9มิ.ย.2558 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมร่วมครม.-คสช. ว่าการประชุมร่วมวันนี้มีการหารือหลายเรื่องด้วยกัน โดยตนได้สั่งการว่าอะไรที่ยังไม่เรียบร้อย อะไรที่เป็นเรื่องเร่งด่วน โรดแมปเรามีแค่ไหนก็ทำเท่านั้นไปก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญชั่วคราวได้กำหนดไว้แล้ว และตนก็ไม่ต้องการให้สื่อมาถามมากนัก โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร จะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อ เรื่องนี้ตนตอบแล้วว่าเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พูดอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ พูดอะไรไปก็เข้าเนื้อตัวเองทั้งหมด
“ทั้งๆ ที่ผมมีเจตนาที่บริสุทธิ์ ทำอย่างไรที่จะให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ ทำอย่างไรถึงจะมีนักการเมืองที่ดี มีรัฐบาลที่สามารถปฏิรูปสิ่งต่างๆ ได้ เพราะทุกคนเองก็ต้องการให้บ้านเมืองเรามีการปฏิรูป คงไม่มีใครที่ไม่อยากให้ทำอะไรเลย เลือกตั้งมาแล้วก็ให้บริหารราชการไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่ ปัญหาที่เราได้แก้ไขในวันนี้ จะได้รับการสืบทอดไปหรือเปล่า ผมก็ยังไม่รู้ แต่ไม่ใช่ผม ผมไม่ได้ทำเพื่อจะเอาอำนาจและอยู่ต่อ ผมไม่เคยคิดเช่นนั้น ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นอาจจะไม่คิดแบบผม เขาก็อาจอยากมีอำนาจ อยากจะอยู่ต่อ แต่จะด้วยอะไรก็ตาม สำหรับผมแล้ว ผมเคยชินกับอำนาจมาเยอะแล้ว เป็นผู้บัญชาการทหารบกมา 4 ปี ก่อนหน้านั้นก็มีอำนาจในการควบคุมหน่วยมาโดยตลอด ผู้ร้อย ผู้พัน ผู้การ ผบ.พล แม่ทัพ เป็นมาทั้งหมดแล้ว ผมก็เบื่อกับการใช้อำนาจพอสมควร แต่มันก็มีความจำเป็น ที่ผ่านมาเพื่อการปกครองบังคับบัญชา วันนี้อำนาจของผมก็ใช้ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน และใช้อำนาจพิเศษที่มีอยู่เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา ถ้าย้อนกลับไปดู ก็จะเห็นว่าเรามีปัญหาทั้ง 5 กลุ่มงาน ปัญหาหลักๆ คือการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน คือความเดือดร้อนของประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก จากนั้นก็ต้องดูคนในระดบักลาง การค้าขายต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน การค้าขายกับต่างประเทศ การปฏิรูปต่างๆ ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวและว่า
รัฐบาลพยายามเดินหน้าทำงานทุกอย่าง ถือเป็นรัฐบาลที่ได้ทำงานและเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งทุกๆ ฝ่ายก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น และให้ความร่วมมือทุกประการ เรื่องการเมืองภายในก็ว่ากันไป แต่ตนไม่ต้องการให้ทุกคนเอาปัญหาของเราไปทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะแทนที่ต่างประเทศจะมากดดันที่ตนโดยตรง กลายเป็นว่าคนของเราเองไปให้เขามากดดันตน
“ถามว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมจะทำไปเพื่อใคร สิ่งที่ทำทุกวันนี้ ไม่ได้ทำเพื่อตัวผมเองเลย อันตรายก็พร้อมจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ถ้าใครคิดว่ามันไม่มีอันตรายก็แล้วแต่ แต่ผมยืนยันว่ามันมีอันตรายทั้งหมด เพราะมีคนทั้งได้ผลประโยชน์และเสียผลประโยชน์ แต่ผมยืนยันว่าผมไม่ได้ผลประโยชน์อะไรซักอย่าง ที่ทำทุกอย่างก็ทำเพื่อคนไทย ส่วนอนาคตข้างหน้ารัฐบาลจะมาเลือกตั้งตอนไหนก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด และทำให้ได้อย่างที่ผมทำ แค่นั้นพอ ขอร้องว่าอย่าไปเปิดเวทีให้คนนู้นคนนี้มาโจมตีในสิ่งที่เราทำใหม่ แม้จะไม่เคยมีใครทำมาก่อน และคิดว่าคงไม่มีใครทำเช่นนี้อีก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคะแนนนิยม เพียงแต่ผมไม่ได้อยู่ในการเมือง และคิดว่าสิ่งที่ทำมาได้มากพอสมควร”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ตนได้สั่งการในที่ประชุมวันเดียวกันนี้ ให้สรุปในเรื่องที่ทำมา ว่าคสช.ทำอะไรไปบ้าง ในระยะที่ 1 คสช.ทำอะไรไปบ้างจบแล้วหรือยัง แล้วดูว่าจะมีความยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีการปลูกจิตสำนึก เฝ้าระวังและช่วยกันดูว่าไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นมาอีก แต่ถ้าติติงว่าทำแล้วเดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นอีก มันก็คงไม่ใช่ความผิดของตน เมื่อเริ่มให้แล้วก็ต้องช่วยกันไปสร้างกลไกในสังคม มีส่วนร่วมเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขั้นมาอีก เพราะ 1. มีคนต้องการผลประโยชน์ ทำให้ระบบข้าราชการเสียหาย ซึ่งเป็นธรรมดาว่าย่อมมีคนเหล่านี้อยู่ในสังคม มีกิเลศอยู่ก็ต้องช่วยกันแก้ให้ได้อย่างยั่งยืน จากนั้นระยะที่ 2 ครม.กับคสช.ก็ได้ดำเนินการไปมาก ทั้ง 5 กลุ่มงาน ทั้งกิจกรรมหลัก กิจกรรมรอง ซึ่งตนได้สั่งการให้กำหนดให้ชัดเจนว่า ภายในเดือนเมษายน 2559 ต้องสรุปให้ได้ว่าเราจะเกิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง ที่มันเสร็จสิ้นแล้วและยังไม่เสร็จสิ้น และสิ่งที่ไม่เสร็จก็ต้องส่งต่อไปให้การปฏิรูป เรื่องนี้จะมีการกำหนดให้ชัดเจนขึ้น จึงมอบหมายให้ทุกกระทรวงไปรวบรวมรายละเอียดต่างๆ มา ว่ามีปัญหาตรงไหนอย่างไรแล้วตนจะให้ทาง สปช. ทำต่อ และส่งให้รัฐบาลหน้าทำต่อไป จะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ อย่ามาพูดว่าตนอยู่เพื่อทำหรืออะไรก็ตาม แต่ตนว่าตามรัฐธรรมนูญ และพยายามชี้แจงถึงขณะนี้แล้ว อาจจะเร็วและไม่เข้าใจ ตนก็ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกและเสียกำลังใจมากไป อย่างไรก็ประเทศเราก็จะเป็นประชาธิปไตยอยู่ดี วันข้างหน้าก็ต้องมีนักการเมืองมาบริหารประเทศ จึงอยากให้ทุกคนไปช่วยกันทำให้ประเทศชาติเข้มแข็ง
“และช่วยกันก็ไม่ใช่เพื่อพวกผม เพราะอย่างไรผมก็ต้องเข้มแข็งอยู่แล้ว เพราะผมมาแบบนี้ ใช้อำนาจอย่างนี้ ผมจะไปอ่อนอะไรก็ไม่ได้ วันนี้ลืมไปหรือยังว่ารัฐบาลนี้เข้ามาอย่างไร มีอำนาจแค่ไหน หรือเป็นเพราะผมใจดีมากเกินไปหรือเปล่าไม่รู้ ทำให้มีการออกมาเรียกร้องว่าทำไมเรื่องนี้ไม่เปิดเสรีภาพ ปล่อยให้พูดกันมากๆ ก็ส่งผลกระทบต่อการทำงานของผม มันก็ต้องยอมกันบ้าง ถ้าไม่มีเรื่องผมจะมาพูดอย่างนี้หรือสั่งอย่างนี้ได้อย่างไร มันเป็นที่ที่ผมไม่ควรจะเข้ามาด้วยซ้ำ ผมจบของผมแล้วจากที่กองทัพบกผมก็กลับบ้านนอน ช่วยดูแลบ้านเมือง ดูแลลูกเต้า แต่ถามว่าทำไมผมต้องมาอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อผมเข้ามาแล้ว ก็ต้องช่วยผมแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลางและยาว ช่วยกันคิดว่าจะส่งต่อในความต้องการของทุกคน วันนี้ผมคิดและทำให้ทุกๆ เรื่อง ทุกพื้นที่”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ระบุว่าห่วงประชาชนเสียขวัญ เอาอะไรเป็นดัชนีวัดว่าประชาชนจะเสียขวัญในเรื่องที่นายกฯจะอยู่ต่อ 2 ปี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ประชาชนคาดหวังในการแก้ปัญหา ถ้าเราบอกว่าเศรษฐกิจตก แย่ รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ เศรษฐกิจต้องเปลี่ยน คนจะตื่นตระหนกหรือไม่ เขาจะเลิกใช้เงิน หรือเลิกการลงทุนหรือไม่ และเขาจะเชื่อมั่นในเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังทำหรือไม่ ต้องว่ามาบกพร่องเรื่องไหน และเรื่องไหนที่ยังไม่ได้ทำเรื่องไหนที่ทำแล้ว แต่ยังไม่เกิดผลทันที แต่ปัญหาเกิดมากี่รัฐบาลแล้ว ต้องดูตรงนั้นด้วย อีกสิ่งหนึ่งคือคนที่เขาให้กำลังใจตนยังทำหน้า แต่ตนไม่ได้เห็นชอบว่าต้องอยู่เท่าโน้นเท่านี้ จะอยู่ได้อย่างไร แต่ถ้าตนบอกอย่ามายุ่งเขาจะเสียใจ เสียขวัญหรือไม่ เพราะเขาคาดหวัง ให้ตนทำให้ในช่วงเวลาโรดแมปที่มีตรงนี้ และวันหน้าเขาอาจจะคาดหวัง นักการเมืองเข้ามาจะมีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งที่เป็นสากล ถ้าตนทำลายความหวังโดยบอกว่าวันนี้ไม่เอากับเขา ขณะที่รัฐบาลหน้าก็ไม่มีอนาคต แล้วจะเอาอย่างไรดีจะหาใครได้ นั่นแหละเสียขวัญ
“ไม่ใช่เสียขวัญเพราะผมอยู่หรือไม่อยู่ และผมไม่เคยบอกว่าจะอยู่ แต่ผมเคยบอกว่าวันเดียวก็ไม่อยากอยู่ ถ้ามันไม่ถูกต้อง และวันนี้ผมทำมาพอสมควรเรื่องถูกไม่ถูกอะไรของผม ฉะนั้นอย่ามาว่าผม เพราะผมเข้ามาแล้ว และวันนี้ทุกคนอาจจะลืมไปแล้ว ผมเข้ามาได้อย่างไร แล้วทำไมปล่อยให้ทุกคนมาพูดอย่างนี้ ไม่ว่าจะนักศึกษาหรืออะไร ผมถามว่าจริงๆมันทำได้ไหม จะเคลื่อนไหวหรืออะไรต่างๆ ไม่เห็นมีใครกลัว เสร็จแล้วก็ใช่มวลชนมาต่อสู้ เอาประชาธิปไตยมา วันนี้ในเมื่อบอกว่าผมเป็นคนใช้อำนาจ ท่านต้องฟังกติกาผม ผมเข้ามาตรงนี้ไม่ได้มาโดยท่าน ไม่ได้มาโดยนักการเมือง ไม่ได้มาด้วยการเลือกตั้ง ผมตัดสินใจเข้ามาเอง ฉะนั้นผมมีสิทธิที่จะใช้อำนาจ เพราะผมเสี่ยงชีวิตเข้ามา ไม่ใช่ใครจะมากำหนดผมได้ในตอนนี้ ว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ มันไม่ใช่ แต่วันนี้ผมฟังท่าน แต่ถ้ามาจากวิธีการเลือกตั้งเขาฟังท่านเท่าที่ผมฟังหรือไม่ และนำเอาเรื่องมาแก้เท่าที่ผมทำหรือไม่ต้องดุตรงนั้น พูดให้ผมตรงนี้” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ที่ให้แต่ละกระทรวงสรุปผลงานที่จะต้องสรุปงานมาส่งภายในเดือน เมษายน 2559 หมายถึงเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะการปฏิรูปต้องปฏิรูปต่อจากสิ่งที่ตนทำไว้ ซึ่งได้ปฏิรูปในเชิงโครงสร้างไว้แล้วเล็กน้อย และเชิงประสิทธิภาพการทำงาน โดยตนบูรณาการด้วยการใช้มาตรา 44 ในการรวมกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการเดียวกัน ให้ทุกกระทรวงมาทำงานร่วมกัน เป็นการตั้งโครงสร้างไว้ ถ้ามันดีในวันหน้าหากรัฐบาลมาเห็นชอบก็ตั้งชัดเจนขึ้น จะมีกระทรวง ตั้งกรม หรือลดหน่วยงานใดก็ว่าไป
นายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องการปรับโครงสร้างหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของทหาร ตนได้สั่งไปแล้ว ซึ่งตนได้ปรับโครงสร้างทหารไปตั้งแต่เป็นผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) โดยสั่งไปที่กองทัพไทยให้ทบทวน ควรจะมีทหารส่วนไหนบ้าง แต่ถ้าเห็นว่าทหารไม่ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือเพราะไม่ต้องไปรบกับใคร นั่นแหละจะรบ เพราะจะไม่มีใครเกรงใจท่านอีกแล้ว ทั้งบนบกในน้ำ อากาศ เพราะเขามีกันหมด เราไม่จำเป็นต้องไปแข่งกับเขาแต่เอาแค่ให้เขาเกรงใจเรายังไม่ไหวเลย ไม่เช่นนั้นวันนี้ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ ใช้อาวุธเก่าๆ เดี๋ยวมันก็ตายไปทีละคันสองคัน กลัวทหารปฏิวัติ พอจะซื้อรถถังก็กลัวจะเอามาปฏิวัติ คราวที่แล้วผมเอารถถังมาวิ่งสักคันไหม มันไม่ใช่อย่างนี้ อย่าไปคิดแบบเดิม พอแล้ว
"ถ้าไม่มีเรื่องมันไม่มีการประท้วง ถ้ารัฐบาลบริหารด้วยความชอบธรรมไม่มีใครประท้วงได้ การประท้วงเป็นการใช้สิทธิตามประชาธิปไตย แต่ถ้ามีการใช้อาวุธต้องสอบสวน ใครใช้อาวุธ และพิสูจน์ให้ได้ ใครกระทำ ใครถูกกระทำ แต่ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ นั่นแหละจะมีอะไรที่สามารถทำให้ประเทศชาติมานั่งกันอยู่แบบนี้ แบบสงบสุข ท่านก็ต้องไปหลบม็อบอยู่ข้างนอก ชอบแบบนั้นใช่หรือไม่ เป็นข่าวได้ทุกวัน จะตายสักวันนั่นแหละ ปี 53 หรือ ปี57 ก็เป็นแบบนี้จะเอาแบบนั้นอีกหรือ จะเอา ปี58 หรือปี59 แบบนั้นอีกไหม ประเทศไทยจะถอยหลังไปอีกเท่าไหร่ แล้วทำไมต้องมาระวังทหารอย่างเดียว ในเมื่อทหารเป็นอย่างเดียวในประเทศไทยที่ปลดล็อกได้ แต่ถ้าเป็นประเทศที่เจริญแล้วเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ต้องมีทหาร เพราะทหารจะทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะเขาทำถูกต้อง ต่อสู้บนวิถีประชาธิปไตยที่ไม่ใช้กำลัง แต่วันนี้ผมไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่กำลังจะเดินไปสู่ประชาธิปไตย อย่าเอามาปนกัน มันคนละเรื่อง ถ้าเป็นอย่างนั้นผมกลับบ้านไปนอนนานแล้ว ท่านว่ากันไปเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเรียกร้องเสรีภาพ ไร้ขีดจำกัด พอจะใช้กฎหมายบอกใช้ไม่ได้ ละเมิดสิทธิ ซึ่งกฎหมายเขียนไว้อยู่แล้วจะละเมิดนั่น ละเมิดนี่ไม่ได้ก็จะทำอ้างประชาธิปไตย มันมีคนตะแบงแบบนี้ตลอด แล้วท่านก็เปิดเวทีขยายให้เขา ผมถามว่าท่านไม่รักชาติหรือเปล่าไม่รู้ หรือท่านไม่รักสถาบันกันหรือเปล่าไม่รู้ ผมบังคับท่านไม่ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เคยบังคับผม แต่เกิดมากับชีวิตผม และผมก็จะตายไป ใครก็เปลี่ยนแปลงผมไม่ได้ ไม่ต้องมาบอกไม่ต้องมาสอนผม ผมเกิดมาเพราะอย่างนี้ มีใครคิดแบบผมหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ทหารคิดแบบนี้ เมื่อไหร่ที่ประเทศชาติไม่ปลอดภัยก็ต้องออกมาดูแลประชาชน ไม่ได้ต้องการออกมาเพื่อผลประโยชน์หรืออำนาจ หรือต้องการซื้ออาวุธ อันนั้นมันปลายแถว อย่าคิดอย่างนี้อย่างเดียว ถ้าคิดอย่างนี้ไม่มีใครทำให้ท่าน เพราะท่านไปมองกระพีกของมัน เสี้ยวหนึ่งของปัญหาแค่นั้นเอง ท่านต้องมองปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศไทยจะเป็นอย่างไร คนไทยทุกคนต้องเริ่มประชาธิปไตยจากตัวท่านเอง อำนาจท่านมีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่นำไปใช้ในทางที่ถูกบิดเบือนหรือถูกชักจูงทางการเมือง จนอำนาจอ่อนแอ คือรัฐบาลไม่ทำ แต่ถ้าสร้างความเข้มแข็งด้วยตัวและหัวใจ จะทำให้รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ต้องเป็นผมก็ได้ ไมว่าจะเป็นใครมาก็ต้องทำ เพราะท่านเข้มแข็ง ถ้ารวมกลุ่มกันได้ แต่ถ้าให้เขาตีแตก เคยบอกแล้วหลักการปกครองมีไม่กี่อย่าง เผด็จการ รัฐประหาร อะไรก็แล้วแต่ อันหนึ่งที่เขาใช้ตลอดคือ Devide and Rule ซึ่งผมไม่ได้ใช้แบบนั้น แต่เอาทุกปัญหาและคน 70 ล้านคนมาดู ว่าจะดูแลอย่างไร ซึ่งวันนี้เศรษฐกิจดีขึ้น แม้จะดีไม่มาก " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ในที่ประชุมได้หารือเรื่องการขยายกรอบเวลาการทำงานของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กมธ.)หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีข้อหารือกรรมาธิการยกร่างรธน.มา แต่วันนี้ประเด็นหลักที่พูดคือการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ผ่านต้องทำอย่างไร ใครจะทำหน้าที่ต่อ ใครจะเป็นคนร่าง เป็นการเปิดทางเตรียมไว้ แต่ไม่ใช่เราเป็นคนเสนอ ถ้าจะแก้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ต้องทำเรื่องเข้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แต่ถ้าสปช.ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะไปสู่ขั้นตอนการทำประชามติ ส่วนเรื่องการทำกฎหมายลูกต้องทำอยู่แล้ว
“วันนี้ผมยังไม่ได้เคลื่อนเวลาสักอันเดียว นับไปยับมาก็เมษายน พฤษภาคม ถ้าทำประชามติก็บวกไปอีก สามถึงสี่เดือน และทำกฎหมายลูกอีก โรดแมปเป็นแบบนั้น ถ้าอยากจะเลือกตั้งเร็วๆง่ายนิดเดียว ผ่านรัฐธรรมนูญ ผมถามว่าท่านผ่านหรือไม่ ถ้าผ่านก็ต้องผ่านสปช.ก่อน และมาทำประชามติ ถ้าผ่านประชามติได้ก็เลือกตั้งตามกรอบของผม ถ้าไม่ได้ก็เสนอมาจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งต้องไปแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว และว่า ส่วนเรื่องการทำประชามติเป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แต่การทำประชามติ ยังไม่ถึงตรงนั้น โดยถ้าจะทำประชามติอะไร กกต.จะต้องแจ้งมาและหารือในที่ประชุม ครม. ต้องให้เขาคิดบ้าง อย่าไปคิดแทนเขา เขามีคนตั้งเยอะ ตั้งแยะ เงินเดือนก็มี ก็ต้องมีการประสานว่าจะมีการทำประชามติก่อนหรือเปล่า หรือทำประชามติเรื่องอะไร เดี๋ยวจะต้องมาคุยกันต่อ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการประสานกับ กกต.บ้างหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็คุย แล้วไง ผมต้องบอกไหมว่าคุยอะไร ต้องคุยวันนี้เลยหรือ ท่านอยากรู้ว่าคุยอะไรกัน จะสืบถอดอำนาจหรือเปล่า มันก็มีอยู่แค่นี้ที่จะถามฉัน” เมื่อถามต่อว่ามีการพูดคุยถึงงบประมาณในการทำประชามติหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า งบประมาณก็รู้อยู่แล้ว 3 พันล้านไงเล่า ก็ทุกครั้งก็เท่านั้น ส่วนถ้าใช้เอกสารเยอะกว่านี้ก็อาจจะมากกว่านี้ ก็ต้องไปว่ามาถ้าประชาชนต้องการ ต้องหามาให้จนได้
สำหรับหัวข้อในการทำประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราให้เขาคิดมาก่อน ปกติเขาถามอะไรที่ผ่านมา ผมเป็นประชาชนก็เลือกตั้ง ลงประชามติจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือมีข้อ 2 ข้อ 3 ก็ไปหามา
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการทำประชามติเพื่ออยู่ต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบอย่างเสียงดังว่า “ไม่รู้ ก็ผมไม่รู้นี่ไงเล่า ก็ให้เขาไปทำมาสิ ทำไมผมต้องสั่งทุกเรื่องหรือไง เข้าห้องน้ำต้องเช็ดก้นก่อนออกมาหรือไง ปัดโธ่ ผมพูดข้อเท็จจริงไม่ได้โมโหเลย เพียงแต่ถามคำถามที่วนไป วนมา ผมขี้เกียจ แล้วท่านก็มาได้อารมณ์หงุดหงิด มีรูปชี้นิ้ว หน้างอ หน้าหงิก นายกฯ หงุดหงิด เรื่องการต่ออำนาจ ต่อทอดไปเรื่อยเปื่อย เขียนนิยายไปเรื่อย”
จากนั้นผู้สื่อข่าวถามถึงการลงพื้นที่จ.ฉะเชิงเทราและระยองของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบด้วยอารมณ์โมโหว่า “ทำไม ต้องกลัวใครอีก ก็ไปตรวจดูพื้นที่ ดูแลการปลูกป่า การบริหารจัดการน้ำ แล้วมันจะมีอะไรเกินไปกว่านั้น ใครจะมาทำร้ายผม เรื่องนี้มีกำหนดเวลา แผนการอยู่แล้ว เดี๋ยวโฆษกก็แถลง ท่านมาถามเหมือนคราวที่แล้วที่จะมีการประชุม ครม.นอกสถานที่ที่จ.เชียงใหม่ในช่วงปลายเดือนนี้ว่าผมกลัวหรือไม่ ก็ถามกันแบบนี้ล่ะ ทำไม ผมจะเลือกไปไหนไม่ได้หรือ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีเรื่องอะไรที่ทำให้นายกรัฐมนตรีเสียสมาธิในการทำงานหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็มีเรื่องจำนวนมาก เรื่องนี้กำลังคิดจบก็มีเรื่องใหม่เข้ามา เสียเวลาทบทวนใหม่ พอจะพูดอะไรก็มีคำถามทำให้ลืมเรื่องที่จะพูด ต้องให้ตนพูดให้จบก่อน วันนี้ลงพื้นที่ก็ไปตรวจงาน เยี่ยมข้าราชการ ฟังชาวบ้าน จะมีอะไรมากไปกว่านี้ ตนอยากจะรู้นักและตนไม่ได้เลือกพื้นที่ด้วยซ้ำ เพราะเป็นหน่วยงานจัด
เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองทำให้นายกฯ เสียสมาธิหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ไม่มี มีก็จับ ไม่สนใจ ไม่ตอบ ถามเรื่องอื่น ถ้าไม่มีพอแล้ว กลับบ้าน”
หวั่นปฏิรูปตำรวจใส่เกียร์ว่างโจรเต็มเมือง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปตำรวจด้วยว่า ในขั้นต้นทางตำรวจได้ดำเนินการมาบ้างแล้ว โดยจะให้ฝ่ายความมั่นคงไปพิจารณาในระยะที่ 1-2-3 จะทำอย่างไรถ้าระยะที่ 1 รื้อทั้งหมดเลย การสนับสนุนอยู่กับใครตรงไหน ตำรวจประจำพื้นที่ควรจะมีไหม ตำรวจของผู้ว่าราชการจังหวัดควรจะมีไหม ถ้าจะมีมันจะทะเลาะกันหรือเปล่า รัฐธรรมนูญมันจะทาบทับหรือเปล่า ถ้าเราไปคิดว่าเราเดือดร้อนจากตำรวจ เรื่องอะไร คอร์รัปชันหรือตำรวจรังแก ถ้าคิดด้านนี้ด้านเดียวแล้วก็ยุบตำรวจอย่างเดียวมันก็คิดอย่างอื่นได้ ต้องคิดแบบตนว่าทำอย่างไรจะมีตำรวจที่ดีๆในวันหน้า คนไม่ดีก็ต้องกำจัดออกไป แต่คนดีมีมากกว่าอยู่แล้วไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีตำรวจวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นโจรขโมยผู้ร้ายเต็มไปหมด ขนาดวันนี้มีตำรวจยังมีโจรผู้ร้ายเพราะว่าเราไม่วางใจ ก็ต้องปฏิรูปเพื่อให้คนไว้วางใจเขาในการบังคับใช้กฎหมาย
บอกอย่าตกใจ“วิลาศ”แฉอดีตผู้ว่าฯ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉ 2 สนช.ที่เป็นอดีตผวจ.พัวพันการทุจริตโครงการจัดซื้อยาปราบศัตรูพืชในช่วงปี 2553-54ว่า “กำลังพิสูจน์อยู่ในกระบวนการ ผิดไม่ผิด ไม่ใช่ไอ้นี่พูดก็ตกใจที ให้ไปเข้ากระบวนการสอบสวน ร้องทุกข์กล่าวโทษมา มีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ไม่ใช่พูดมาลอยๆหรือ เขียนในโซเชียล มีเดีย ไปเปิดโซเชียล มีเดียได้มีกันทุกคน
สั่งแก้ปัญหาเน้นคนรายได้น้อย
พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังการประชุมร่วมครม.และ คสช.ว่า หากมองย้อนกลับไปดูพบว่ามีปัญหาทั้ง 5 กลุ่มงานทั้งในการแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะกับประชาชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งตนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่ก็ต้องดูแลประชาชนระดับกลาง การค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านและต่างประเทศ วันนี้ตนขับเคลื่อนทุกที่ ขณะเดียวกันตนก็ได้ชี้แจงกับต่างประเทศว่ารัฐบาลนี้เข้ามาทำแบบนี้ ซึ่งก็ได้รับความเข้าใจมากขึ้นและได้รับความร่วมมือ
แจงแก้ปัญหาการบินพลเรือนค้ามนุษย์เต็มที่แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังการประชุมร่วมครม.และ คสช.กล่าวถึงการแก้ปัญหาการบินพลเรือน และการค้ามนุษย์ว่า อย่าไปเร่งรัด เป็นการทำงานที่เราทำเต็มที่แล้ว เราไม่สามารถสามารถแก้ได้วันเดียวหรือเดือนเดียว ไม่ใช่ตนไม่มั่นใจ แต่ตนไม่ใช่คนให้คะแนน ถ้าตนเป็นคณะกรรมการตนจะให้เพราะไทยมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะแก้ปัญหา แต่ทำไปอย่างเร็วมากก็ไม่ได้ต้องใช้ความเข้าใจ กฎหมาย จัดระเบียบใหม่ทั้งหมด ทุกคนก็มาเร่งว่าเสร็จหรือยังมันได้ไหม
จงไทยต้องสร้างความเข้มแข็งสร้างรถไฟเชื่อมเพื่อนบ้าน
พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังการประชุมร่วมครม.และ คสช.ว่า นอกจากนี้ยังต้องสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ ต้องมีการลงทุนถนน เส้นทาง ซึ่งตนบอกว่าต้องชัดเจนอย่าให้มาพูดว่าการทำรถไฟทั้ง 3-4 ขนาดไปโยงถึงใคร เส้นทางเหล่านี้จะเชื่อมต่อไปประเทศเพื่อนบ้านและติดต่อประชาคมโลกจึงต้องทำ
ห่วงสถานการณ์น้ำเผยุน้ำเหลือในเขื่อนแค่30 %
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.แถลงภายหลังการประชุมร่วมครม.และ คสช.ว่า สำหรับการบริหารจัดการน้ำวันนี้ต้องทำทั้งระบบ ซึ่งยอดวงเงินสูง เพราะมีกรอบการดำเนินการถึงปี 2569 สิ่งที่ต้องคำนึงถึงวันหน้าคือทำอย่างไรให้คนไปทำอาชีพอื่นบ้าง ถ้าทำการเกษตรต่อไปทั้งหมดก็ไม่ได้ ต้องทำในพื้นที่ที่มีน้ำ พื้นที่ชลประทาน เน้นปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เพราะทุกวันนี้ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปีที่แล้วถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการบริหารงานต้องใช้ข้อเท็จจริงอย่าพูดลอยๆ แล้วไปแก้ปัญหาเฉพาะเรื่อง อย่างน้ำน้อยก็เอารถน้ำไปแจก ปลูกพืชไม่ได้เอาเงินไปให้มันแก้ไม่ได้อย่างยั่งยืน
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการกรณีน้ำท่วมจากฝนตกหนัก ทำให้มีการจราจรติดขัดในกทม.และปริมณฑล ที่มีเสียงิวจารณ์แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วยว่ามีข้อติดขัดอะไรบ้างและมีแนวทางแก้ไขอย่างไร แต่ในส่วนที่คสช.จะสามารถช่วยเหลือบรรเทาให้คนกทม.ได้จึงมอบหมายให้คสช.มอบหมายงานให้เหล่าทัพในการช่วยเหลือประชาชนในการแก้ไขน้ำท่วมและการจราจรติดขัด ต้องดูว่าพื้นที่ตรงไหนจะต้องใช้รถรับส่ง ตรงไหนต้องเป็นพื้นที่รวบรวมยานพาหนะเหมือนช่วงน้ำท่วมปี 2554 เพื่อเป็นการเตรียมการเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีซึ่งเป็นการทำงานควบคู่ไปกับกทม.
สั่งทุกหน่วยงานตรวจงานตามโรดแม็พ3ระยะ
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ในที่ประชุมครม.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการ มอบหมายงานให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ถอดงานของแต่ละหน่วยงานตามที่เคยสั่งให้ทำแผนปฏิบัติการ(แอคชั่นแพลน)ในช่วงต้นรัฐบาลว่าแต่ละหน่วยงานจะมีงานอะไรบ้าง
ตอนนี้อยู่โรดแม็พขั้นที่สองจึงอยากให้ทบทวนดูว่าแผนที่วางไว้ดำเนินการไปถึงไหนแล้วในโรดแม็พทั้งสามระยะ หากอะไรที่ไม่สามารถทำเสร็จภายในเดือนกันยายนปี 2559 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องส่งต่อให้กับรัฐบาลต่อไปในช่วงที่สามมีอะไรบ้างที่จะส่งให้เขา ซึ่งการถอดงานทั้งสามระยะเป็นการเช็คลิสตัวเองว่าทำไปแล้วถึงไหน สำเร็จแค่ไหนและอะไรที่ยังไม่ทำ เพื่อเตรียมส่งงานให้คนอื่นรับไป
สั่งรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่าในที่ประชุมครม.มีการรายงานตัวเลขปริมาณน้ำ ซึ่งพบว่าแม้มีปริมาณฝนสะสมเช้าช่วงต้นฤดูฝนก็ตาม แต่ฝนยังไหลลงอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนยังน้อย คือ 3,292 ล้านลบ.ซม หรือ ร้อยละ 8.9 ของค่าเฉลี่ยทั้งปี ซึ่งน้อยกว่า ปี56-57 อย่างมาก โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำในลุ่มแม่น้ำจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย บำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 52 มีปริมาณน้ำที่สามารถใช้ได้ทั้งอุปโภคและบริโภค การเกษตร การผลักดันน้ำเค็มแค่ร้อยละ 9 ในขณะนี้ ดังนั้นนายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานไปร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด
รัฐบาลย้ำกลุ่มดาวดินเคลื่อนไหวการเมืองถือว่าผิดก.ม.
พล.ต.สรรเสริญ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการเกี่ยวกับด้านความมั่นคง เรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาดาวดิน จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลและคสช.พยายามดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยเว้นการชี้แจงทำความเข้าใจมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และชี้แจงแล้วว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาดำเนินการต่อต้านการรัฐประหาร เพราะปัญหาก่อนหน้านี้บ้านเมืองเดินไปไม่ได้ การปกครองในระบบปกติไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้จึงมีความจำเป็นที่คสช.ต้อง เข้ามา ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนควรทำคือการสนับสนุนให้คสช.และรัฐบาลดำเนินการได้ตามโร้ดแม็พ
“ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่คณะนักศึกษาดาวดิน ทำเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็ต้องแจ้งทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้ายังไม่เชื่อฟังก็จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้น ก็คงดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ซึ่งนั่นหมายความว่าน้อง ๆ นักศึกษาหล่านั้นจะต้องมีคดีความ ต้องมีปัญหากับเรื่องการศึกษา ก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ก็ฝากสังคมช่วยกันดูแลและพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย เพื่อให้บ้านเมืองเกิดภาวะที่เดินต่อไปได้”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว