
ปลัดกต.ลุ้นค้ามนุษย์พ้นเทียร์3
ปลัดกต.ลุ้นค้ามนุษย์พ้นเทียร์3 เราแน่วแน่แต่ไม่รู้จะทันรายงานไหม : สัมภาษณ์พิเศษ นรชิต สิงหเสนี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
การประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อแก้ปัญหา "ชาวโรฮิงญา" ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ จบลงไปแล้วท่ามกลางเสียงชื่นชมจากนานาประเทศ ที่มองเห็นถึงความจริงจังของไทย แต่ นายนรชิต สิงหเสนี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ มองว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และยังไม่การันตีว่าอันดับการค้ามนุษย์ของไทยจะดีขึ้นทันใดหรือไม่
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ "ชั่วโมงที่ 26" ทางช่อง NOW 26 ออกอากาศทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี (22.30-23.30 น.) โดยย้ำว่า การประชุมร่วม 17 ประเทศยังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นผลมาจากการไปเจอแคมป์บริเวณชายแดน ซึ่งไทยพยายามจะหยุดขบวนการนี้ ท่ามกลางข่าวว่าจะมีคนเข้ามาอีก 6,000-7,000 คน
ส่วนที่มาของจำนวน 17 ประเทศที่มีทั้งผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ประเทศผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศนั้น มีการพิจารณาจากกลุ่มประเทศที่เข้าร่วม "ข้อตกลงบาหลี" ที่มีส่วนร่วม 45 ประเทศ เพราะหากแก้ไขกันเองเป็นปัญหาภายในเฉพาะอาเซียนปัญหาก็คงไม่จบ ต้องดึงประเทศภายนอกเข้ามาด้วย ซึ่งในที่สุดก็คัดให้เหลือ 17 ประเทศ
"มีหลายคนบอกว่า ประสบผลสำเร็จ สามารถนำประเทศต่างๆ ซึ่งผมเห็นด้วยว่า เคยมีการประชุมแบบนี้มั้ยที่สามารถเชิญประเทศที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด ผมคิดว่า คำตอบชัดเจนว่า ไม่เคยมี"
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศชี้ว่า ผลสำเร็จเบื้องต้นที่เกิดขึ้นต่อยอดมาจากความสำเร็จในการประชุมร่วม 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่มีการริเริ่มให้นำเรือมาลาดตระเวน การจัดหาที่พักพิงชั่วคราว รวมถึงการเข้ามาขอร่วมลาดตระเวนของสหรัฐ ทำให้พม่าเริ่มส่งเรือไปลาดตระเวน และบังกลาเทศก็มีการควบคุมไม่ให้ออกมา
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ข่าวที่จะมีผู้ที่เดินทางมาอีก 6,000-7,000 คนนั้่น ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าตัวเลขมาจากไหน ซึ่งตัวเลขล่าสุดอย่างมากก็แค่ประมาณ 1,000 คน และอาจจะอยู่นอกฝั่งมาเลเซียหรือนอกฝั่งไทยประมาณ 600 ซึ่งบวกยังไงก็ไม่ถึง 2,000 คนด้วยซ้ำ
ด้านสถานการณ์ของการเดินทางนั้น ในช่วงหลังจากนี้ที่จะเข้าสู่ฤดูมรสุมในมหาสมุทรอินเดียจะทำให้สถานการณ์ลดความเร่งด่วนลงไป ซึ่งขั้นตอนถัดไปจะเป็นการที่แต่ละประเทศจะเข้ามา "ช่วยเหลือ" อย่างไร โดยเฉพาะการรับเข้าไปใน "ประเทศที่สาม"
"อย่างนโยบายสหรัฐ การรับผู้อพยพตั้งถิ่นฐานเขายังมีอยู่ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาประกาศว่าจะรับ 3,000-4,000 คน เขาก็บอกจะดำเนินการตามขั้นตอนเขาไป และยังออกตัวด้วยว่า 1 ปีอาจจะไม่ทัน"
ส่วนประเทศอื่นอย่าง "ออสเตรเลีย" ก็มีนโยบายชัดเจนแล้วว่า จะไม่ยอมให้มีการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนของประเทศไทยก็มีนโยบายเรื่องนี้อยู่ แต่เป็นการจัดระเบียบในส่วนของ (แรงงาน) ประเทศเพื่อนบ้าน
"ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ทางพม่าและบังกลาเทศเขาก็พูดว่าเขาสนใจ บังกลาเทศพูดเลยว่าเขามีคนพร้อมจะมาทำงานถูกต้อง เป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมาย นั่นคือมีเดียมเทอม และลองเทอม แต่อันสุดท้ายเลยก็คือ การแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จคือ ทำยังไงคนเหล่านี้จึงไม่ออกมา"
กระนั้นเขาก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดคำว่า "ประเทศต้นทาง" เพราะเป็นคำที่ละเอียดอ่อน แต่เลี่ยงไปใช้คำว่า "ประเทศที่ได้รับผลกระทบ" แทน ซึ่งการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากตรงนั้น โดยทั้งบังกลาเทศ และพม่า ก็ยอมรับในความที่เป็นส่วนหนึ่้งของปัญหา และในที่ประชุมก็มีการพูดถึงเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ใช่เวทีที่จะมาชี้นิ้วใส่กัน
"เราจะต้องทำให้เขามีความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องเข้าถึงที่อยู่อาศัย การสาธารณสุข และการศึกษา ซึ่งถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะทำให้ความจำเป็นที่คนจะทิ้งถิ่นฐานลดลงไป"
นั่นคือความคาดหวังในระยะยาว แต่ในระยะอันใกล้นี้จะมีการ "ประชุมระดับรัฐมนตรี" ในปลายปีนี้ เพื่อสานต่อการแก้ปัญหา ขณะที่มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนก็มีความคิดที่จะให้มีการประชุมระดับผู้นำ ที่เรียกว่า "ซัมมิต" เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาขึ้นไปอีก
ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า ยูเอ็นเอชซีอาร์อาจจะเชิญประชุมด้านเจ้าหน้าที่เทคนิคไอโอเอ็ม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ประกาศแต่แรกว่า พร้อมให้การช่วยเหลือ แต่เขาของบประมาณ 26 ล้าน
"สหรัฐประกาศทันทีเลยว่า จะให้ 3 ล้าน ออสเตรเลียก็บริจาคช่วยในส่วนของการพัฒนาแอฟเฟล็คเต็ด แอเรีย (พื้นที่พักพิงชั่วคราว) เขาบอกเขาให้มาแล้ว 5 ล้าน เขาจะประกาศเพิ่ม 6 ล้าน ผมคงไม่ต้องเป็นเหรัญญิกไปไล่ตามว่าเขาให้หรือยัง ส่วนความช่วยเหลืออื่นๆ ก็ไม่ได้มีการประกาศชัดเจนขนาดนั้น"
ด้านแนวทางการช่วยเหลืออย่างยั่งยืนคงเป็นเรื่องการสร้างงาน-สร้างรายได้ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป ขณะที่ไทยก็ทำมาก่อนแล้ว เช่น ความช่วยเหลือในยะไข่
เมื่อถามถึงท่าทีของพม่าในระหว่างการประชุมนั้น ปลัดกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า พม่าก็ยอมรับตามนั้น แต่รูปแบบในการประชุมไทยได้เสนอให้เป็นแชร์แมน สเตทเมนต์ ซึ่งเป็นถ้อยแถลงของไทย แต่ทุกประเทศไม่จำเป็นต้องผูกมัด ถ้ารับอันไหนได้ก็รับ โดยมีการปรับแก้ถ้อยคำกันจนได้ข้อสรุปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนที่จะได้บทสรุปการประชุมออกมา
ทั้งนี้ ทางพม่าไม่ได้ติดใจถ้อยคำใดเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้มีการระบุชื่อประเทศ หรือชื่อคน ซึ่งมีหลายคนติดใจว่า ถ้าไม่ระบุชื่อประเทศ ชื่อคน จะแก้ปัญหากันอย่างไร
"มีนักข่าวถามผมหลายคนว่า มีนักการเมืองบางประเทศกล่าวว่า มาประชุมกันทำไม เรียกชื่อประเทศก็ไม่ได้ มันจะมาแก้ปัญหาได้ยังไง ผมก็อยากให้กลับไปดูว่า ชื่อการประชุมมันเรื่องอะไร ไมเกรชั่น อินดิอินเดียนโอเชี่ยน เราไม่ได้พูดถึงประเทศไหนเลย"
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศย้ำอีกรอบว่า หากแต่ละประเทศไม่พร้อมรับคนกลุ่มนี้ก็ควรจะมองถึงการสร้างงานสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้เขา ถ้ามีการประกาศเลยว่าจะเข้าไปช่วย จะดูแลให้เขาไม่ต้องออกมา คิดว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงที่สุด
เมื่อถามถึงเรื่องความพยายามในการแก้ปัญหาการ "ค้ามนุษย์" ของไทยว่าจะทันต่อรายงานการค้ามนุษย์ประจำปีของสหรัฐหรือไม่นั้น มองว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาในด้าน "เทคนิค" ด้วย เพราะตอนนี้ถึงรายงานมันจะยังไม่ออกมา แต่การเตรียมการ การยกร่างอาจจะเสร็จไปแล้วในแง่ของเขา
"ถ้าพูดถึงความพยายาม ความตั้งใจ นโยบายที่แน่วแน่ ผมคิดว่าเราไม่เป็นรองใคร แต่ถ้าเขาอ้างทางด้านเทคนิคว่าวงรอบในการพิจารณามันเสร็จไปก่อนแล้ว ก่อนการประชุมครั้งนี้ ก่อนมีการทลายค่าย ก่อนมีการจับก็เป็นเรื่องเทคนิค ซึ่งเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปให้ความเห็นได้"
เมื่อถามถึงทวิตของอุปทูตสหรัฐที่ชื่นชมการแก้ปัญหาของไทย โดยเฉพาะหลังการจับกุมนายทหารระดับสูงนั้น เขามองว่า เรื่องนี้ต้อง "ตีความ" และคงไม่ให้น้ำหนักเต็มที่เรื่องคลิป หรือความเห็นในโลกออนไลน์ เพราะเดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดี ทุกครั้งที่ดีรัฐบาลไทยออกมาตื่นเต้นว่า เขาชื่นชมเรา แต่ถึงเวลาไม่ดีเราก็ไม่พอใจ ดังนั้น เราต้องนิ่ง และมั่นคงกว่านั้น
"อะไรที่เขาส่งสัญญาณอย่างไม่เป็นทางการเราก็คิดว่าเป็นการส่งสัญญาณ เป็นความเห็นของคนคนหนึ่ง ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่ออกอะไรมาเป็นทางการ ผมว่าแต่ละคนก็ใช้วิจารณญาณตีความเอาเองได้ คิดว่าเราไม่ควรจะตื่นเต้นกับแค่ทวิตอันหนึ่ง แต่เดี๋ยวรายงานออกมาทุกคนก็อาจจะผิดหวังมาโจมตีเขาอีกว่า ไหงวันนั้นว่าดีไง"
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศยอมรับว่า สถานะของไทยในเวทีโลกที่ยังไม่ปกติทำให้การคบค้า หรือความร่วมมือต่างๆ ยังทำได้ไม่เต็มที่นัก แต่ที่เขาเสียดายยิ่งกว่าคือ การที่ "เพื่อน" ของเราที่เป็นมิตรกันมายาวนานน่าจะเข้าใจเราดีกว่านี้
"หลายคนที่ออกมาตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ก็ยังวิ่งมาหาเราเมื่อเห็นเราทำความตกลง เซ็นสัญญาอะไรกับประเทศต่างๆ ในการพัฒนา การเชื่อมโยงคมนาคม และก็ยืนยันว่า อยากจะมีส่วนในการคบค้า และร่วมมือกับเรา แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งก็คล้ายๆ ทำตัวเหินห่างเรา"
ถึงที่สุดแล้วเขามองเรื่องบัญชีการค้ามนุษย์ว่า ไม่ว่าผลจะออกมาบวก จะลบ หรือลบหนักกว่านี้ แต่ถ้าไปศึกษาดีๆ จะพบว่า ในเรื่องของความร่วมมือด้านต่างๆ ฝ่ายบริหารก็ยังสามารถใช้วิจารณญาณได้เองว่า จะมีความตกลงร่วมกันหรือไม่ ซึ่งหลายประเทศที่อยู่ในระนาบเดียวกับไทย หรือต่ำกว่าที่ผ่านมาก็เห็นว่า แทบจะไม่ได้รับผลกระทบ และบางครั้งก็มีข้อยกเว้นด้วย
"ในส่วนของเรา ถ้าเป็นเรื่องการค้ามนุษย์เราจะไม่ยอม เราจะปราบปรามเต็มที่ สิ่งที่เราทำในการทลายเครือข่ายต่างๆ โพรเทค (สกัดกั้น) ชายแดนเรา จับคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงเป็นเรื่องพิสูจน์ว่าเราตั้งใจทำเต็มที่" ปลัดกระทรวงการต่างประเทศย้ำชัดถึงจุดยืนของไทย



