
เลิกถาม!ประชามติ'อยู่ต่อ'ยึดโรดแม็พ
08 มิ.ย. 2558
'ประยุทธ์' ให้เลิกถาม เมินล่าชื่อประชามติ 'ปฏิรูปปท. 2 ปีก่อนลต.' ลั่นตามโรดแม็พ เตรียมเพิ่มมาตรการจัดการ 'เด็กแว้น' รายชื่อ ขรก.ทุจริต ถึงมือแล้ว สอบผิดลงโทษ
8 มิ.ย. 58 เมื่อเวลา 10.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมล่ารายชื่อประชาชนห้าหมื่นคน เพื่อส่งขอให้รัฐบาลประชามติปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนเลือกตั้ง ว่า ใครล่า ล่ามาทำอะไร ตนไม่สนใจ เป็นเรื่องของโรดแม็พ จบ เลิกถามเรื่องนี้กับตน
เตรียมเพิ่มมาตรการจัดการเด็กแว้น
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกาศเจตนารมณ์ “ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง” ว่า วันนี้เป็นการประกาศเจตนารมณ์ โตไปไม่โกง สร้างประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทย ว่าในอนาคตเราจะอยู่กันอย่างไร ซึ่งเราต้องสร้างอนาคตให้เยาวชนตั้งแต่วันนี้ ไม่เอารัดเอาเปรียบ เผื่อแผ่แบ่งปัน และเคารพกฎหมาย ส่วนข้าราชการต้องหาวิธีการที่เป็นข้าราชการที่ดีให้ได้ ใครที่ทำความผิดอยู่ต้องถูกดำเนินคดี โดยเป็นการประกาศเจตนารมณ์ทั้งประเทศอย่างพร้อมเพรียง มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ตนได้บอกไปแล้วว่า ถ้าเราช่วยกัน ประเทศชาติก็ปลอดภัย เจริญก้าวหน้า ถ้าไม่ทำ ก็เหมือนทำบาปกับคนจน กับคนที่เขาไม่ได้รับสิ่งตอบแทนที่เป็นธรรม ที่สำคัญคือทำให้ประเทศเสียหาย ซึ่งวันนี้เราเสียหายไปเยอะแล้ว ทั้งจากสื่อโซเชียลมีเดีย ที่นำไปเผยแพร่ต่อ เราต้องช่วยกันระมัดระวัง ด้วยเจตนาดีของพวกเราบางครั้งก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่วันนี้เราต้องรู้แล้วว่าบางเรื่องถูกนำไปลงแล้วเสียหาย แม้จะเป็นข้อเท็จจริงก็ตาม ซึ่งถ้าเราชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วกำลังทำอะไรอยู่ก็น่าจะเพียงพอ ไม่ให้มีการนำไปขยายความจนวุ่นวาย ทุกคนเสียความน่าเชื่อถือกันหมด
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เรามีทั้ง คตร. คตช. ศอ.ตช. และองค์กรภาคเอกชน ร่วมมือกันทั้งหมด มีคณะทำงานถึง 3 - 4 ระดับ ส่วนของกลุ่มยุติธรรมมีรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับ 3 - 4 หน่วยงาน ทั้ง คตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. ซึ่งต้องคุยกันทำงานร่วมกัน ถ้าต่างคนต่างทำก็รวนไปหมด จัดลำดับไม่ได้ ทำไม่เสร็จซักอัน วันนี้ต้องทำเท่าที่ทำได้และมีหลักฐานชัดเจนก่อน บ้านเมืองก็ต้องเป็นอย่างนั้น อย่าทำงานอะไรหรือว่าใครด้วยความรู้สึกอย่างเดียว ควรให้โอกาสเขาบ้าง ถ้ามันไม่ใช่แล้วรับผิดชอบแทนเขาได้หรือไม่ แต่ถ้าผิดก็ว่าไปเลย สาเหตุของการทุจริตทั้งหมดนั้นสามารถแก้ได้ด้วยใจ ต้องแก้ให้ได้ ลูกก็อย่าไปร้องพ่อแม่ที่รายได้น้อยเอานู่นเอานี่ ซื้อมอเตอร์ไซค์ โทรศัพท์แพงๆ จนต้องกู้เงินนอกระบบ ถูกไล่ล่า ครอบครัวไม่มีความสุข วันหน้าก็ไม่อยู่ในระบบ ลูกก็ไปขับมอเตอร์ไซค์แว้น ซึ่งเรื่องนี้ตนกำลังให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ไปดูอยู่ เรื่องมอเตอร์ไซค์แว้น ไม่เลิกซักที ต้องมีมาตรการเพิ่ม โดยตอนนี้ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าไปอบรมอยู่ ซึ่งจากนี้จะต้องดูเรื่องใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ถ้าไม่มีขี่ซัก 6 เดือน มันจะตายไหม ไม่อย่างนั้นก็มีปัญหาหมด แต่เราจะใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ส่วนเรื่องสถานบันเทิง สถานที่ขายสุรา เราก็กำลังดูอยู่ทั้งหมด หากใกล้สถานศึกษา กฎหมายมีอยู่แล้ว ถ้าไม่ร่วมมือก็ต้องใช้กฎหมายเต็มๆ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่มีปัญหาเรากำลังแก้อยู่ทั้งหมด
รายชื่อ ขรก.ทุจริต 152 ราย ถึงมือนานแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงปัญหาข้าราชการทุจริตคอร์รัปชั่นว่า วันนี้มีทุกภาค ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน อย่ามาโทษภาคราชการอย่างเดียว ฉะนั้นจะลงโทษทั้งคู่ ถือเป็นการสมยอม แต่จะโทษข้าราชการอย่างเดียวไมได้ ตนก็เป็นข้าราชการ คนดีๆ ก็มีอยู่ วันนี้ชอบพูดนัก ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ แล้วคนดีๆ เขาอยู่ไหน ลูกเต้าเขาอยู่ไหน ครอบครัวเขาอยู่ที่ไหน มันเลวทั้งหมดหรืออย่างไร เขียนให้ดีบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า รายชื่อข้าราชการทุจริตถึงมือแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ถึงนานแล้ว แล้วทำไมจะให้ฆ่าทั้งหมด ทั้ง 100 กว่าคนเลยหรืออย่างไร ก็กำลังดำเนินการอยู่ บุคคลใดอยู่ในตำแหน่งหน้าที่หลักก็เอาออกมา และสอบสวนลงโทษ"
เมื่อถามว่า ทั้งหมด 152 รายชื่อใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินการตรวจสอบ 152 รายชื่อ มีขั้นตอนในการทำงาน แต่การตรวจสอบมันง่ายนักหรือไง ทำไมจะต้องไปเร่งกฎหมายว่าต้องเสร็จวันนู้น วันนี้ มันได้อะไรขึ้นมา ความเสียหายที่เกิดอยู่ได้อะไรจากตรงนี้หรือไม่ คนผิดก็เอาเข้าคุกตรวจสอบไป ถ้าถูกก็เอาออกมา มันไม่เห็นจะเป็นจะตายอะไรหนักหนา ต้องทำอย่างไรให้คนอยู่ทำงานได้ รัฐบาลที่แล้วทำไมไม่ไปไล่เขาทำบ้าง แต่ทำไมเหลือมาถึงวันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีตอบคำถามผู้สื่อข่าวนั้น นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอย่างมีอารมณ์หงุดหงิดในทุกคำถาม และตอบเพียงสั้นๆ และตัดบทให้เป็นคำถามต่อไป
เข้าใจผิดตอบปัญหาค่าแรง
ผู้สื่อข่าวถามเรื่องการเตรียมยกเลิกค่าแรง 300 บาท แต่เนื่องด้วยระยะทางระหว่างนักข่าวและนายกรัฐมนตรีอยู่ห่าง ทำให้นายกรัฐมนตรีเข้าใจคำถามผู้สื่อข่าวว่า เป็นการขอเพิ่มค่าจ้างและตอบว่า ตอนนี้จะหาเงินจากตรงไหนได้ที่จะมาขึ้นค่าแรง ขอถามซิ เรียกร้องอะไรกันมาบ้าง ค่าแรง ค่ารักษาพยาบาล การศึกษา แล้วรายได้เรามีหรือไม่ มีเพิ่มขึ้นหรือยัง เราต้องให้เวลาในการสร้างความเข้มแข็งตรงนี้ก่อน ตนบอกแล้วว่า ใครอยากจะขึ้นค่าแรง ต้องไปที่กระทรวงแรงงานในการไปทดสอบเรียนรู้ที่จะได้ค่าแรงตามคุณวุฒิ
"ถ้าค่าแรงเหมาจ่ายทั้งหมดมันไปกันไม่ได้ เพราะ 1. ไม่มีเงิน 2. ไม่มีใครเขาจ้าง แล้วจะทำอย่างไร ตอนนี้ค่าแรง 300 บาทส่วนใหญ่ใครเป็นคนได้ แรงงานต่างด้าวใช่หรือไม่ ถ้าขึ้นมาต้องขึ้นให้เขาด้วยหรือไม่ หรือไม่ต้องขึ้น ขึ้นแค่คนไทยอย่างเดียว รู้หรือไม่ว่าเป็นยังไง ต้องขึ้นทั้งประเทศ เท่ากับว่าเราให้คนต่างชาติเยอะแล้วเขาจะมามากขึ้น เพราะคนไทยไม่ทำ อีกทั้งเขาจะเข้ามาประเทศไทยเพราะค่าแรงขั้นต่ำที่บ้านเขาอยู่ที่เพียง 100 - 150 บาท ไม่เกิน 200 บาท คิดแบบที่ผมคิดบ้าง ถ้ารวยเท่าไหร่ผมก็ให้ได้ แต่อย่าปลุกระดมออกมา มันจนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะแรงงาน จะเอาอะไรกันนักหนา ก็รู้อยู่ว่าเรากำลังสร้างความเข้มแข็ง กำลังให้คนเข้ามาลงทุน แค่ 300 บาท ก็หนักหนาสาหัสพออยู่แล้ว ที่เขาจะไม่ลงทุน ซึ่งนี่ไม่ใช่ความผิดของผมหรือของใคร แต่ไปถามซิว่าใครทำมา มันควรจะมาทีละขั้นตอนหรือไม่ แต่ถ้าจะก้าวกระโดดขึ้นไปอีก ผมให้ไม่ได้ เพราะไม่มีเงิน"
เปิดโครงการ "ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง"
เมื่อเวลา 08.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกาศเจตนารมณ์ “ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง”
โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญ ซึ่งจะเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเรามีความจำเป็นต้องพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม เพื่อเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ มีทั้งเหตุการณ์ที่ดีและไม่ดี อยากให้ทุกคนศึกษาปัญหาและร่วมกันหาทางออกตามหลักพระพุทธศาสนาอริยสัจสี่ รู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไรและแก้ที่ตรงไหน อย่างเช่นข้าราชการก็ต้องมีคำว่า “How to do” ไม่ใช่ประกาศเจตนารมณ์วันนี้แล้วก็จบ ต้องแก้ปัญหาทั้งระบบวางผลสำฤทธิ์ที่ต้องการเช่นเดียวกับ คสช.ที่เมื่อปีที่แล้วคาดว่าสถานการณ์จะเป็นปกติแบบวันนี้ และมีการเริ่มการปฏิรูปบางอย่างเพื่อส่งต่อรัฐบาลต่อไปจะต้องไม่ได้เริ่มใหม่ทั้งหมด วันนี้ต้องขอบคุณมิตรประเทศที่ร่วมกันพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับอารยประเทศซึ่งเราเป็นประเทศเล็กๆ แต่ต้องมีตัวตนให้เห็นว่าไทยมีสิ่งที่ดี เพราะถ้าเสียงไม่ดังพอ ทำตัวไม่ดีก็จะกลายเป็นประเทศที่ถูกลืมในสังคมโลก
"วันนี้มีปัญหาหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความแตกแยกทางความคิด การเป็นประชาธิปไตยที่มีปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา เพราะจิตสำนึกของคนทำให้ระบบข้าราชการเสียหาย ความน่าเชื่อถือลดลง ตนจึงต้องใช้เวลาที่อยู่ในขณะนี้สร้างความเชื่อมั่นให้หน่วยงานราชการให้ได้โดยจะไม่เลือกปฏิบัติ"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตมีหลายรูปแบบ ไม่รู้ว่าแก้ไขปัญหาได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ แต่เชื่อว่าเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ทำได้แล้ว ทั้งนี้การทุจริตมีผลกระทบเสียหายกับทุกด้าน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่างๆ อย่างเช่น ค่าอำนวยความสะดวกมันไม่เคยมีมาก่อน ใครเสียก็ขอให้มาแจ้งที่หน่วยราชการ เพราะแจ้งตำรวจก็ไม่เชื่อมั่น แจ้งทหารก็ไม่ไว้ใจ ก็ให้ไปแจ้งที่ศูนย์ดำรงธรรม ทุกคนต้องกล้าแสดงออกไม่ต้องกลัว จะเสียแค่ 100 บาท หรือ 1,000 บาท ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น ปัญหาการทุจริตนั้นอยู่ที่คนและสิ่งแวดล้อมจิตวิทยา เพราะโลกเจริญก้าวไกลแต่จิตใจมนุษย์อยู่ที่เดิม ไม่รู้จะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี
"ค่านิยมเหล่านี้ทำให้เกิดคำพูดที่ว่า โกงได้ไม่เป็นไร แต่ต้องแบ่งปัน ก็ถือเป็นการโกงตัวเอง โกงประเทศชาติ สอนให้ลูกหลานโกงต่อไปเรื่อยๆถือเป็นบาปกรรม ทุกคนจะต้องมีหิริโอตัปปะ ละอายและเกรงกลัวต่อบาป แต่วันนี้คนที่ละอายต่อบาปกลายเป็นคนจน แต่คนไม่อายก็รวยขึ้นไปเรื่อยๆ จึงต้องลดช่องว่างตรงนี้ให้ได้ โดยการอยู่ร่วมกันด้วยความพอเพียง วันนี้ทุกอย่างดีขึ้น ฝากบอกคณะทูตานุทูตว่าอย่ากังวลประเทศไทยไม่ได้เลวร้ายทั้งหมด และขณะนี้กำลังปรับปรุงให้สอดคล้องกับการค้าการลงทุน"
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 2 ปี ที่ผ่านมาตัวเลขของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า มีโครงการข้าวผิดพลาดขาดทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ขายข้าวได้เพียง 1.5 แสนล้านบาท และประเมินว่าจะขายออกไปได้แต่ก็คงไม่มีรายได้มากกว่านี้ ส่วนเรื่องนี้ใครจะผิดหรือถูกก็ว่ากันไปตามกระบวนการ ประชาชนเข้าใจเรื่องดังกล่าวมากขึ้น วันนี้เรากำลังปรับโครงสร้างที่สำคัญทุกประเภท ไม่ใชเพียงใช้งบประมาณอย่างเดียวจนส่งผกระทบต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ประจำปี 2557 ได้คะแนน 38 จาก 100 อยู่ในอันดับที่ 85 จากทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก เป็นอันดับที่ 12 จาก 28 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากการอันดับในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้อันดับดีกว่าเดิม จากปีก่อนหน้านี้ได้อันดับที่ 102 ของโลก และอันอับที่ 16 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อพิจารณาจากกลุ่มประเทศในอาเซียนมีเพียงสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้นที่มีคะแนนเกิน 50 โดยไทยอยู่อันดับที่ 3 จาก 9 ประเทศในอาเซียน
"แม้คะแนนประเทศจะสูงขึ้นดีใจ แต่ก็ยังไม่พอใจ ไม่อยากอวดว่า คสช.เข้ามาแล้วอันดับประเทศดีขึ้น เมื่อไหร่เราจะได้ที่ 1 ก็ไม่รู้ ระวังโลกจะแตกเสียก่อน แต่ต้องเอาให้ได้ในอาเซียนก่อนแล้วกัน สิทธิเสรีภาพของทุกคนมีเท่าเทียมกัน หากละเมิดคนอื่นเมื่อไหร่ถือว่าโกงเมื่อนั้น คิดว่าจะทำผิดก็คือโกง จะรอเวลาหมดโรดแม็ปแล้วกลับมาทำก็ไม่ได้ ยืนยันทุกอย่างเดินตามโรดแม็พที่มีอยู่ ขอร้องว่าการโกงอย่ามองเรื่องเงินอย่างเดียว แค่คิดผิดก็ถือเป็นการโกงคนอื่นแล้ว"
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลแก้ปัญหาทุจริตทั้งระบบ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งหลายโครงการวันนี้ก็ลดราคาลงได้ 20 - 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเงินส่วนนี้ก่อนหน้านี้เป็นตัวเลขที่สูญเปล่าไปเฉยๆ และถูกนำไปใช้เชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา วันนี้นี้ธุรกิจสีเทาหายไปหมด ทำให้เศรษฐกิจไทยบางส่วนตกต่ำ แล้วก็ยังมาโทษว่าตนทำให้เศรษฐกิจประเทศแย่ลง แล้วจะให้ตนทำอย่างไร ทำต่อหรือไม่ เพราะเงินเหล่านี้ผิดกฎหมายทั้งหมด
"จะยอมให้มีการทำผิดกฎหมายกันหรือไม่ ผมจำเป็นต้องจัดการทั้งหมดและไม่ได้ต้องการคะแนนเสียง เพียงแต่ต้องการความพึงพอใจ ไม่ต้องการให้ต่อต้านหรือประท้วง เพราะประท้วงไม่ได้อยู่แล้ว อย่าคิดเตรียมการใดๆ ผมรู้ทั้งหมดว่าใครเตรียมการประท้วง ไม่งั้นจะเข้ามาทำไม ผมรู้ตัวผมอยู่ อย่าหลอกว่าทำอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้เพราะเป็นประชาธิปไตย เข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่ วันนี้ผมเป็นคนกำหนดกติกา ที่ผ่านมาหลายรัฐบาล หลายพวกทำไม่ได้ วันนี้ผมมาออกกติกาท่านก็ต้องทำให้ได้ วันนี้ต้องไม่มีการทุจริต ได้สั่งให้รัฐมนตรีตรวจสอบในหลายโครงการ ตอนนี้ทราบว่ามีความกล้ากันมากขึ้น เริ่มมีชื่อให้เห็น"
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้สื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้คนไม่มีโอกาสแก้ตัว เผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว เช่น บางคนไปโพสต์ให้เกิดความแตกแตกแยก ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปดูก็อ้างใช้รูปคนอื่นอย่างนี้ถือว่าไม่กล้าจริง ถ้ากล้าจริงขอให้มาหาตน อย่างไรก็ตามในการตรวจสอบการทุจริตนั้น คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ซึ่งตั้งมาเพื่อไม่ใช่ให้เป็นศาลไคฟง แต่ตั้งมาเพื่อตรวจสอบและส่งต่อไปยังองค์กรอิสระและหระทรวงยุติธรรม เพราะที่ผ่านมาทำไม่ได้ วันนี้รัฐมนตรีไม่ใช่นักการเมืองต้องแก้ไขให้ได้ ยืนยันไม่ได้เลือกข้างแต่ต้องดูว่าทำผิดหรือไม่ วันนี้ผมอยู่ข้างประเทศไทย คนที่ยอมรับกำหมายก็ว่ากันไป แต่คนที่ไม่ยอมรับกฎหมายต้องเล่นงานเอาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ทั้งหมด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนติดตามดูแลเรื่องการทุจริต การทำงานวันนี้ต้องชัดเจน วันนี้มีคณะทำงานตรวจสอบ 3 - 4 คณะซึ่งทำงานอยู่ ซึ่งวันนี้ต้องชัดเจน แต่ต้องหาหลักฐานให้ดี ส่วนการดำเนินการจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม ตนไม่เคยสั่ง ทั้งนี้หากมีการตรวจสอบพบความผิดชัดเจนก็ต้องถูกดำเนินการ แต่ถ้าไม่ผิดก็กลับเข้ามาได้ หาตำแหน่งให้ได้อยู่แล้วส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียวนั้นไม่ใช่ ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ ยืนยันวาไม่ใช่เป็นการแก้แค้นหรือทำลายล้างกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวในช่วงท้ายว่า เรื่องของภาษีจำเป็นที่ต้องแก้ไขการจัดเก็บภาษี ต้องเอาคนทั้งประเทศเข้าสู่ระบบภาษีให้ได้ จะต้องมีรายชื่อไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ก็ตาม ถ้าถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีก็ต้องเสีย แต่ถ้าใครมีรายได้ไม่ถึงก็ไม่เก็บ เพียงแต่ต้องมีรายชื่อไว้ในระบบเพื่อที่ทางราชการจะได้ดูแลช่วยเหลือได้ในอนาคต ซึ่งได้สั่งการไปยังกระทรวงการคลังแล้วว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ และต้องทำให้การกรอกภาษีทำได้ง่ายขึ้น เพราะมีทั้งเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ที่อาจไม่เข้าใจ บางคนก็ยังอ่านหนังสือไม่ออก
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องการทุจริตต้องไปดู แต่ตนยืนหยัดที่จะเดินหน้าด้วยความจริงใจ และการเข้ามาเป็นรัฐบาลวันนี้ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน
"ไม่ใช่มาเรียกผมเป็นหมู เป็นหมา เป็นตัวไอ้นั้นไอ้นี่ ผมรับไม่ได้เพราะผมเป็นทหาร เกียรติยศยังอยู่กับผม ผมจะตายหรืออยู่ที่ไหนผมก็ยังเป็นทหาร เกียรติยศศักดิ์ศรีผมยังมีอยู่ ผมไม่ใช่นักการเมือง"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี พร้อมผู้ร่วมงานได้ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต สร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง อย่างพร้อมเพรียงกัน
โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวหลังประกาศเจตนารมณ์เสร็จ ว่า “ถ้าทำได้ก็ขอให้มีความเจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าใครไม่ทำตามคำนี้ก็ขอให้มีอันเป็นไป ผมถวายสัตย์ฯ มาก็อย่างนี้”
ถก 'ส่งไม้ต่อ' หลังรัฐบาลหมดอายุตามโรดแม็พ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกาศเจตนารมณ์ “ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง” ได้เชิญรัฐมนตรีที่มาร่วมงานขึ้นไปประชุมด่วนอย่างไม่เป็นทางการ โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
ภายหลังการประชุม พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เป็นการหารือเพื่อเตรียมการเอาไว้เพื่อส่งต่องานให้กับผู้ที่จะมารับช่วงต่อ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงการทำงานที่ผ่านมา เหมือนกับที่ได้ไปชี้แจงให้กับ สนช.และ สปช.ฟัง พร้อมกันนี้ก็ได้มีการพูดคุยซักซ้อมถึงการเตรียมการส่งไม้ต่อหลังรัฐบาลสิ้นสุดในเดือน เม.ย.ตามโรดแม็พ หรือกรณีหากมีการทำประชามติก็จะต้องส่งไม้ต่อในเดือนกันยายน 59 แต่ยืนยันว่า ไม่มีการพูดถึงการขยายเวลาของโรดแม็พ หรือข้อเสนอของ สปช.บางส่วน



