เจ้าของแบรนด์ เพรสท์ จูซ เน้นย้ำ

               ท้ายที่สุดแล้ว นักปั้นแบรนด์เพื่อสุขภาพ มองโอกาสของตลาดสินค้าเฮลตี้ว่า ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของผู้บริโภคเป็นหลัก ต้องปรับมุมมองว่าน้ำผลไม้เป็นวิถีชีวิตไม่ใช่แค่กระแส เพราะหากเป็นกระแสเดี๋ยวเดียวก็คงซบเซาแล้วเลือนหายไป ตอนนี้กำลังผลิตอยู่ที่ประมาณหลักร้อยขวดต่อวัน บริการเดลิเวอรี่ ผู้บริโภคต่างชาติเริ่มรู้จัก ก้าวต่อไปคงต้องรุกตลาดให้มากกว่านี้...

กุญแจสู่ความสำเร็จจากณัชนิชา จันทราสุข

               "แพรควบคุมคุณภาพด้วยตัวเอง ทุกวันพนักงานต้องส่งสินค้ามาที่บ้าน (ย่านซอยราชครู พหลโยธิน) แล้วมีการประชุมพนักงานทุกสัปดาห์เพื่อนำเสนอปัญหาแล้วหาทางแก้ไข ปัญหาทุกเรื่องต้องเคลียร์ สื่อสารให้เข้าใจ เพื่อให้ธุรกิจไหลเลื่อน ถัดมาเรื่องความซื่อสัตย์ระหว่างเรากับผู้บริโภคซึ่งให้ความสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ยังมองว่าสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช้ธุรกิจอย่างเดียวแต่เป็นวิถีชีวิตของเราเลย เป็นสิ่งที่ชอบ สนุก ทำแล้วมีความสุข ไม่ฝืน ดีใจที่มีส่วนช่วยคนอื่น เปลี่ยนวิธีรับประทานอาหารให้เขา เห็นเขามีสุขภาพดีหน้าตาสดใสก็มีความสุข แพรมีเป้าหมายตลอดเลยอาจไม่ใช่ทุก 5 ปี 10 ปี แต่วางเป้าทุกเดือนแล้วไปให้ถึง ตอนนี้ส่วนใหญ่ขายเฉพาะในกรุงเทพฯ โอกาสต่อไปอาจจะขยายไปต่างจังหวัดแต่ต้องหาคนที่ผลิตได้และสนใจจริงๆ เพราะสินค้าเราอ่อนไหวง่าย "
               
               "อยากฝากถึงใครที่เริ่มจับธุรกิจใหม่ๆ ว่าบางทีสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะนำมาทำธุรกิจได้ก็เป็นไปได้นะ ถ้าเรารักที่จะทำก็ทำได้ ทุกอย่างมีโอกาสทางธุรกิจ พึงระลึกเสมอว่าธุรกิจไม่ได้ประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน ต้องอดทนและเรียนรู้ ที่สำคัญเวลาเราชอบอะไรสนใจอะไรจริงๆ เราจะมีความรู้ที่คนอื่นสัมผัสไม่ได้ ที่อเมริกาเป็นประเทศแห่งโอกาส เขาเปิดให้ทุกคนมีโอกาสเทียมกัน ต้องกล้าลอง อาจมีล้มบ้างอย่างเดือนแรกที่ทำขายแพรขับรถส่งเองเลย ท้องด้วย ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เคยท้อและร้องไห้มาแล้ว แต่คิดว่าไม่เป็นไร ผิดหวังแค่วันเดียวพรุ่งนี้ยังมีให้เราแก้ตัวได้ เรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อไม่ให้ทำซ้ำอีก ต้องคิดบวกให้เป็น แล้วจะเดินต่อไปได้ สำคัญต้องมีเป้าหมาย ถ้าไม่มีก็เหมือนทำไปวันๆ อาจไม่ใช่เป้าหมายใหญ่ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าต้องไปทางไหน อย่าใส่ใจคู่แข็งแค่ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด"